วาจาของอาจารย์ใหญ่ซุนเด็ดขาดยิ่งนัก ไม่ทราบว่าเขาว่างจนน่าเบื่อหรืออย่างไรนี่เพิ่งเดือนเจิงวันที่สี่เท่านั้น ในบ้านกลับเห็นเื [1] เสียแล้ว!
หากเขาไม่ตกปากรับคำเซี่ยจื่ออวี้ว่าจะช่วยไกล่เกลี่ย จะเกิดเื่วุ่นวายมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?
มนุษย์ต่างมีจิตใต้สำนึกในการบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบเวลานั้นอาจารย์ใหญ่ซุนหลงลืมไปจนหมดแล้วว่าเขาก็เห็นชอบกับคำพูดของเซี่ยจื่ออวี้เช่นกันความสัมพันธ์ครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตาจะทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานใส่ใจกับการเรียนมากยิ่งขึ้น...เหลวไหลเถอะ บิดามารดาที่เอะอะก็ต่อสู้ด้วยชีวิต เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถใส่ใจกับการเรียนหนังสืออะไรอีกเล่า! เขาเกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อวิธีการของเซี่ยจื่ออวี้ภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบเกิดรอยระแหง ไม่สามารถเติมเต็มรอยแตกนี้ได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด เื่นี้เอะอะใหญ่โตให้ปะทุเร็วย่อมดีกว่าปะทุช้าเธอกับตระกูลเซี่ยจะได้แตกหักกันให้จบๆ กันไปเสียที
เซี่ยต้าจวินโดนฟันหนึ่งมีด คงไม่กล้ารังควานขอให้มารดาเธอแต่งงานอีกครั้งด้วยอีกต่อไปทางผู้บริหารโรงเรียนก็ทราบแล้วว่าเธอและตระกูลเซี่ยเป็ปฏิปักษ์กันเซี่ยเสี่ยวหลานรำคาญที่คนพวกนั้นผลัดเวียนโผล่ออกมาฉีกหน้าเธอเหลือเกินถ้าเซี่ยนอีจงไม่สามารถหยุดยั้งการรบกวนเช่นนี้ได้ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าจะย้ายไปยังโรงเรียนมัธยมปลายในเมืองซางตูให้รู้แล้วรู้รอด
ด้วยระดับของเธอเมื่อหลายเดือนก่อนย่อมไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอนคาดว่ากระทั่งเกณฑ์เข้าเรียนของโรงเรียนนี้ก็คงยังไม่ถึง
ตอนนี้ผ่านการจัดระเบียบทบทวนมาเป็เวลาสองสามเดือนเซี่ยเสี่ยวหลานทำข้อสอบปลายภาคของอันชิ่งเซี่ยนอีจงได้มากกว่าห้าร้อยคะแนนไม่ว่านำโจทย์ของโรงเรียนไหนมาให้เธอ เธอก็มีความมั่นใจว่าสามารถผ่านเกณฑ์ปริญญาตรีเท่านี้เพียงพอแล้ว! ต่อให้เป็โรงเรียนมัธยมปลายหลักประจำมณฑลก็ไม่มีทางรังเกียจที่โรงเรียนของตนเองจะมีว่าที่นักศึกษาปริญญาตรีเพิ่มอีกสักคนแน่
“ครูใหญ่คะ ขอบคุณในความเชื่อมั่นและความเข้าใจของครูหนูจะพากเพียรเล่าเรียนมากขึ้น มุ่งมั่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมเพื่อตอบแทนครูและโรงเรียนค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานจำเป็ต้องแสดงจุดยืนเช่นเดียวกัน
ทั้งสองฝ่ายถือว่าบรรลุฉันทามติแล้วภายภาคหน้าอาจารย์ใหญ่ซุนจะไม่จุ้นจ้านอีกต่อไปกลับกันยังจะคอยสกัดกั้นคนตระกูลเซี่ยที่มาโรงเรียนเพื่อก่อความวุ่นวายพวกนั้นแทนเซี่ยเสี่ยวหลานอีกด้วยส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานก็จะยังอยู่ในเซี่ยนอีจง สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ สักแห่ง ทำให้ทั้งสองฝ่ายล้วนได้รับประโยชน์ช่วยกันสร้างเกียรติยศให้แก่เซี่ยนอีจง!
ความจุสมองของเซี่ยต้าจวินใหญ่เพียงลูกเหอเถาเขาไม่เข้าใจว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกับอาจารย์ใหญ่ซุนกำลังเจรจาข้อตกลงและประนีประนอมซึ่งกันและกันเขารู้แค่ตนเองโดนฟัน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับพูดว่าไปแจ้งความยังสถานีตำรวจก็ไร้ประโยชน์!
