คำพูดประโยคสุดท้ายจากเซียวปิง ทำให้ฉางไหวอันโมโหจนถึงขีดสุด ขอร้องอ้อนวอนต่อหน้าทุกคน? สำหรับคนที่มีหน้ามีตาในสังคมแบบเขา นี่มันเป็การหยามเหยียดศักดิ์ศรีกันชัดๆ
ฉางไหวอันกัดฟันกรอด “อย่าทำเกินไป”
เซียวปิงถอยกลับไปอย่างใจเย็น แล้วนั่งลงบนโซฟา จู่ๆ เขาก็สะเดาะกุญแจมือออกจากข้อมือราวมายากล ก่อนจะยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง ขณะที่ปากก็ยังคาบบุหรี่อยู่
ฉางไหวอันอึ้งจนตาค้าง เขาพูดตะกุกตะกัก “แก...แก...”
เซียวปิงหัวเราะเสียงกึกก้อง เสียงหัวเราะนั้น ช่างเป็เสียงที่บีบคั้นหัวใจเหลือเกิน แค่เสียงหัวเราะก็ทำให้ฉางไหวอันกระวนกระวายใจ จนแทบจะตัวสั่นอยู่แล้ว ยิ่งคำพูดประโยคต่อไปของเซียวปิง ยิ่งทำให้เขาราวตกไปในเหวลึก “แกเป็คนทำอะไรรอบคอบมาก เงินสกปรกทุกบาทที่แกได้รับ จะถูกบันทึกลงในคอมพ์เสมอ แต่แกก็ไม่ค่อยจะรอบคอบมากเท่าไร ไม่งั้นแกคงไม่มีวันทำแบบนั้น...ข้อมูลพวกนั้นถูกฉันทำสำรองไว้หมดแล้ว ถ้าคืนนี้ฉันไม่ได้กลับออกไป...จะมีคนเอาข้อมูลพวกนี้ไปส่งให้ป.ป.ป.ตรวจสอบ ผอ.ฉาง อันที่จริงไอ้ฉันก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรหรอก คุณก็คิดตัดสินใจเอาเองแล้วกัน...”
เซียวปิงยันตัวลุกขึ้น ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังประตูทางออก พลางปากก็เปล่งเสียงเรียบ “ฉันจะรอในห้องขัง”
หลังเซียวปิงเดินจากไป ฉางไหวอันก็ได้แต่นั่งอยู่กับที่ราวร่างกายหยุดการทำงานไป เขาประสานมือวางบนโต๊ะ กำลังตกอยู่ในห้วงความคิด...เขาคิดทบทวนเป็เวลานาน จนในที่สุด เขาก็ค่อยๆ ยืดตัวลุกจากที่นั่ง วินาทีนั้น ราวเขาชราลงมาก ภายในเวลาเพียงแวบเดียว
แม้ตัวเขาเองก็ยังคิดว่าตัวเองแก่ชรามากแล้วจริงๆ ที่ผ่านมาเขารุ่งโรจน์ราบรื่นมาตลอดชีวิตการทำงานของเขา ไม่คิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่ตัวเองโดนบีบให้จนมุม...แล้วคนที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ กลับยังเป็แค่เด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ คนหนึ่ง...
เมื่อครู่เขาคิดอะไรได้มากมาย คนเรา ไม่ว่าจะสูงส่งมากแค่ไหน หน้าตาก็มีค่าไม่เท่าชีวิตอยู่ดี หากไม่มีชีวิตอยู่ แล้วยังจะ้าหน้าตาไปทำไมอีก?
เซียวปิงกลับไปยังห้องขังอีกครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแข็ง เขามั่นใจว่า ฉางไหวอันต้องยอมมาอ้อนวอนตามที่เขาสั่งแน่ เพราะปกติแล้ว ยิ่งเป็คนใหญ่โตมากเท่าไร ก็จะยิ่งรักชีวิตตนมากเท่านั้น...
