สายลมเย็นๆยามดึกพัดผ่านมาพร้อมกับใบไม้ที่ร่วงหล่นสู่พื้นถนนนอกจากนี้ยังมีหิ่งห้อยตัวน้อยกำลังเต้นระบำใต้แสงจันทร์
ด้านหน้าของผมในเวลานี้คือหลินหว่านเอ๋อร์ที่มาพร้อมกับเดรสสั้นใบหน้ารูปไข่ของเธอยามกระทบกับแสงที่สาดส่องลงมาจากเสาไฟช่างน่าหลงใหลเสียเหลือเกินถึงแม้ว่าการแต่งกายของเธอจะเรียบง่าย แต่ก็ดูดีมากนับเป็ผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งตอนนี้ผมทำได้เพียงเดินตามหลังในฐานะบอดี้การ์ดเท่านั้นหากจะให้เดินขนาบข้างคงต้องเป็แฟนกันนั่นแหละถึงจะคู่ควร
“นี่หลี่เซียวเหยาวันนี้เราออกไปกินข้างนอกกันดีกว่าเนอะ นายว่าเราไปกินอะไรกันดีล่ะ? ” จู่ๆ เธอก็ถาม
ผมตอบกลับไปแบบไม่คิด “กินอะไรก็ได้ที่แพงๆ ”
หลินหว่านเอ๋อร์ชะงักฝีเท้าก่อนจะหันกลับมาถลึงตาใส่ผม“นายอยากตายใช่ไหม!เดือนนี้ฉันใช้เงินไปตั้งเยอะแล้ว ถ้าไม่ประหยัดไว้ ที่มีก็เหลือไม่มากแล้ว! ”
ผมโบกมือ “งั้นก็ไปกินข้าวผัดไข่ข้างทางก็ได้แต่ผมกลัวว่าคุณหนูจะไม่อยากกินน่ะสิ”
“ใครบอกนายว่าไม่อยากกิน ไปสิ”
“กินข้าวผัดไข่จริงเหรอ? ”
“ฉันจะโกหกนายเพื่อ? ”
“ก็ได้ครับ...”
……
พอเดินออกมานอกมหาวิทยาลัยแล้วก็เจอกับถนนที่เต็มไปด้วยของกินมากมายสามทุ่มเป็่เวลาที่คนออกมาหาอะไรกินรอบดึกเยอะที่สุดในมหาวิทยาลัยหลิวหัวมีจำนวนมากกว่าพันคนที่เล่นเกม ‘Destiny’ จึงทำให้คนที่มาหาอะไรกินแถวนี้มีเยอะพอสมควร
หลังจากเลือกร้านได้แล้ว ผมก็ลากเก้าอี้มาให้หลินหว่านเอ๋อร์ก่อนจะนั่งลงตรงหน้าเธอ“เถ้าแก่ข้าวผัดไข่ 2 จาน เอาแบบจานละ 4 หยวนนะ”
หลินหว่านเอ๋อร์หยิบโทรศัพท์ออกมาเสิร์ชดูข้อมูลในเวลานั้นเองก็มีผู้ชายไม่น้อยที่เริ่มหันมาสนใจสาวสวยซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามผม
ผมใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางมองหลินหว่านเอ๋อร์โดยไม่ตั้งใจขณะที่เธอเลื่อนดูข้อความในมือถือก่อนจะพึมพำ “หมดกันเมื่อกี้ยังอยู่อันดับหนึ่งของเมืองฝานซูแท้ๆ นี่โดนแซงจนร่วงไปอยู่อันดับ 4เหรอเนี่ย เซ็งชะมัด!เป็เพราะไปช่วยเยว่เอ๋อร์ทำภารกิจก็เลยถูกแซงขนาดนี้เลยสินะ เฮ้อ...”
ดวงตาของหญิงสาวเป็ประกายวิบวับส่วนประกอบบนหน้าทั้ง 5 จุดถูกสรรค์สร้างอย่างสมบูรณ์แบบและประณีตมากจริงๆรูปร่างของเธอก็เหมาะกับเสื้อผ้าที่สวม ไหนจะใบหน้ารูปไข่ขาวอมชมพูนุ่มนิ่มนั่นอีกเฮ้อ น่าบีบเล่นชะมัด แน่นอนว่าผมไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก ก็ได้แค่มโนเฉยๆ นั่นแหละ
“อยากพากลับไปเลี้ยงที่บ้านชะมัด...” ผมพึมพำ
หลินหว่านเอ๋อร์ชะงัก “เมื่อกี้นายว่าไงนะ?”