“ครูใหญ่ซุน คุณเห็นผมโดนเธอฟันาเ็ใช่หรือไม่?”
อาจารย์ใหญ่ซุนขมวดคิ้วนิ่วหน้า “สหายต้าจวินคุณไปทำแผลที่โรงพยาบาลดีกว่า ผมไม่เห็นว่ามีใครฟันคุณจนได้รับาเ็จริงๆถ้าตำรวจมาถามผม คำตอบก็จะเป็ถ้อยคำแบบเดียวกัน”
คุณนายซุนก็กล่อมเซี่ยต้าจวินไปทำแผลด้วยอีกคน
“อย่าเอาชีวิตตัวเองมาตีโพยตีพายเลย หย่าร้างจากกันแล้วคุณทำร้ายตัวเองไปก็ไม่อาจบังคับคนสองคนให้ใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้งได้หรอก!”
เซี่ยต้าจวินมองคนสี่คนในห้องอย่างโง่งม
อ๋อ พวกเขายืนข้างเดียวกันแล้ว
เขาคิดว่าภาพนี้มีความคุ้นเคยอยู่มากเลยทีเดียวเมื่อก่อนมารดาเขาตำหนิว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ดีไม่งามอย่างไรบ้างทุกคนในบ้านต่างก็โผล่มายุแยง เขาย่อมเชื่อคำพูดของคนหมู่มากไม่ว่าหลิวเฟินและเซี่ยเสี่ยวหลานจะแก้ตัวอย่างไร พวกเธอก็เป็คนส่วนน้อยอยู่ดี
ขณะนี้เซี่ยต้าจวินััถึงการถูกปฏิบัติด้วยความไม่ยุติธรรมของ ‘คนส่วนน้อย’ แล้ว
เขากดาแของตนเองไว้ ไม่ส่งเสียงอันใดและมุ่งหน้าลงอาคารไป
หัวไหล่เืไหลนองเห็นแล้วน่ากลัวยิ่งนักอันที่จริงพวกเฉินชิ่งหลบอยู่ด้านล่างอาคารบ้านอาจารย์ใหญ่ซุน เมื่อพบว่าเซี่ยต้าจวินออกมาแล้วนักเรียนกลุ่มนี้ก็ยังคงกลั้นความขุ่นเคืองรอต่อไป
ต้องเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวหลานปลอดภัยไร้ร่องรอยก่อน พวกเขาจึงจะโล่งใจ
เซี่ยต้าจวินพุ่งตัวถึงประตูโรงเรียนในสภาพเืนอง ก็พบว่าตรงนั้นได้เกิดเื่ทะเลาะกันแล้ว
ตอนแรกเซี่ยเสี่ยวหลานและครอบครัวหลิวหย่งมาถึงเขตอันชิ่ง ไม่เจอเงาหลิวเฟินจึงจะพากันไปรอที่ร้านข้าวราดของน้าหวงเมื่อเหล่าจ้าวมาแจ้งข่าวเื่เซี่ยต้าจวิน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงพุ่งเข้าโรงเรียนไปเนื่องจากมีหวังเจี้ยนหัวอยู่ในเหตุการณ์ เซี่ยจื่ออวี้จึงแสดงตัวไม่ได้เลยส่งบิดาของเธอไปดูสถานการณ์แทน เซี่ยฉางเจิงเคยมอบของขวัญแก่อาจารย์ใหญ่ซุน เขารู้ว่าบ้านอาจารย์ใหญ่อยู่อาคารไหนเลขที่ห้องเท่าไร
หลิวหย่งและเซี่ยฉางเจิงยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่หน้าประตูโรงเรียน จางชุ่ยทิ้งงานในร้านมาช่วยเช่นกันหลี่เฟิ่งเหมยก็ฝากลูกชายรับประทานข้าวราดในร้านน้าหวงตัวคนเดียวเท้าเอวด่าจางชุ่ยเสียราวกับโดนเืสุนัขราดศีรษะ
คนสองบ้านต่างไม่ยอมกัน เมื่อพิจารณาจากจำนวนคนแล้วนั้นบ้านเซี่ยฉางเจิงได้เปรียบกว่าในร้านมีทั้งหมดห้าคน แถมตอนนี้มีเซี่ยจื่ออวี้กับหวังเจี้ยนหัวเพิ่มมาด้วยก็กลายเป็เจ็ดคน
แม้หลิวหย่งและหลี่เฟิ่งเหมยมีกันเพียงสองคนทว่ามิได้มียามเฝ้าประตูเหล่าจ้าวเข้าข้างพวกเข่อีกแรงหรือ
เซี่ยจื่ออวี้รู้วิธีพิชิตใจอาจารย์ใหญ่ซุน จางชุ่ยก็รู้ว่าต้องส่งขาหมูให้บ้านอาจารย์ใหญ่ใครเคยสนใจเหล่าจ้าวกันเล่า? ยามเฝ้าประตูในสายตาพวกเขาคือคนเฝ้าประตูให้เซี่ยนอีจงเท่านั้นพูดอย่างไม่น่าฟัง มิได้เหมือนสุนัขเฝ้าบ้านที่ครอบครัวชนบทเลี้ยงไว้หรือ!
