เฉินเจวี๋ยมาที่นี่เพราะมีธุระจริง เขาอยู่ที่นี่คืนหนึ่ง โชคดีที่ภายในห้องสูทมีเตียงหลังเล็กอยู่ด้วย ฉินซีจึงไปนอนบนนั้นอย่างไม่เกี่ยงงอน อย่างไรขอแค่ไม่ต้องนอนเตียงเดียวกับเฉินเจวี๋ยก็พอ เฉินเจวี๋ยเองก็ไม่ได้พูดอะไร เขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคิงไซส์อย่างสบายตลอดทั้งคืน ในตอนเช้าที่ฉินซีตื่นขึ้นมาก็เห็นว่าเฉินเจวี๋ยกำลังจัดเนกไทอยู่หน้ากระจกบานใหญ่
ตอนที่ฉินซีเพิ่งตื่นนอน การตอบสนองยังเชื่องช้า ท่าทางของเขาจะต่างจากยามปกติราวกับคนละคน เขาค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม เห็นดังนั้นแล้วเฉินเจวี๋ยจึงพูดเตือนอีกฝ่าย “ได้ยินหลินซงบอกว่า วันนี้นายจะกลับไปที่เมืองหนิงชื่อ เก็บของเสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันจะแวะไปส่งที่สนามบิน”
ฉินซีเดินเข้าไปในห้องน้ำด้วยความงัวเงีย หลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาก็ออกมาอย่างมึนงงเช่นเดิม
เฉินเจวี๋ยเพิ่งจะสวมเสื้อตัวนอกและกำลังติดกระดุม เขาเหลือบไปเห็นฉินซีเดินออกมาโดยไม่สวมเสื้อผ้า มือที่ติดกระดุมอยู่เผลอออกแรงขึ้นมาจนกระดุมเกือบจะกระเด็นออกไป เขาจึงต้องส่งเสียงในลำคอขึ้นเรียกสติฉินซีขึ้นมา
ฉินซีพยักหน้างึกงัก ก่อนที่สมองจะกระจ่างขึ้นมา เบิกดวงตาออกกว้าง มองสำรวจตัวเองอีกครั้ง ก็เพิ่งเห็นว่าตัวเองสวมแค่กางเกงในสีดำเดินออกมา ใบหน้าของฉินซีกลายเป็สีแดงก่ำ ก่อนจะรีบหมุนตัวกลับเข้าไป อีกฝั่งผู้ช่วยผลักประตูเข้ามาพอดี ก็ทันได้เห็นเพียงแผ่นหลังเปลือยเปล่าของฉินซี ในตอนนั้นเขารู้สึกอึดอัดมาก ราวกับจะถูกฆ่าทิ้งเพราะเข้ามาขัดเื่ดีๆ ของเ้านายเข้า
“เ้านาย ผม...” ผู้จัดการยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความอึดอัด บริเวณข้อศอกของเขามีเสื้อโค้ตพาดไว้อยู่ตัวหนึ่ง
วันนี้ด้านนอกมีฝนตกั้แ่เช้าตรู่ ฝนตกไม่หนักนัก แต่เมื่อสายลมพัดผ่านก็ทำให้รู้สึกหนาวไปถึงกระดูก ผู้ช่วยรีบเตรียมเสื้อโค้ตตัวนอกตามแบบที่เฉินเจวี๋ยชอบมาให้ใช้ใส่กันหนาว
อย่างไรเฉินเจวี๋ยก็สนใจในตัวฉินซีขึ้นมาแล้ว เขาจะให้คนอื่นมาเห็นสภาพเปลือยเปล่าของฉินซีอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงบอกให้ผู้ช่วยออกไปรอด้านนอกทันที ผู้ช่วยเองก็ออกไปอย่างว่าง่ายและไม่พูดอะไรให้มากความ
รอประมาณ 2-3 นาที ฉินซีก็ออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยครบถ้วน เพียงแต่เมื่อออกมาแล้ว เขาก็อดสั่นไหวขึ้นมาไม่ได้ เมื่อสักครู่ยังงัวเงียก็เลยไม่ทันรู้สึกตัว พอตอนนี้เขาตื่นเต็มตาแล้ว ทั้งยังเพิ่งออกมาจากห้องน้ำที่เต็มไปด้วยไอร้อน ก็ััได้ว่าเสื้อผ้าบนร่างกายของตัวเองไม่สามารถกันไอหนาวได้ ไม่รู้ว่าทำไมอากาศถึงเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ ทำเอาใครๆ ก็รับมือไม่ทัน… ฉินซีคิดไปถึงสัมภาระที่ตัวเองเอามาอย่างละเอียด ตอนนั้นเขารีบร้อนตามเฉินเจวี๋ยมา แม้แต่เสื้อผ้าที่หนาหน่อยก็ไม่ได้เอามาด้วย แล้วตอนนี้จะไปเอาอะไรมาใส่กันหนาวล่ะ?
