เมื่อลงมาจากเครื่องบิน สายฝนก็ตกโปรยปราย ถงเซ่าิกางร่มออกมาโดยอัตโนมัติ เฉินเจวี๋ยเองก็กางร่มสีขาวคันใหญ่บังร่างของเขาและฉินซีเอาไว้ ถงเซ่าิแยกเดินตามมาเงียบๆ อยู่ด้านหลัง วันที่ฝนตกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ฉินซีจึงค่อนข้างเหนื่อยล้า หลังจากมาถึงกองถ่ายแล้ว ก็ไม่มีเวลาพักผ่อน เขารีบเข้าไปทักทายผู้ควบคุมการผลิตและผู้กำกับ แล้วเข้าไปในห้องแต่งหน้า
ช่างแต่งหน้ากำลังยุ่งกันอยู่ ฉินซีกวาดสายตาไปทางซ้ายและขวา ก่อนจะลากตัวคนหน้าใหม่ในกองเข้ามาถาม “ทำไมวันนี้ถึงยุ่งขนาดนี้ล่ะ?”
คนหน้าใหม่พูดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ “มีการปรับเปลี่ยนฉากน่ะครับ มีหลายจุดที่ต้องรีบถ่ายทำเสริม วันนี้สไตลิสต์เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว”
พี่เสี่ยวเยี่ยนค่อนข้างสนิทกับฉินซี เมื่อเห็นว่าฉินซียังยืนอยู่ก็รีบผลักตัวเขาไปทางทีมงานอีกฝั่ง “รีบพาคุณชายฉินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า”
เมื่อฉินซีเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมา พี่เสี่ยวเยี่ยนก็แต่งหน้าให้อีกคนเสร็จพอดี ดังนั้นเขาจึงลากตัวฉินซีมานั่งลงตรงหน้า จากนั้นก็จัดการแต่งหน้าให้เขาด้วยความรวดเร็วและผลักเขาออกไปอีกครั้ง “รีบไปเถอะ ดูเหมือนว่าผู้กำกับกงจะรออยู่นะ ่นี้ผู้กำกับกงอารมณ์ร้อนไม่น้อยเลย คุณชายฉินระวังไว้หน่อยล่ะ”
“ขอบคุณครับพี่เสี่ยวเยี่ยน” ตอนที่ฉินซีเดินออกไป เฉินเจวี๋ยก็กำลังพูดคุยกับหลินซงที่อยู่ข้างๆ เฝิงผิงเฉิงกำลังอธิบายฉากให้พระเอกและนางเอกฟังด้วยความปวดหัว ส่วนกงเซ่าก็กำลังตำหนิทีมงานบางส่วนอยู่ บ้างก็ว่าการถ่ายเสริมนี้ทำได้ไม่ดี บ้างก็ว่าให้เวลาอ่านบทไปตั้งนานแล้วยังจำไม่ได้ ทั้งยังมีที่ถูกตำหนิว่าการแสดงสีหน้ายังทำได้ไม่ดีอีก… นี่บอกได้เลยว่า ตอนนี้กองถ่ายกำลัง ‘ครึกครื้นกว่าปกติ’
ฉินซีเป็ฝ่ายเดินเข้าไปหากงเซ่า “ผู้กำกับกง ผมต้องถ่ายฉากไหนครับ?”
กงเซ่ามองสมุดในมือของตัวเองเล็กน้อย “ถ่ายของนายก่อนก็แล้วกัน” สองวันมานี้กงเซ่าหงุดหงิดไปไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเวลาที่ทางผู้ลงทุนกำหนดไว้จะมาถึงแล้ว กงเซ่าก็ยิ่งเดือดดาล เมื่อเห็นการแสดงที่อ่อนหัดของนักแสดงพวกนั้น ก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก ริมฝีปากของเขาแดงก่ำไปหมดแล้ว พอตอนนี้ได้เห็นฉินซี กงเซ่าก็รู้สึกราวกับว่า ในที่สุดก็จะได้เห็นการแสดงที่ดีขึ้นสักนิดแล้ว
“ตำนานยุคฉิน ถ่ายเสริม! ฉากที่ 35! เริ่มได้!” กงเซ่าะโสั่งเสียงดัง
พนักงานสับสเลทลง
ความสามารถในการจำบทของฉินซีไม่แย่ หลังจากกล้องจับไปที่เขาแล้ว เขาก็พูดบทออกมาอย่างราบรื่น แต่บางทีอาจเป็เพราะไม่ได้ถ่ายละครเื่นี้มานาน เมื่อฉินซีแสดงออกมาได้ไม่ถึง 1 นาที ก็รู้สึกว่าตัวเองแสดงออกมาแข็งเกินไป ทั้งความรู้สึกของอิ๋งเจิ้งก็ยังแสดงของมาได้ไม่ถูกต้องนัก หลังจากนั้นยังไม่ทันให้เขาได้แสดงต่อไป กงเซ่าก็ปาสมุดผู้กำกับในมือเสียก่อน “ฉินซี! นายเป็อะไรไป? หาความรู้สึกไม่เจอหรือยังไง? พอเริ่มมาก็แย่ขนาดนี้!”
ฉินซีนวดขมับทั้งสองข้าง “ขอโทษครับ ผู้กำกับกง ขออีกเทคครับ”
สีหน้าของกงเซ่ายิ่งย่ำแย่ เขาะโเริ่มใหม่อีกครั้ง
กล้องจับไปที่ฉินซี ในใจของฉินซีสร้างภาพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง พาตัวเองเข้าสู่บทบาทและเปิดปากพูดบทออกมา
ในรอบนี้กงเซ่าไม่ได้ะเิอารมณ์อีก สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงไม่น้อย หลังจากฉินซีผ่านเทคนี้ไป กงเซ่าก็หันเหความสนใจไปยังนักแสดงหน้าใหม่คนอื่น จากนั้นก็ด่ากราดออกมาอีกสักพัก บางคนถูกด่าจนไม่พอใจจนพูดประชดอีกฝ่ายขึ้นมาในที่สุด “ถ้าแบบนั้นก็ถ่ายส่วนของฉินซีให้หมดไปก่อนเลยสิ”
ฉินซีขมวดคิ้ว “ไม่ได้ครับ ผมเพิ่งลงมาจากเครื่องบิน รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย ผมจะไปจำบทที่แก้สักพัก”
ในตอนนี้ทุกคนเพิ่งจะสังเกตได้ว่า ฉินซีเพิ่งจะรีบมากองถ่ายเพื่อถ่ายเสริม ดังนั้นจึงไม่มีใครพูดอะไรอีก มีเพียงคนที่พูดออกมาก่อนหน้านี้ที่ยังพูดคงพูดประชดออกมาเบาๆ ออกมาเบาๆ “ไม่ใช่ว่าเก่งนักเหรอ? ทำให้พวกเราดูอีกสิ...”
ฉินซีเดินออกไปโดยไม่สนใจ แม้ว่าเทคเมื่อสักครู่จะทำให้กงเซ่าพอใจแล้ว แต่ตัวเขาเองกลับรู้สึกไม่ถูกใจ ฉินซีรู้ว่าสภาพของตัวเองตอนนี้ไม่พร้อมถ่ายทำนัก แม้จะถ่ายใหม่อีกเทค แม้จะดูดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้ต่างจากเดิม ทว่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ฉินซีเคยทำได้ นี่นับว่าตกต่ำลงจนน่าใ
เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมตอนที่ถ่ายทำเสริมถึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์อย่างก่อนหน้าได้? ความรู้สึกแบบนี้มีตรงไหนที่ผิดปกติไป? ดูเหมือนว่าการแสดงออกทางร่างกายจะนิ่งแข็งขึ้นมา
ในสถานการณ์แบบนี้ ฉินซีไม่กล้าถ่ายทำต่อ เขาเดินไปอีกฝั่งด้วยความร้อนใจ มีทีมงานเข้ามาส่งขวดน้ำแร่ให้เขา เมื่อถือเอาไว้ในมือก็รู้สึกได้ถึงความเย็นะเื ฉินซีถือเอาไว้สักพัก ก่อนจะรู้สึกว่าเย็นเกินไปจึงไม่ได้ดื่ม
ในที่สุดเฉินเจวี๋ยก็พูดคุยกับหลินซงจบ เขาเดินมาอยู่ข้างกายฉินซี ก่อนจะถามขึ้น “หนาวไหม?”
ฉินซีส่ายหน้า เขาเงยหน้ามองเฉินเจวี๋ย “คุณน่าจะหนาวกว่าผมนะ” ชุดในการแสดงที่ฉินซีสวมอยู่ไม่ได้บาง เดิมทีเขาก็ไม่รู้สึกถึงความหนาวเลยสักนิด
“เมื่อกี้ตอนถ่ายทำ ทำไมคิ้วนายถึงขมวดอยู่ตลอดแบบนั้นล่ะ?” เฉินเจวี๋ยถาม
ในใจของฉินซีระรัวขึ้นมา “เมื่อสักครู่… ผมขมวดคิ้วเหรอครับ?”