เมื่อครอบครัวหลิวหย่งและเซี่ยเสี่ยวหลานมารอที่หน้าประตูโรงเรียนและได้พูดคุยกระซิกกระซี้กับเหล่าจ้าวเช่นนั้นหลิวหย่งก็เป็พวกของเขาแล้ว
เหล่าจ้าวเห็นว่าร้านจางจี้อาหารว่างมีจำนวนคนมากกว่า จึงเงื้อกระบองขึ้นด้วยความน่าเกรงขาม
“พวกคุณอยากทำร้ายคนหน้าประตูเซี่ยนอีจงหรือ? ผมจะแจ้งความต่อสถานีตำรวจ!”
ใครบ้างไม่เกรงกลัวสถานีตำรวจเล่า? การปราบปรามยังไม่ทันผ่านไปอีกด้วย
แม้อีก 30 ปีให้หลังชนชั้นกลางธรรมดาสามัญในเมืองก็ไม่ยินดีที่จะไปสถานีตำรวจเหมือนกันกรณีพิพาทมากมายสามารถทำให้ยุติได้โดยชดใช้เงินเป็การส่วนตัวแบบไม่ผ่านกระบวนการของสถานีตำรวจด้วยซ้ำเมื่อยกสถานีตำรวจขึ้นมาในปี 84 ใครจะไม่ยำเกรงกัน?
เซี่ยจื่ออวี้มองอยู่ในร้าน ยิ้มขมขื่นกับหวังเจี้ยนหัว
“เธอว่าฉันยังกล้าแสดงตัวไหม? วันนั้นที่วัดไป๋ซีความชิงชังต่อฉันของเสี่ยวหลานมากมายเหลือเกิน”
เมื่อหวังเจี้ยนหัวได้ยินว่า ‘วัดไป๋ซี’ ก็นึกถึงฉากที่เซี่ยเสี่ยวหลานทวงเงินคืนจากเขาแม้เมื่อก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานมักหาเื่อย่างไร้เหตุผลทว่าไม่เคยทำเื่ประเภทนี้กับเขาเดิมทีเขาคิดจะหาโอกาสปลอบใจเซี่ยเสี่ยวหลานสักหน่อยหวังว่าเธอจะเดินออกมาจากความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนได้ในเร็ววัน แต่ตอนนี้เขารู้ดีว่าตนเองพูดต่อหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานไปอาจไม่มีผลใดแล้วหวังเจี้ยนหัวจึงพักความคิดนั้นไว้
“อย่าไปยุ่งดีกว่า นี่คือเื่ในครอบครัวของพ่อแม่เธอ”
สำหรับหวังเจี้ยนหัว แม้แต่เซี่ยฉางเจิงและจางชุ่ยก็ไม่ควรไป ขวางอยู่หน้าประตูโรงเรียนเช่นนี้ช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
เขาและเซี่ยจื่ออวี้ยิ่งแสดงตัวไม่ได้เกรงว่าจะกระทบกระเทือนเซี่ยเสี่ยวหลาน ทำให้ทะเลาะกันน่าเกลียดเข้าไปใหญ่ในที่สาธารณะ
หากถูกคนรอบข้างล่วงรู้เื่ราวอัน ‘ความยุ่งเหยิง’ ของเซี่ยจื่ออวี้และหวังเจี้ยนหัว คงจะบอกว่าพวกเขา ‘เรียกร้องความสนใจ’ แน่ในเมื่อเลือกทำผิดก็อย่าแสร้งว่าตนเองบริสุทธิ์ถ้า้าให้เซี่ยเสี่ยวหลานรีบหลุดพ้นจากเงามืดในอดีตอย่างแท้จริงก็ไม่ควรปรากฏตัวต่อหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน หากบังเอิญพานพบต้องอ้อมถอยให้ไกล เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไปสองฝ่ายจะกลายเป็เพียงคนที่ผ่านมาในชีวิตเท่านั้น... เมื่อไม่เรียกร้องความสนใจจะมองว่าสถานะของตนเองในใจเซี่ยเสี่ยวหลานสำคัญได้อย่างไร?