ฉินซีอดจะเสียใจขึ้นมาน้อยๆ ไม่ได้ สายตาที่มองยังเฉินเจวี๋ยก็แฝงความไม่พอใจเอาไว้
เฉินเจวี๋ยเก็บของเสร็จนานแล้ว เดิมทีเขาก็กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอฉินซีอยู่บนโซฟา เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำ เขาก็เงยหน้ามองฉินซี จนเมื่อเห็นว่าบนร่างของฉินซีสวมเพียงเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวบางๆ เฉินเจวี๋ยก็เรียกผู้ช่วยเข้ามา “ไปหาเสื้อผ้าที่หนาหน่อยมาให้คุณชายฉินซะ”
ผู้ช่วยเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว เ้านายครับ เสื้อโค้ตที่ผมเตรียมมาให้นั่นถูกสั่งมาจากร้านตัดเสื้อในเมืองั้แ่เช้าตรู่แล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่นอกเมืองนะครับ! ถ้าจะให้ไปสั่งเสื้อผ้า นั่นก็ไม่ต้องรอไปอีก 2 ชั่วโมงเหรอ?
“เ้านาย ถ้าจะไปซื้อตอนนี้ก็หาได้แค่ใกล้ๆ แล้วครับ แต่ว่าเสื้อผ้าแถวๆ นี้ คุณก็น่าจะรู้...” ผู้ช่วยพูดออกมาด้วยความลำบากใจ
เสื้อผ้าแถวๆ สถานที่ถ่ายทำจะไปดีอะไร? ดาราที่มาที่นี่ก็ไม่ได้มาเพื่อช็อปปิ้ง ทุกคนต่างก็มาถ่ายละคร เดิมทีก็ไม่ได้มีใครออกไปซื้อเสื้อผ้า ดังนั้นธุรกิจเสื้อผ้าของที่นี่จึงไม่ได้รุ่งเรืองนัก การหาร้านค้าแบรนด์เนมได้สักร้านก็ไม่ง่ายแล้ว
ฉินซีโบกมือไปมา “ไม่เป็ไรหรอกครับ รบกวนหาซื้อเสื้อผ้าที่หนาสักหน่อยมาให้ผมสักตัวก็พอ” ฉินซีไม่ได้ไม่รู้เื่ขนาดนั้น พอหนาวขึ้นมา สวมอะไรก็ย่อมดีกว่าหนาวจนเป็หวัดนั่นแหละ
แต่คนที่ผู้ช่วยจะฟังคำสั่งคือเฉินเจวี๋ยต่างหาก ดังนั้นแม้จะได้ยินฉินซีพูดแบบนี้ เขาก็ไม่ได้เคลื่อนไหว ทำได้เพียงเผยยิ้มออกมาอย่างอึดอัดและยืนอยู่ที่เดิม
เฉินเจวี๋ยโบกมือให้ผู้ช่วยไปเอากระเป๋าเดินทางของตัวเองเข้ามา หลังจากนั้นก็หยิบสูทของตัวเองออกจากกระเป๋าและส่งให้ฉินซี “เปลี่ยนซะ”
ฉินซีเบิกตาโต “นี่… ไม่พอดีตัวผมหรือเปล่าครับ?” ฉินซีไม่อยากสวมชุดของเฉินเจวี๋ยนัก เดิมทีเฉินเจวี๋ยก็สูงกว่าเขาไม่น้อย ถ้าเขาใส่เข้าไป มันจะไม่กลายเป็การเปรียบเทียบว่าตัวเขาเตี้ยกว่าเฉินเจวี๋ยมากเหรอ?
“ใส่ซะ ตอนนี้นายเื่มากไม่ได้แล้ว” เฉินเจวี๋ยโยนสูทตัวนอกใส่อีกฝ่ายตรงๆ ฉินซีรับมันมาโดยอัตโนมัติ เขาทำได้เพียงสวมมันไปทั้งแบบนั้น และอดใจเดินไปส่องกระจกไม่ได้
เฉินเจวี๋ยดูท่าทางของเขาจากด้านหลัง สายตาของเฉินเจวี๋ยค่อยๆ รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าว
ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ่งรู้สึกอึดอัดขึ้นมา การสวมใส่เสื้อผ้าของผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าแบบนี้… มันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ภาพแบบนี้… แบบนี้ เดิมทีเขาก็ไม่ควรจะมองนี่!