ไม่นาน ฉางไหวอันก็เดินเข้ามาพร้อมผู้คุม หลังจากผู้คุมเปิดประตูห้องขังออก ฉางไหวอันก้าวผ่านประตูเข้าไป ก่อนจะหันไปบอกผู้คุม “พวกนายปิดประตูแล้วออกไปก่อน”
เหล่าผู้คุมต่างก็ชะงักเมื่อได้ฟังคำสั่ง พวกเขามองหน้ากัน ก่อนจะรีบร้อนกล่าวเตือน “ท่าน ผอ.แต่คนพวกนี้เป็นักโทษเลวๆ ทั้งนั้น”
ฉางไหวอันขมวดคิ้ว เตรียมจะอ้าปากบ่นลูกน้อง แต่เซียวปิงก็แทรกขึ้นก่อน “เขาพูดถูก...ไม่ต้องปิดประตูหรอก อีกอย่าง ในนี้มีความลับอะไรงั้นเหรอ? ความจริงเป็สิ่งไม่ตาย ผอ.ฉาง ผมพูดถูกไหม?”
ฉางไหวอันได้แต่ร่ำร้องในใจ พลางเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม “คุณเซียวปิง ครั้งนี้ที่เราจับคุณเข้ามาในนี้เป็แค่เื่เข้าใจผิดกันทั้งนั้น พวกเราทำงานผิดพลาดกันเอง ทั้งหมดเป็แค่เื่เข้าใจผิด เดี๋ยวผมจะปล่อยคุณออกไปนะครับ”
ถือว่าฉางไหวอันก็ยอมอ่อนข้อให้เซียวปิงมากแล้ว เขาลดศักดิ์ศรีลง ยอมพูดจาอ่อนน้อมกับเซียวปิงถึงเพียงนี้ ผู้คนรอบๆ ต่างก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปตามๆ กัน นอกจากเอ้อร์ฮั่วที่เอาแต่ทำหน้าแบ๊วไม่สนโลกอยู่นั้น...ชายกำยำทั้งสี่ต่างก็มองเซียวปิงด้วยความนับถือ เซียวปิงเป็นักโทษที่เจ๋งที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเจอมาเลย เขาเป็นักโทษคนแรก ที่ฉางไหวอันใช้น้ำเสียงแบบนั้นเวลาพูดด้วย
ฉางไหวอันให้เกียรติเซียวปิง แต่เซียวปิงกลับไม่ไว้หน้าเขาเลยแม้แต่น้อย เขาพลิกตัวหันไปอีกด้าน เหลือเพียงแผ่นหลังให้ฉางไหวอันได้มองเท่านั้น พลางพูดด้วยเสียงเกียจคร้าน “ผอ.ฉางเป็คนเคร่งในกฎหมาย เพิ่งจับผมเข้ามาแล้วจะปล่อยออกไปง่ายๆ แบบนี้ คงจะดูไม่ดีหรอกมั้ง...ใครที่ไม่รู้อาจจะคิดว่าที่ผอ.จับผมมา เพราะรับสินบนมาจากใครคนอื่นก็ได้นะ...ช่างเถอะ ท่านผอ.กลับไปก่อนดีกว่า”
ฉางไหวอันยอมลงมาขอร้องให้เขาออกไป นั่นก็ว่าน่าใแล้ว แต่เซียวปิงกลับยังไม่ยอมออกไปอีกนี่สิ...ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็มองตาค้าง คอแห้งไปตามๆ กัน เช่นเดียวกับฉางไหวอัน ที่ขณะนี้ในใจมีความรู้สึกหลายอย่าง ทั้งเศร้า โกรธ อาย แต่ทว่ากลับไร้ซึ่งสุขแม้แต่น้อย...เขาพ่ายแพ้อย่างตกต่ำเหลือเกิน
ขณะนั้นเอง เย่จื่อก็มาถึงหน้าห้องขังเช่นกัน เมื่อมาถึง เจี่ยงเหวินฮุย หัวหน้าผู้คุมซึ่งเป็คนนำทางเย่จื่อเข้ามา เมื่อเห็นฉางไหวอันกำลังขอร้องเซียวปิงเสียงอ่อน ด้วยความสงสัย เขาจึงเตรียมเดินเข้าไปถามไถ่ แต่ก็โดนเย่จื่อจ้องเขม็งใส่เสียก่อน...เขาจำต้องหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะถอยกลับไปยืนยังจุดเดิมด้านหลังเย่จื่อ ตระกูลเย่เป็ตระกูลใหญ่ ที่ขนาดฉางไหวอันก็ยังไม่กล้าหือด้วย นับประสาอะไรกับเขา...
ฉางไหวอันสูดหายใจลึกๆ เข้าปอด ก่อนจะกล่าวเสียงอ่อนอย่างระมัดระวัง ท่าทีของเขาก็นอบน้อมลงกว่าเก่ามาก “คุณปิงครับ เื่นี้เป็ความผิดของผมเอง ผมตรวจสอบเื่นี้มาอย่างดีแล้ว คุณไม่ใช่คนฆ่าต้วนจื่อ...”
“หืม? มีหลักฐานไหม?” เซียวปิงพูดเสียงยานคางอย่างเกียจคร้าน ขณะนอนหันหลังให้ฉางไหวอัน
“คืนนั้นคุณพักอยู่แต่ในโรงแรม หลังเข้าโรงแรม คุณก็ไม่ได้ออกมาอีกทั้งคืน จึงไม่มีเวลาในการฆาตกรรมเขาแน่นอน มีหลักฐานเป็ภาพจากกล้องวงจรปิดครับ...”
คืนนั้น เซียวปิงเปิดห้องในโรงแรมเอาไว้ก่อน แล้วแอบหลบมุมกล้องออกจากโรงแรมไป จึงเป็ไปไม่ได้เลย ที่กล้องวงจรปิดจะจับภาพตอนเขาออกไปได้ ดังนั้น ต่อให้จะไม่มีหลักฐานการรับสินบนของฉางไหวอัน พวกมันก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี เพราะเขามีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ที่ยืนยันว่าเขาอยู่ในโรงแรมตลอด...กลัวก็แต่ฉางไหวอันจะทำลายหลักฐานจากกล้องไปเท่านั้น
ฉางไหวอันกล่าวนอบน้อม “ในเมื่อเื่ในครั้งนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้ว ว่าไม่ใช่ฝีมือของคุณเซียวปิง ดังนั้น คุณเซียวปิงกลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะครับ ส่วนเื่ความผิดพลาดในครั้งนี้ เป็ความผิดของผมเองครับ ผมในฐานะผู้นำของตำรวจ ยอมรับความผิดในครั้งนี้ และจะพิจารณาตัวเองใหม่แน่นอนครับ คุณปิงคิดว่าแบบนั้นพอได้ไหมครับ?”
“ไม่ได้” เซียวปิงพลิกตัวกลับมา ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ชี้ไปยังโซ่หนักๆ ที่ล่ามอยู่ที่ขา พลางพูดเยาะ “ฉันเคยบอกไปั้แ่เพิ่งเข้ามาแล้ว การจะสวมไอ้นี่ที่ขาฉัน มันง่ายนิดเดียว แต่จะยากมาก ถ้าอยากจะถอดมันออก”
ฉางไหวอันฝืนยิ้ม กล่าว “งั้น...งั้นคุณอยากให้เราทำยังไง?”
“ง่ายมาก” เขาหัวเราะ “ไม่ว่าใคร เมื่อทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ ถ้านายยอมคำนับฉันสามครั้ง แล้วบอกว่า ผมผิดไปแล้วอีกสามรอบ ถ้านายยอมทำล่ะก็ ฉันก็จะไป”
เย่อหยิ่ง จะบอกว่าเขาเป็นักโทษที่เย่อหยิ่งที่สุดเท่าที่เคยมีเลยก็ว่าได้ แต่เขาก็มีสิทธิ์คู่ควรกับการเย่อหยิ่งเช่นนี้จริงๆ
ฉางไหวอันหน้าซีดเผือด เขาพยักหน้าหนักๆ ก่อนจะกลั้นใจโค้งคำนับลงต่ำ ช่างบีบคั้นหัวใจเหลือเกิน เขาหัวใจสั่นเครือ เช่นเดียวกับเสียงที่เปล่งออกมา “คุณเซียวปิง ผมผิดไปแล้ว กรุณาให้อภัยผมเถอะครับ”
เหยียดหยาม นี่มันหยามศักดิ์ศรีกันชัดๆ
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมฉางไหวอันจึงเป็ได้ถึงเพียงนี้ หากเป็เพราว่าจับคนผิด คงไม่มีใครเชื่อแน่ โดยเฉพาะผู้คนที่รู้จักฉางไหวอันจะรู้ดี ว่าเขาไม่มีวันมาทำเื่แบบนี้ เพราะเื่เล็กๆ อย่างแค่การจับคนผิดแน่...หรือเซียวปิงจะกุมความลับอะไรของเขาเอาไว้
ั้แ่ตอนเซียวปิงบอกว่าจะพบฉางไหวอันในตอนนั้น เจี่ยงเหวินฮุยก็เดาเอาไว้แล้ว ว่าเขาต้องกุมจุดอ่อนอะไรบางอย่างของฉางไหวอันเอาไว้...พอมาดูตอนนี้ ความเป็ไปได้ในสิ่งที่เขาคิด มีมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แน่นอน
เย่จื่อที่เดิมเข้ามาด้วยความโกรธ บัดนี้บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มมีความสุข นี่ถึงจะเป็ผู้ชายของเธอ ผู้ชายที่สักวันจะขี่เมฆสีสวยเจ็ดสีมาแต่งงานกับเธอ...ผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าใครก็ทำให้เขาก้มหัวให้ไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรที่ผู้ชายคนนี้จะทำไม่ได้
ฉางไหวอันจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดประโยคพวกนั้นออกไปได้อย่างไรตั้งสามรอบ รู้เพียงแค่ ต้องพูดออกไป ต้องโค้งลงต่ำ...และทุกครั้งที่เขาทำเช่นนั้น ภายในใจก็จะเ็ปขึ้นมาจนสุดทน ราวมีดเป็พันๆ เล่มกำลังสับลงในใจ เ้าคนที่ชื่อเซียวปิงช่างน่ากลัวเหลือเกิน เขาฆ่าคนได้โดยไม่ต้องใช้มีด เขาเพียงจู่โจมหัวใจเหยื่อเท่านั้น...ฆ่าเขาให้ตายยังจะเจ็บน้อยกว่านี้เลย
เมื่อโค้งขอโทษเสร็จ ฉางไหวอันก็พ่นลมหายใจยาวออกมา เขารู้สึกโล่งอกราวเพิ่งปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่เสร็จไป...ฉางไหวอันมองตามเซียวปิงที่กำลังลุกขึ้นยืนช้าๆ เซียวปิงเองก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว ก่อนการตัดสินโทษปะาใครคนหนึ่ง ไม่จำเป็ต้องทำให้คนคนนั้นขายหน้าไปมากกว่านี้อีกแล้ว...เซียวปิงก็พอมีจิตใจเมตตาอยู่บ้าง เขาไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงเดินตรงออกไปจากห้องเท่านั้น
ผู้คุมกำลังจะปลดโซ่ออกให้เขา
แครก
โซ่หนาๆ ซึ่งทำมาจากเหล็กแข็งแรง กลับถูกเซียวปิงดึงจนขาดด้วยมือเปล่า...ผู้คุมที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ใกับสิ่งที่เห็นจนขนลุกไปทั้งตัว
เซียวปิงชี้ไปยังเอ้อร์ฮั่ว กล่าวว่า “ฉันจะพาเขาไปด้วย”
“ปล่อยเขาไป ปล่อยเขา...” ฉางไหวอันกล่าวรีบร้อน
เซียวปิงเดินนำ ขณะเอ้อร์ฮั่วเดินตาม พวกเขาเดินไปจนถึงประตู ก่อนเซียวปิงจะยิ้มบางๆ ให้เย่จื่อ พลางกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน “เธอก็ยังมาจนได้”
เย่จื่อกลอกตามองบน กล่าวโมโห “ลืมไปแล้วหรือไง ว่าพี่เป็แฟนใคร? ตอนเกิดเื่ทำไมไม่มาบอกฉัน?”