ผมรีบแก้ตัว “ปะ... เปล่าไม่มีอะไรนี่”
เธอกระตุกมุมปากขึ้น “นายอยากพาใครกลับไปเลี้ยงที่บ้าน?”
ผมส่ายหน้า “เปล่าสักหน่อยคุณหูฝาดหรือเปล่า”
หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะหึ “เอาเถอะถึงนายจะอยากเลี้ยงก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงหรอก”
ผม :“…”
“เอ้อ จริงสิ” หลินหว่านเอ๋อร์หันมาหาผม“เมื่อกี้ฉันเห็นมีกระทู้ปักหมุดด้วยนะเขียนไว้ว่าเป็เพราะเื่ของเยว่ชิงเฉี่ยนเลยทำให้นายไปประลองกับเยี่ยนจ้าวอู๋ซวงแถมยังแพ้กลับมาด้วย”
ผมพยักหน้า “อื้อพลังโจมตีของเยี่ยนจ้าวอู๋ซวงสูงเกินไป ผมรับการโจมตีแบบ 4 ครั้งต่อเนื่องไม่ได้อยู่แล้ว”
“แต่ฉันได้ยินมาว่ากระบวนท่าของเยี่ยนจ้าวอู๋ซวงที่เรียกว่าอู๋ซวงสไตรก์นั่นถูกนายขัดขวางจนทำให้การเรียกใช้2 ท่าสุดท้ายล้มเหลวนี่? ทั้งที่การเรียกใช้สกิลอู๋ซวงสไตรก์ใช้เวลา1.7 วินาทีซึ่งเพียงพอจะจัดการกับสถานการณ์นั้นได้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลยนะนายเนี่ย”
ผมหน้าแดง “ที่จริงผมก็สุ่มๆ ไปงั้นแหละ”
“แบบนี้เองสินะ...” หลินหว่านเอ๋อร์มองผมก่อนจะถามต่อ“นี่ หลี่เซียวเหยา พ่อฉันเคยบอกว่าฝีมือนายไม่ธรรมดาเลย ทั้งเมืองหางโจวต่างก็ไม่มีใครสู้นายได้สักคนฉันอยากรู้จริงๆ ว่านายเก่งกาจขนาดนั้นเลยเหรอ? ”
ผมกัดฟัน “อย่าไปพูดถึงเื่นั้นเลย อะไรที่เลี่ยงได้ผมก็ไม่อยากจะลงมือเพราะยังไงการไม่ได้รับาเ็และไม่มีเื่นับว่าเป็เื่ที่ดีที่สุดแล้ว”
“แล้วนายจะไปประลองกับเยี่ยนจ้าวอู๋ซวงเพื่อ?”
“ก็...”
“ชอบเยว่ชิงเฉี่ยนสินะ”
“เปล่าสักหน่อย”
“หึๆ ตอแหล! ”
“โอเคๆ ผมชอบเยว่ชิงเฉี่ยนก็ได้ พอใจหรือยัง?”
หลินหว่านเอ๋อร์ก้มหน้าก่อนจะพูดขึ้นว่า “เื่ส่วนตัวของนายฉันไม่อยากจะยุ่งหรอก”
ผม :“…”
ไม่กี่นาทีต่อมา ข้าวผัด 2 จานก็มาเสิร์ฟผมที่กินข้าวผัดหมดไป 2 จานแล้วหลินหว่านเอ๋อร์ยังกินจานแรกไม่หมดเลย ระหว่างที่เธอกำลังกินอยู่นั้นผมก็ถามว่า “ทำไมวันนี้ตงเฉิงเยว่ถึงไม่มาด้วยกันล่ะ? ”
“ตอนนี้ทำภารกิจอยู่น่ะบอกว่าเดี๋ยวจะสั่งอาหารให้ไปส่งที่ห้อง”
“อ้อ...”