เฉินเจวี๋ยพยักหน้า
ฉินซีก้มหน้าลงคิดสักพัก หรือว่าเพราะก่อนมา เขาอ่านบทเื่ต้นกล้าไปก็เลยได้รับผลกระทบ มาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้สติกลับมา?
“ถ้าเหนื่อยขนาดนี้ก็อย่าเพิ่งถ่ายเลย ฉันจะพาไปหาอะไรกินก่อน” เฉินเจวี๋ยทำอะไรตรงไปตรงมาอยู่แล้ว อย่างไรตอนนี้ฉินซีก็ไม่พร้อมแสดง เขาจึงไปบอกกับผู้กำกับ ก่อนจะพาตัวฉินซีออกมา ในกองถ่ายตำนานยุคฉินมีคนอิจฉาฉินซีตั้งเท่าไรก็ไม่อาจรู้
ตอนที่เฉินเจวี๋ยพาฉินซีออกไปก็บังเอิญเจอกับหนานชิวเยว่พอดี หนานชิวเยว่มองฉินซีด้วยความดีใจ เมื่อเธอจะเข้ามากอดฉินซีก็สังเกตเห็นเฉินเจวี๋ยที่อยู่ข้างๆ เสียก่อน จึงทำได้เพียงหยุดการกระทำไปดื้อๆ
เฉินเจวี๋ยไม่ชอบหนานชิวเยว่เป็อย่างมาก นั่นเป็เพราะตอนที่เขามากองถ่ายครั้งก่อน ได้เห็นฉินซีกับหนานชิวเยว่เดินอยู่ด้วยกันอย่างสนิทสนม มันทำให้เฉินเจวี๋ยรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะคิดขึ้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงกระแอมไอออกมา “อืม ฉันเพิ่งกลับมาถ่ายเสริมที่กองถ่ายน่ะ กำลังจะไปหาอะไรกินเลย เธอไปถ่ายก่อนเถอะ เอาไว้ค่อยคุยกันนะ”
หนานชิวเยว่พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเดินจากไปอย่างรีบร้อนโดยไม่กล้ามองเฉินเจวี๋ยแม้แต่น้อย
ตอนที่ฉินซีเดินมาถึงประตูด้านหน้า อยู่ๆ ตัวเขาก็โอนเอน เฉินเจวี๋ยที่อยู่ด้านหลังจึงยื่นแขนมารับตัวเขาไว้ “นายเป็อะไร?” เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้ว “ตอนที่ลงจากเครื่องบินหนาวจนเป็หวัดเลยเหรอ?”
“ไม่น่ามั้งครับ? ผมไม่ได้จามหรืออะไร” ฉินซีสะบัดหัวไปมา จากนั้นก็ขึ้นรถมากับเฉินเจวี๋ย
หลังจากเข้าไปนั่งแล้ว ฉินซีก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นในสมองอย่างไม่ทันตั้งตัว
“อัปเดตสำเร็จ กำลังเปิดระบบใหม่...”
ฉินซีมึนงงไปเล็กน้อย เขาคิดว่าที่เมื่อสักครู่รู้สึกไม่สบายตัวนัก คงเป็เพราะระบบนี่หรือเปล่า? หรือว่าเ้านี่จะยึดครองสมองของเขาได้แล้ว?
“ฉินซี ฉินซี...” เฉินเจวี๋ยเรียกเขาติดต่อกันหลายครั้ง
ฉินซีได้สติกลับมาทันที เมื่อสักครู่เขาเหม่อไปนานหรือเปล่า? “ขอโทษครับ เมื่อสักครู่คิดบางอย่างไปเรื่อยเปื่อย ก็เลยไม่ได้ยิน” ตอนที่ฉินซีกำลังพูด ก็ได้ยินเสียงเตือนดังขึ้นข้างในหู “ขอแสดงความยินดีกับเ้าของร่าง อัปเดตความสามารถจำบทเร็ว (ใหม่)”
ที่แท้นี่ก็คือความสามารถของระบบนี้?
“เ้าของร่างกรุณาเลื่อนระดับต่อไป เพื่อค้นหาความสามารถใหม่ของระบบ” ในขณะเดียวกันเสียงนั้นก็ดังขึ้น
ยังมีความสามารถใหม่อีกเหรอ?
“ความสามารถพิเศษสามารถเพิ่มระดับได้” เสียงดังขึ้นอีกครั้ง
ฉินซีใเล็กน้อย หลังจากเลื่อนระดับแล้ว ความสามารถใหม่เองก็รวมถึงการตรวจจับความคิดในสมอง จากนั้นก็ตอบกลับเขามาด้วยเหรอ? ทว่าหลังจากนั้นฉินซีก็ไม่ได้ยินเสียงเตือนจากระบบอีก หลังจากเฉินเจวี๋ยพาเขาไปหาอะไรทานเติมท้องแล้ว ฉินซีก็กลับมาที่กองถ่ายอีกครั้ง แล้วเริ่มถ่ายทำฉากอื่น
“ฉากที่เพิ่งแก้ไขใหม่ไป นายจำบทได้หรือยัง?” พอเห็นฉินซี กงเซ่าก็ถามขึ้น
ฉินซียกชายเสื้อผ้าขึ้น ในขณะที่กำลังจะเปิดปากพูดว่า “มีบางส่วนที่ยังจำไม่ได้ครับ” ทว่าตอนนั้นในหัวของเขาก็ปรากฏบทเ่าั้ขึ้นมาอย่างชัดเจน ในวินาทีต่อมาเขาก็สามารถพูดออกมาได้ ดังนั้นฉินซีจึงอดกลั้นความประหลาดใจเอาไว้ และเปลี่ยนไปตอบว่า “จำได้แล้วครับ”
สีหน้าของกงเซ่าค่อยสงบลงไปบ้าง “ถ้าแบบนั้นนายมานี่ พวกนายสองคนต่อบทกันไปก่อน ฉากต่อจากนี้จะพลาดไม่ได้”
ฉากนี้ถูกนักเขียนบทเพิ่มขึ้นมาภายหลัง ส่วนสำคัญคือฉากต่อกรของฉินฮ่องเต้อิ๋งเจิ้งและเกาเจี้ยนหลี ใช่แล้ว ไม่ใช่จิงเคอ แต่เป็เกาเจี้ยนหลี
เกาเจี้ยนหลีเป็เพื่อนรักของจิงเคอ และชื่อเสียงการเล่นจู้ของเกาเจี้ยนหลีก็โด่งดังไปทั่วหล้า ในตอนนั้นเขารับหน้าที่เป็นักดนตรีคนหนึ่งในวังหลวง แต่ฉินฮ่องเต้ไม่คิดว่าเกาเจี้ยนหลีจะวางแผนก่อนมา เพื่อแก้แค้นให้เพื่อนรักที่ตายจากไป เขาจึงติดอาวุธลับเอาไว้ในจู้ จากนั้นก็เข้ามาในวังฮ่องเต้อย่างราบรื่น เพียงรอให้ถึง่งานเลี้ยง เขาก็จะสามารถฆ่าฉินฮ่องเต้ให้ตายอย่างที่จิงเคอถูกกระทำได้แล้ว
แน่นอนว่าครั้งนี้เองก็จบลงด้วยความล้มเหลว
ตอนที่ฉินซีเห็นฉากนี้ ก็อดถอนใจไม่ได้ หากฉินฮ่องเต้มีนิสัยดุร้ายรุนแรงจริง เขาก็น่าจะฆ่าเกาเจี้ยนหลีไปตั้งนานแล้ว จะปล่อยให้เพื่อนรักของคนที่จะฆ่าตัวเองมีชีวิตรอดอยู่ได้อย่างไร?
แม้ฉินซีจะบ่นอยู่ในใจ เขาก็ยังต้องแสดงเป็ ‘ฉินฮ่องเต้’ ที่เต็มไปด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์แย่ๆ ในตำนานยุคฉินอยู่ดี
“เริ่มเลย” กงเซ่าะโสั่ง
ฉินซีพยักหน้า
นักแสดงที่เล่นเป็เกาเจี้ยนหลีเป็นักแสดงวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่ได้โด่งดังอะไร เมื่อเห็นคนหน้าใหม่อย่างฉินซีได้รับความสำคัญยิ่งกว่าเขาก็รู้สึกไม่พอใจ ตอนที่ต่อบทกับฉินซี เขาจึงไม่ได้ตั้งใจนัก ดูเหมือนในใจจะเต็มไปด้วยความอคติต่อฉินซี ดังนั้นแม้ว่าจะลองอยู่กี่ครั้ง กงเซ่าก็ไม่พอใจเสียที
“ช่างเถอะ ตอนนี้พวกนายเริ่มถ่ายเลยก็แล้วกัน ย้ำอีกครั้งนะ ห้ามพลาดเด็ดขาด! เปิดกล้อง!"
ฉินซีนั่งอยู่กลางโถงในวังหลวง
เสียงเพลงบรรเลงไป กลุ่มนักแสดงเข้ามาในฉาก เกาเจี้ยนหลีนั่งเล่นจู้อยู่กลางห้อง แน่นอนว่าจะใส่เสียงประกอบเอาภายหลัง เครื่องดนตรีอย่างจู้นั้นหาได้ยาก เนื่องจากมันมีรูปร่างเหมือนกู่เจิง ก็เลยหาเพียงกู่เจิงมาวางไว้ตรงหน้า และใช้ไม้ไผ่ทำท่าทีตีสายเท่านั้น
ฉินฮ่องเต้หัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยชมเสียงจู้ของเกาเจี้ยนหลี เกาเจี้ยนหลีลุกขึ้นด้วยสายตาเย็นเยียบ กอดจู้ไว้ในอ้อมแขน
ฉินฮ่องเต้ถามอีกฝ่าย “เ้ายินดีจะอยู่ที่วังหลวงหรือไม่?”
เกาเจี้ยนหลีปฏิเสธด้วยใบหน้านิ่งเฉย จู้ในมือกลายเป็อาวุธลับ พวกมันถูกปลดปล่อยออกมามากมาย เกาเจี้ยนหลีไม่ได้มีทักษะการต่อสู้ติดตัวอย่างจิงเตอ เขาไร้เรี่ยวแรงจึงทำได้เพียงโจมตีใน่ที่ฉินฮ่องเต้ไร้ซึ่งการป้องกันตัว
ฉากนี้มีบทพูดไม่มากนัก แต่กลับเป็การทดสอบสายตา สีหน้าและท่าทางของนักแสดง ใบหน้าของฉินซีวาบประกายดุดันทว่ากลับไร้ซึ่งความร้อนรน เขาเป็ฉินฮ่องเต้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายก็ไม่มีทางถอย ฉินซีไม่ชอบฉากที่จิงเคอแทงฉินในละครหลายเื่ เพราะแสดงให้ฉินฮ่องเต้ร้อนรนราวกับฮ่องเต้โง่เขลาและขี้ขลาดคนหนึ่ง ฮ่องเต้ที่มีชื่อเสียงมานานนับพันปีจะมีท่าทางแบบนั้นได้อย่างไร?
นักแสดงที่รับบทเป็เกาเจี้ยนหลีคิดว่าในตอนที่เจออันตราย ฉินฮ่องเต้ควรจะใร้อนรน ดังนั้นตอนที่เขาเผชิญกับใบหน้าของฉินซีที่มีสายตาเยือกเย็น ทั้งยังยืนตรงอยู่หน้าบัลลังก์อยู่ตลอด ชุดเหมี่ยนฝูสีดำทำให้ตัวเขาดูมากไปด้วยอำนาจ นักแสดงนิ่งไปเล็กน้อย ในชั่ววินาทีนั้นเขาถูกสายตาของฉินซีทำเอาสั่นสะท้านไม่ได้สติกลับมา
นักแสดงต่างรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
ความจริงทักษะการแสดงของเขาไม่นับว่าแย่ ดังนั้นก่อนหน้านี้ตอนที่เห็นฉินซีแสดง เขาก็รู้สึกว่าฉินซีแสดงได้ธรรมดา แต่ว่า… เพียงออกจากกองถ่ายไปไม่กี่ชั่วโมง กลับมาถึง ฉินซีก็เปลี่ยนไปแล้ว...
เขาอดกลั้นความอิจฉาและไม่พอใจในใจเอาไว้ ก่อนจะแสดงต่อไป
เขาโยนจู้ในมือออกไป ในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า เกาเจี้ยนหลีซ่อนอาวุธเอาไว้ฆ่าฉินฮ่องเต้ แต่ตามในบทแล้ว ภายในนั้นจะไม่มีอะไรพุ่งออกมา นอกจากมีดสั้นเล่มหนึ่ง จากนั้นมีดสั้นนั้นก็จะทำให้ฉินฮ่องเต้าเ็ หลังจากนั้นฉินฮ่องเต้ก็สั่งให้คนควักดวงตาทั้งคู่ของเขาออกมาด้วยความโกรธ
กู่เจิงที่ถูกแสร้งทำเป็จู้ตกลงบนพื้น มีดสั้นที่อยู่ภายในพุ่งมายังตัวของฉินซีตรงๆ
เมื่อเสียง ‘ฉัวะ’ ดังขึ้น มันก็บังเอิญปาดคอเสื้อของฉินซีผ่านคอของเขาไป ทั้งยังทำให้เืไหลออกมา
ในตอนนั้นทุกคนต่างก็นิ่งไป
...พร็อพนี่ ไม่ใช่ของปลอมหรอกเหรอ?