เซียวปิงหัวเราะ “เพราฉันไม่อยากทำให้เธอลำบากใจไง”
ได้ฟังดังนั้น จู่ๆ เย่จื่อก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้ดีว่าเซียวปิงกำลังหมายถึงอะไร หากเขาบอกเธอ เธอก็ต้องไปขอให้ทางบ้านช่วย เพราะเพียงแค่เธอคนเดียว พวกตำรวจคงไม่ยอมปล่อยแน่ และถ้าไปขอความช่วยเหลือจากคนในบ้าน เย่จื่อเองก็ต้องรู้สึกไม่สบายใจ นั่นจึงเป็เหตุผลที่เซียวปิงเลือกทนลำบากสินะ
เย่จื่อรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา ที่ตาก็มีน้ำใสๆ รื้นขึ้น เธอหลบสายตามองไปทางอื่น “ชิ...ใครจะไปลำบากใจเพราะพี่...ไปเถอะ ฉันกลับเป็เพื่อน”
“อื้ม” เซียวปิงหัวเราะยิ้มแย้ม ก่อนจะเดินจากไปพร้อมเย่จื่อ
เจี่ยงเหวินฮุยมองตามเซียวปิงเล็กน้อย ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในห้องขัง “ผอ.ครับ แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดี” เขาพูดอย่างระมัดระวัง พลางแสดงท่าทางนอบน้อม
เปรี๊ยะ
ฉางไหวอันฟาดฝ่ามือเข้าข้างแก้มเจี่ยงเหวินฮุยอย่างแรง ผู้ถูกตบได้แต่นิ่งอึ้งไป สีหน้าทั้งแดงทั้งซีดสลับกัน อย่างไรเสีย ที่นี่ก็ยังเป็ถิ่นของเขา เขาเป็ถึงหัวหน้าผู้คุม ต่อให้ฉางไหวอันจะมีตำแหน่งสูงกว่าเขามาก ทั้งยังเป็เ้านายเขา แต่การตบเขาต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ เป็การหยามเกียรติเขามากเกินไป เช่นนี้แล้ว เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้อีก
เมื่อตบลงไปเต็มแรง ฉางไหวอันก็ตวาดลั่น “ไสหัวไป! ไป!”
เจี่ยงเหวินฮุยมือทาบใบหน้าที่โดนตบพลางเดินจากไป ั์ตาส่อแววพยาบาท
ฉางไหวอันเดินโซซัดโซเซออกจากห้องขัง เขารู้สึกอ่อนแรง ราวร่างกายเป็อัมพาตไปชั่วขณะ เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่...เขารู้ดี ว่าชั่วชีวิตนี้คงจะลืมความเหยียดหยามในครั้งนี้ไม่ได้แน่
การจะล้างความอับอายนี้ได้ มีเพียงการจบชีวิตเซียวปิงลงเท่านั้น แต่นั่น ก็ต้องหลังจากที่เขาทำลายหลักฐานในมือเซียวปิงก่อน
หลังออกจากห้องขัง เย่จื่อหันมองเอ้อร์ฮั่วที่เดินด้วยท่าทางบื้อๆ อยู่ด้านหลัง ก่อนจะหันมาถามเซียวปิง “พี่ปิง นั่นใครเหรอ?”
“เอ้อร์ฮั่ว” เซียวปิงตอบ
เย่จื่อกลอกตาใส่เซียวปิง กล่าวติ “พี่ไปว่าเขาแบบนั้นได้ยังไง ตกลงเขาชื่ออะไรกันแน่?”
เซียวปิงอยากร้องไห้เต็มที ยิ่งพูดความจริงไปเท่าไร ก็ยิ่งไม่มีใครเชื่อ “ก็เขาน่ะ เอ้อร์ฮั่วจริงๆ” เขาพูดอย่างจนปัญญา
ก๊อก
เย่จื่อเขกไปที่หัวเซียวปิงเบาๆ กล่าวระคนหัวเราะ “เขาเป็เอ้อร์ฮั่ว งั้นพี่ก็เป็ไอ้ไข่บื้อ”
เอ้อร์ฮั่วกล่าวอึ้ง “ให้ตายสิ เธอรู้ได้ยังไง? เมื่อก่อนฉันเกือบจะชื่อไอ้ไข่บื้อไปแล้ว...”
เย่จื่อรู้สึกราวมีอีกาบินผ่านหัวไป...
...ความมึนงงเข้าครอบงำอย่างสิ้นเชิง