เมื่อกินเสร็จแล้วผมก็พูดขึ้นว่า “ไปกันเถอะพรุ่งนี้เช้ามีเรียนด้วยใช่ไหม? ”
“อื้อ นายจะเข้าเรียนเหรอ? ”
“ไม่อยากเข้าเลย จะโดนหักคะแนนหรือเปล่า? ”
“ไม่หรอก เดี๋ยวฉันช่วยนายเองอาจารย์ที่สอนพรุ่งนี้ฉันรู้จัก”
“เยี่ยมเลย”
……
เมื่อเดินเข้ามาในมหาวิทยาลัยผมก็เดินไปตามทางเล็กๆ ที่ปูด้วยก้อนหิน บรรยากาศยามนี้น่าสบายชะมัดแต่เป็เพราะหลินหว่านเอ๋อร์สวมรองเท้าส้นสูงมากกว่า 7 เิเจึงทำให้เธอต้องเดินทีละก้าวอย่างระมัดระวัง
“อ๊ะ! ”
ทันใดนั้นเธอก็เปล่งเสียงอุทานพร้อมกับร่างที่ทรุดลงไป
ผมรีบคว้าเอวของหลินหว่านเอ๋อร์เพื่อประคองร่างเธอไม่ให้ลงไปกองที่พื้นและทันใดนั้นเองผมก็รู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มบางอย่างที่ปะทะกับมือผม
ผมรู้สึกได้ว่าเหงื่อของตัวเองกำลังซึมออกมาตามรูขุมขนเนื่องจากประหม่าหลังจากประคองเธอกลับมาได้แล้ว ผมก็รีบดึงมือออก แม้จะไม่อยากเลยก็เถอะ
“เออะ...”
หลินหว่านเอ๋อร์แสดงสีหน้าประหม่าออกมาพร้อมกับความแดงก่ำที่ปรากฏเธอไม่เคยใกล้ชิดกับผู้ชายแบบนี้มาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่ผม “นะ...นายตั้งใจให้เป็แบบนี้ใช่ไหม! ”
ผมรีบปฏิเสธ “มะ... มันเป็อุบัติเหตุผมจะไปกล้าลูบ... โอ๊ย...!!! ”
หลินหว่านเอ๋อร์กระทืบเท้าผมอย่างแรงพร้อมกับใบหน้าแดงก่ำ“ลูบอะไร?!”
“เอ่อ... ผม... มันก็แค่จับพลาดไปนิดเดียวผมไม่ได้คิดจะลูบ...”
“ชิ ไหนพ่อบอกว่านายมีฝีมือไงไม่เห็นจะเก่งอย่างที่บอกเลย”
“ถ้าคุณหนูคิดว่าผมตั้งใจ คุณหนูจะให้ผมทำยังไงล่ะ?”
หลินหว่านเอ๋อร์ยังคงยืนหน้าแดงอยู่ที่เดิมโดยไม่รู้จะจัดการเื่นี้อย่างไรเธอจึงพึมพำว่า “ไปเถอะ รีบกลับไปพักผ่อนดีกว่า”
……
เดินต่อไปสักพักก็มีเสียงดังจากพุ่มไม้ข้างๆทันใดนั้นก็มีเงาคน 4 คนปรากฏขึ้นตรงหน้า ดูเหมือนว่าพวกนี้จะเป็นักศึกษาของที่นี่สินะ
ทันใดนั้นผมก็รีบก้าวเท้ามาด้านหน้าก่อนจะกางมือขวางไว้“พวกนายจะทำอะไร?”
ถึงแม้บริเวณนี้จะมืดแต่ผมก็มองเห็นใบหน้าของคนพวกนั้น รวมถึงสายตาไม่ประสงค์ดีนั่นด้วยทันใดนั้นเสียงหัวเราะอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น “หลี่เซียวเหยาแกคิดว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไรแกจริงเหรอวะ? ”
“หลิวอิง! ”
“ใช่ ฉันเอง! ” หลิวอิงถอดเสื้อคลุมออกก่อนจะหันไปยิ้มให้หลินหว่านเอ๋อร์“ว่าไง หลินหว่านเอ๋อร์วันนี้ฉันกับหลี่เซียวเหยามีเื่ต้องคุยกันน่ะ เธอออกไปก่อนเถอะ”
“หลิวอิง นายคิดจะมีเื่กับเซียวเหยาเหรอ? นายอย่าลืมกฎของที่นี่สิ หากมีเื่ชกต่อยกัน จะถูกไล่ออกจากมหา’ลัยเลยนะ”
หลิวอิงหัวเราะ “กฎพวกนั้นมีไว้เพื่อเด็กเรียนต่างหากแต่สำหรับฉันมันใช้ไม่ได้ผลหรอก นี่หลินหว่านเอ๋อร์ ถึงฉันจะชอบเธอแต่ฉันว่าเธอออกไปก่อนดีกว่า ไม่อยากให้เธอต้องเจ็บตัว”
หลินหว่านเอ๋อร์ทำท่าจะพูดต่อผมจึงรีบหันไปหาเธอแล้วบอกว่า “คุณหนู ไม่ต้องหรอก ผมขอเวลาครึ่งนาทีก็เรียบร้อยแล้ว”
หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้ามองผมเมื่อเห็นถึงความมั่นใจของผมเธอก็ยิ้ม “โอเค งั้นฉันรอก็ได้”
……
“อวดดีจังเลยนะ ไอ้เซียวเหยา! ”
หลิวอิงยื่นมือออกมาพร้อมกับไม้เบสบอลก่อนจะหันไปหาอีกสามคนที่เหลือ“เฮ้ย!จัดการมันเลย ไม่ต้องเอาให้ถึงตาย แค่ให้ไปนอนหยอดน้ำเกลือก็พอเดี๋ยวที่เหลือฉันรับผิดชอบเอง”
สามคนนั้นหัวเราะก่อนคว้าไม้เบสบอลวิ่งมาด้านหน้า
ฟึบๆๆ
เสียงเท้าเหยียบใบไม้ดังขึ้นผมทิ้งน้ำหนักลงที่ขาซ้ายก่อนจะะโขาคู่ถีบกลางอกของสองคนตรงหน้าจนมันกระเด็นลงไปนอนหมอบที่พื้นหลังจากถีบสองคนนั้นผมก็หมุนตัวกลางอากาศก่อนจะใช้หมัดขวาซัดอีกคนที่เหลืออย่างแรง
ปั้ก!
เืสาดกระเซ็นเปรอะใบหน้านักศึกษาชายคนนั้นก่อนที่มันจะล้มลงไปนอโดยไม่ทันส่งเสียงร้องสักแอะ
“เวรเอ๊ย! ”
หลิวอิงดูภาพตรงหน้าด้วยอาการตื่นตะลึงในเวลานี้คนของเขาทั้งสามถูกอีกฝ่ายจัดการจนลงไปนอนราบอยู่กับพื้นกันหมดซึ่งเป็สิ่งที่หลิวอิงคาดไม่ถึงไม้เบสบอลในมือเ้าหมอนั่นสั่นก่อนที่คนถือจะตัดสินใจพุ่งตัวเข้ามา
ผมยืนนิ่งแล้วใช้หมัดขวาซัดไปด้านหน้าจนไม้เบสบอลแตกเป็เสี่ยงๆจากนั้นก็ชกกลางอกหลิวอิงอย่างแรง
หลิวอิงผงะไปด้านหลังพร้อมกับเอามือกดหน้าอกใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ สีหน้าแสดงความเ็ปถึงแม้ว่าหมัดของผมจะไม่สามารถทำให้เขาาเ็ได้ แต่มันก็ทำให้ทรมานสุดๆ ไปเลย
……
ผมหันหน้ากลับไปหาหลินหว่านเอ๋อร์ “โอเค เสร็จแล้ว”
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอ้าปากค้าง
ผมเดินเข้าไปตบบ่าของเธอก่อนจะพูดขึ้นว่า “คุณหนูรีบกลับไปพักผ่อนกันเถอะ”
“เออะ... อื้อๆ ”
หลินหว่านเอ๋อร์ได้สติอีกครั้งก็รีบตอบกลับ
……
“หลิวอิงเป็สมาชิกในชมรมเบสบอลของมหา’ลัย ก็เลยลากคนในชมรมมา” หลินหว่านเอ๋อร์บอกก่อนจะหัวเราะ“ได้ยินว่าก่อนหน้านี้มีผู้ชายหลายคนถูกหลิวอิงยกพวกไปทำร้ายแถมมีคนหนึ่งถูกทุบจนขาหักทั้งสองข้างเลยนะ”
ผมขมวดคิ้ว “ทำเกินไปหรือเปล่าเนี่ย”
“นั่นน่ะสิดูเหมือนว่าสันดานของเขาทั้งในเกมกับโลกแห่งความเป็จริงจะเหมือนกันเป๊ะเลยเ้าหมอนั่นดูท่าอยากจะกำจัดนายออกจากเมืองปาหวางเสียเต็มแก่” หลินหว่านเอ๋อร์หันมามองผมหลังจากที่เดินมาถึงใต้หอหญิง “นี่ ฉันว่านายมาอยู่ที่เมืองฝานซูกับพวกฉันดีกว่านะ อย่างน้อยๆพวกฉันก็ปกป้องนายได้”
ผมส่ายหน้า “ไม่ละผมอยากตั้งหลักในเมืองปาหวางด้วยตัวคนเดียว”
“ตามใจ งั้นฉันขึ้นห้องก่อนนะ”
“อื้อ ฝันดีนะคุณหนู”
“อื้อ”