แน่นอน ต่อให้พวกเขาสองคนและเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางกันตลอดกาล แต่ทุกวันนี้ก็ต้องดูว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเห็นด้วยหรือไม่!
เซี่ยต้าจวินกุมไหล่ที่เืไหลนองปรากฏตัวอยู่ในสายตา เซี่ยฉางเจิงจึงรีบฝ่าหลิวหย่งไปหาทันที
“ต้าจวิน นี่นายเกิดอะไรขึ้น?”
“เร็ว รีบไปโงพยาบาลกันเถอะ!”
จางชุ่ยใไม่แพ้กัน ไม่ใช่บอกว่าจะไกล่เกลี่ยที่บ้านของอาจารย์ใหญ่ซุนหรือแม้ว่าสามีภรรยาจะเจรจาไม่ลงเอย ทำไมถึงลงไม้ลงมีดได้เล่า? จางชุ่ยไม่คิดว่าจะเป็หลิวเฟิน แต่เมื่อสักครู่เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งวิ่งเข้าโรงเรียนไม่ใช่หรือ?หรือว่าจะเป็เซี่ยเสี่ยวหลานที่ฟัน... ร้ายกาจเกินไปแล้ว! ดื้อดึงอกตัญญู! ในหัวจางชุ่ยมีคำพูดมากมายโผล่ออกมาทว่าประเดี๋ยวประด๋าวกลับผุดความคิดใหม่ขึ้น
“ต้าจวิน นี่เธอโดนเสี่ยวหลานฟันจนาเ็หรือ?”
บุตรสาวฟันบิดาบังเกิดเกล้าจนาเ็ เื่แบบนี้ทั่วทุกสารทิศยังไม่เคยได้ยินมาก่อนระดับความหายากมากกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเกลือกกลิ้งบนกองฟางตอนกลางวันแสกๆกับผู้ชายเสียอีก!
ฟันคนาเ็เป็การกระทำผิดกฎหมายสินะ?
ใครสักคนในหมู่บ้านข้างเคียงทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านเพียงเพราะไก่ตัวเดียวถือมีดฟันคนจนาเ็ ตำรวจจึงได้มาจับกุมตัวไป จากนั้นก็นำเงินสินทรัพย์ทั้งหมดชดใช้แก่เพื่อนบ้านที่โดนฟันสุดท้ายถูกตัดสินจำคุก 5 ปี
หากแจ้งตำรวจ เซี่ยเสี่ยวหลานจะโดนตัดสินจำคุกกี่ปีกัน?
เข้าคุกแล้วยังจะสอบมหาวิทยาลัยอะไรอีก!
พอได้ยินวาจาของจางชุ่ยก็รับรู้ว่าประสงค์ร้ายเซี่ยฉางเจิงยังมีมิตรภาพระหว่างพี่น้องอยู่บ้างบอกว่าจะพาเซี่ยต้าจวินไปทำแผลที่โรงพยาบาลก่อน
หลี่เฟิ่งเหมยและหลิวหย่งก็ตื่นใเช่นกัน เซี่ยเสี่ยวหลานอารมณ์ร้อนก็จริงแต่ไม่น่าบุ่มบ่ามฟันเซี่ยต้าจวินจนาเ็จริงหรือเปล่า?
“เธอพูดจาเหลวไหลเสียจริง ตาสุนัขข้างไหนของเธอเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวหลานฟัน”
“ต้าจวิน เธอพูดสิว่าใครฟัน?”
เซี่ยต้าจวินจะพูดว่าโดนหลิวเฟินฟันต่อหน้าทุกคนได้อย่างไร
เขามีสีหน้าซีดเผือดจากอาการเสียเืมาก เซี่ยฉางเจิงกังวลว่าเืของเขาไหลจนหมดตัวแล้วหรือยังทำไมเสื้ออ่าวถึงได้เปียกชุ่มไปหมด เขาะโใส่จางชุ่ย “เธอไร้สาระมากความเหลือเกิน ไปเอาเงินในร้าน ส่งต้าจวินไปโรงพยาบาลก่อน! ”
เชิงอรรถ
[1]血光 เื ในที่นี้หมายถึงลางร้ายซึ่งบ่งบอกว่าอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต
