แม่นมหนิงเดินออกจากห้องไปแล้วเหลือแต่ต้วนชิงิเพียงคนเดียว
ท้องฟ้าต้นฤดูหนาวช่างแสนสั้นเมื่อครู่แสงตะวันยังสาดแสงส่องสว่างไปทั่วทว่าตอนนี้ดวงตะวันคล้อยลงทางทิศตะวันตกใกล้จะลาลับขอบฟ้าเต็มทีพลันเปลี่ยนเป็สีส้มเหลืองทั่วไปหมด
สายลมหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูกพัดกรูมาปะทะใบหน้าต้วนชิงิรู้สึกราวกับมีดที่กรีดลงมาทำให้นางไม่กล้าจะขยับตัวมากความรู้สึกนั้นทำให้นางรู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่!
ทว่าภาพลูกชายลูกสาวที่ไม่รู้ประสากลับโดนต้วนอวี้หรานจัดการจนถึงแก่ความตาย โดยไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีก!
เด็กสาวออกมายืนที่หน้าประตูเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็สีน้ำเงินจากสีน้ำเงินเปลี่ยนเป็สีเทา จนสุดท้ายก็กลายเป็สีดำมืด อยู่ๆนางเม้มปากหวนคิดถึงภาพเมื่อกาลเก่า พลันเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นมา “หลิวหรง เ้าอยากหาหมอมารักษาโรคของเ้าให้หายใช่หรือไม่? แต่ครั้งนี้ข้าจะให้โรคที่เ้าเป็ไม่มีวันรักษาหายได้อีกต่อไป!”
หลิวเตี่ยนจ้วงเป็ตำบลที่ใหญ่ที่สุด ที่นั่นมีรถม้าเข้าออกแทบจะตลอดทั้งวันคนผ่านไปผ่านมาคึกคักแน่นไปหมด
มองไปทางประตูทางทิศตะวันออกเห็นหญิงสาวตัวน้อยแต่งตัวด้วยชุดสีเขียวเข้มซอมซ่อ กำลังเดินอย่างรีบเร่งในมือถือกระเป๋าผ้าใบเล็กอยู่ใบหนึ่งที่กอดแน่นอยู่แนบอกดูท่าทางหวาดกลัวคล้ายว่าจะมีคนมาขโมยจากนางไป
หญิงสาวคนนั้นมาถึงที่ตำบลนี้ั้แ่ยังไม่มืดนางเดินไปที่ตลาด ปากก็เอ่ยสอบถามผู้คนไม่หยุด “เส้นทางลัดที่จะไปหาหมอเทวดาที่ร้านหมอหลิว นั้นอยู่ที่ไหน”
เพราะว่าฟ้ายังไม่มืดคนที่มาร้านหมอจึงมีไม่มากเท่าไร หลังจากหญิงสาวมาถึงก็ไม่ได้เข้าแถวกลับหยิบกระดาษที่ซ่อนไว้ในอกออกมายื่นออกไป บอกว่านางมาพบหมอเทวดาแทนนายหญิง
ผ่านไปครู่เดียวคนที่ไปส่งกระดาษก็กลับออกมาบอกว่าหมอเทวดาเชิญเข้าไป!
ม่านที่กั้นระหว่างหมอกับคนไข้เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ข้าไม่ได้บอกนายหญิงของเ้าไปหรอกหรือปีนี้เป็ปีสุดท้ายของการรักษา จะเอายาอะไร จะใช้ยาเท่าไรเป็สิ่งที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้นข้าจึงกำชับกำชาหนักหนาว่านายหญิงจะต้องมาด้วยตัวเองไม่ใช่หรอกหรือ?”
นางอธิบายด้วยเสียงเบาละม้ายกระซิบ “ นายหญิงเชื่อฟังคำที่ท่านหมอบอกเสมอ เดิมทีนางจะมาด้วยตนเองทว่าคุณหนูเกิดป่วยหนัก ในจวนก็ไม่มีคนดูแล แม่สามีก็เ้ากี้เ้าการและเคร่งครัดทำให้ นายหญิงไม่สามารถมาได้…นี่คือจดหมายของนายหญิงนางได้เขียนบอกเล่าอาการทั้งหมดอยู่ในนี้แล้วรบกวนท่านหมอเทวดาช่วยหายารักษาให้นายหญิงด้วย!”
คำอธิบายของหญิงสาวทำให้อารมณ์โกรธของหมอเทวดาลดลงไปครึ่งหนึ่ง เมื่อได้ฟังคำพูดข้างหลังหมอเทวดาจึงไม่ซักไซ้ไล่ความอีก!
หญิงสาวคอยแอบมองสีหน้าของหมอเทวดาไปด้วยทั้งพูดอย่างน่าสงสารไปด้วย “นายหญิงทราบว่านี่ผิดระเบียบการรักษาของท่านหมอดังนั้นจึงเพิ่มเงินในการรักษาให้อีกเท่าหนึ่ง เพื่อเป็การขอบคุณท่านหมอ นอกจากนี้นายหญิงยังบอกว่าถ้าคุณหนูใหญ่หายดีนายหญิงจะมาขอบคุณท่านหมอด้วยตัวนายหญิงเอง!”
นายหญิงที่ทำอะไรรอบคอบและเฉลียวฉลาดทั้งหญิงสาวที่พูดขอร้องอย่างตรงไปตรงมา ทำให้อารมณ์โมโหของท่านหมออันตรธานหายไป!
หมอเทวดาได้อ่านจดหมายที่นายหญิงเขียนแล้วจึงถอนหายใจยาวๆ “ โรคนายหญิงของเ้าเป็มานานแล้วเมื่อเข้าต้นฤดูหนาวอาการก็จะกำเริบขึ้นมาดังนั้นการรักษาก็ค่อนข้างจะลำบากมากอยู่แล้วข้าจึงไม่กล้าออกยาให้นางสุ่มสี่สุ่มห้าแต่ตอนนี้นางอยากมาแต่มาไม่ได้และการช่วยคนก็ต้องรีบทำอย่างเร่งด่วนข้าจะละเว้นกฎให้กับนางแล้วกัน…”
ผ่านไปครู่หนึ่งหมอเทวดาก็ถอนหายใจพูดขึ้น “ ยาในครั้งนี้ข้าออกให้กับนางถ้ายามีปัญหาอะไรจะต้องรีบกลับมารายงานข้าทันที!”
เมื่อได้ยินที่หมอเทวดาบอกหญิงสาวก็ดีใจเป็ล้นพ้นรีบขอบคุณอีกฝ่ายเป็พัลวัน!
จากนั้นหมอเทวดาก็ถามอาการของนายหญิงอีกสองสามข้อและกำชับว่ามีของอะไรบ้างที่ห้ามทาน จึงยอมสั่งยาให้ “เช่นนั้น ยาที่ข้าออกให้ เ้าต้องรีบนำกลับไปให้นายหญิงได้ทานโดยเร็ววัน!”
ผ่านไปครู่เดียวยาก็จัดเสร็จเรียบร้อยนางหยิบยาที่ห่อด้วยกระดาษขึ้นมาด้วยความโล่งใจจากนั้นก็ถามพ่อห้ามและอาหารที่ห้ามทานอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ สุดท้ายก็ขอบคุณท่านหมอเทวดาและขอตัวกลับ
ทันทีที่หญิงสาวเดินออกจากร้านหมอไม่ทันมองจึงชนเข้ากับชายผู้หนึ่งจนยาที่อยู่ในมือของนางกระเด็นจนทำให้นางถึงกับต้องถอยหลังไปสองก้าว และหันมองตาม
โชคดีคนที่ชนมือเร็วคว้านางได้ทัน... เมื่อรู้ตัวหญิงสาวจึงผลักเขาออก แล้วรีบก้มลงไปเก็บห่อยา
พลันเห็นชายหนุ่มที่มือหนึ่งจับนางส่วนอีกมือเก็บยาที่ตก มาใส่มือของนางให้เรียบร้อย พร้อมกับกล่าวคำขอโทษไม่หยุด “ต้องขอโทษเ้าด้วย ข้าใจร้อนไปหน่อย ไม่ระวังเลยชนเ้า… ขอโทษด้วยขอโทษจริงๆ!”
หญิงสาวตรวจดูห่อยาที่อยู่ในมือ พบว่าไม่ได้รับความเสียหายอะไร จึงเงยหน้าต่อว่าชายคนนั้นไป“อยู่ดีๆ เ้าจะมาชนข้าทำไม?”
ส่วนชายหนุ่มก็ได้แต่ยกมือขึ้นกล่าวคำขอโทษไม่หยุด “ เป็ความผิดของข้าเองที่ไม่ได้ระวัง เลยไปชนเข้าเ้าช่วยยกโทษให้ข้าได้หรือไม่!”
หญิงสาวขมวดคิ้วขึ้นและก้มลงไปมองห่อยาในมืออีกครั้ง พลางถอนหายใจด้วยความโล่งใจหลังจากนั้นก็รีบถือห่อยาเดินออกไป
เพราะหญิงสาวหารู้ตัวไม่ว่าเขาหยุดยืนและมองตามหลังนาง ด้วยสายตาเ้าเล่ห์เป็อย่างมาก
ด้านข้างของร้านหมอเทวดามีรถม้าสีดำจอดอยู่เพื่อจับตามองการกระทำของนาง เมื่อเห็นหญิงสาวเดินออกไปแม่นมที่อายุค่อนข้างมากจึงรีบเดินปรี่มาที่รถม้าพูดเสียงเบา“คุณหนู ยัยติงเอ๋อร์นั่นไปแล้วเ้าค่ะ!”
รถม้าถูกผ้าสีดำคลุมเอาไว้หนึ่งชั้นจึงทำให้ไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ด้านในเพียงแต่คนในรถเมื่อได้ยินเสียงแม่นมก็พูดกลับออกมาด้วยเสียงที่เ็าแต่กลับอ่อนโยน “ทำเื่สำเร็จแล้วใช่ไหม?”
นางย่อตัวลงไปพยักหน้าตอบรับ “เรียนคุณหนูทุกอย่างเป็ไปตามแผนที่วางไว้เ้าค่ะ!”
ในรถม้ามีเสียงพูดออกมาอย่างเรียบนิ่งคล้ายซ่อนอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างอยู่ “เช่นนั้นก็ดี!”
ระหว่างที่พูดผ้าม่านบนรถม้าก็ขยับพะเยิบพะยาบแม่นมที่ยืนอยู่ข้างรถจึงรีบเดินเข้าไปสองก้าวเพื่อเปิดผ้าม่านออกจึงพบวัยรุ่นคนหนึ่งปรากฏตัวข้างรถม้า!
หญิงสาวคนนั้นอายุสิบปีโดยประมาณสวมชุดคลุมสีฟ้าอ่อน ที่ไหล่มีผ้าคลุมผืนสีขาวบริสุทธิ์สายลมที่พัดผ่านทำให้ดูเหมือนเป็นางฟ้าที่ลอยลงมา
เพราะว่านางใส่หมวกที่ห้อยผ้าตาข่ายลงมาคลุมจึงทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน ทว่าดูมือที่ขาวใสเรียบเนียนก็เดาได้ว่าจะต้องเป็หญิงงามแน่นอน!
หญิงคนนั้นก็คือต้วนชิงิ บัดนี้นางยืนอยู่ตรงหน้าร้านหมอเทวดามองไปยังคนที่เข้าออกอย่างไม่ขาดสาย จึงยิ้มขึ้นเล็กน้อย “แม่นมหนิงพวกเราไปพบหมอเทวดากัน!”
อีกฝ่ายยื่นมือขึ้นมาประคองต้วนชิงิพูดขึ้นเสียงเบา “ คุณหนูจะมาหาหมอหรือเ้าคะ?” เื่ก็ทำสำเร็จแล้ว พวกเราควรรีบไปจากตรงนี้อย่างไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น แต่ไม่รู้ว่าทำไมคุณหนูถึงจะเปิดเผยหน้าไปพบท่านหมอเทวดา?
แม่นมหนิงฉงนใจทว่าไม่กล้าเอ่ยถามขึ้น ได้แต่ก้มหน้าเงียบต่อไป
“ใช่แล้ว!” เด็กสาวตอบพลางหยักยิ้มออกมาด้วยแววตาที่แหลมคมทะลุหมวกตาข่าย มาหาหมอในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อตัวของนางเอง แต่เพื่อหลิวหรงต่างหาก!
นางจะไปหาหมอเทวดาเพื่อขอยาให้โรคหลิวหรงยังอยู่กลับนางและไม่สามารถรักษาให้หายได้ในชาตินี้!