ความจริงเฉินเจวี๋ยก็ไม่ได้ดูกำยำมากนัก แต่เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ดังนั้นเมื่อฉินซีสวมสูทตัวนอกของเขา ก็เห็นได้ชัดว่ามันทั้งไหล่หลวม ชายยาว และแม้แต่แขนเสื้อเองก็ยาวออกมาเล็กน้อย ฉินซีรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อชาติก่อนตอนที่เขายังอยู่กับจี่อวี้เซวียน ภายในสังคมชั้นสูง เขาเคยเห็นเด็กสาวที่สวมใส่เพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวของนายทุนโดยไม่สวมอะไรเอาไว้ด้านในพร้อมรอยยิ้มหวาน มันผสมความใสซื่อและความยั่วยวนเอาไว้ด้วยกัน
ฉินซีคิดว่าสมองของตัวเองจะต้องพังไปแล้วแน่ๆ ถึงได้คิดเชื่อมโยงอะไรไปมากมายแบบนี้
เขาส่งเสียงในลำคอเล็กน้อย จากนั้นก็หมุนตัวมา เขาสะกดตัวเองไว้ว่ามันไม่ได้มีอะไร เมื่อก่อนตอนอยู่มหาวิทยาลัย เวลาหนาวขึ้นมาเขาก็จะสวมเสื้อผ้าของพวกรูมเมตเหมือนกันไม่ใช่เหรอ...
“ไปเถอะ” เฉินเจวี๋ยลุกขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ สีหน้าของเขาอ่อนโยนลงมาไม่น้อย แน่นอนว่าฉินซีไม่มีทางสังเกตได้ถึงจุดนี้
ตอนนี้เป็เวลา 10 โมงเช้า หลังจากลงมาที่ชั้นล่าง เฉินเจวี๋ยก็เดินก้าวใหญ่ๆ นำหน้าไป ฉินซีก็ทำได้เพียงตามไปติดๆ เขามองย้อนไปยังห้องอาหารด้วยความเสียดาย เขายังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลยนะ...
แต่เมื่อคิดไปถึงฝนที่ตกอยู่ด้านนอก ฉินซีก็ไม่อยากเรียกรถไปสนามบินคนเดียว
เขาขึ้นรถมากับเฉินเจวี๋ย ในตอนนั้นผู้ช่วยปรากฏก็ตัวขึ้นอีกครั้ง ในมือของเขาถือกล่องเก็บอุณหภูมิไว้ เขายิ้มพร้อมส่งมันมาให้ฉินซี ฉินซีถึงได้สติกลับมาว่า ที่แท้ไม่ใช่ว่าไม่ให้ทานข้าวเช้า เพียงแต่เตรียมให้ั้แ่แรกแล้ว ฉินซีเปิดกล่องอาหารบนรถ ก่อนจะพบว่าด้านในมีทั้งหมด 3 ชั้น มีอาหารอุ่นร้อน และอาหารจีนแบบดั้งเดิม ทั้งยังมีเค้กชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางอยู่ ฉินซีอึกอักขึ้นมาเล็กน้อย ถ้าเดาไม่ผิด เค้กชิ้นนี้น่าจะถูกเตรียมไว้ให้เขาเป็พิเศษ
เฉินเจวี๋ยกางชั้นวางในรถออกมา ฉินซีใขึ้นมาเมื่อพบว่าที่วางนี้สามารถเป็โต๊ะสำหรับทานอาหารให้พวกเขาทั้งสองได้พอดี
ตอนนี้เป็่เวลาที่ผู้คนออกไปทำงานพอดี รถค่อนข้างติด ดังนั้นรถจึงขับไปอย่างมั่นคง และสั่นไม่ะเืมากนัก เมื่อเอาอาหารออกมาวางบนชั้นก็แสนจะสะดวก เฉินเจวี๋ยเหลือบไปเห็นสายตาประหลาดใจของฉินซีโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาจึงอธิบายออกมา “ตอนที่ฉันยุ่งๆ ก็ทานอาหารบนรถบ่อยๆ”
ฉินซีพยักหน้าเข้าใจ อย่าได้พูดถึงคนที่ยุ่งวุ่นวายตลอดทั้งวันอย่างเฉินเจวี๋ยเลย ความจริงแล้วนักแสดงอย่างพวกเขา เวลายุ่งขึ้นมา แม้แต่อาหารง่ายๆ สักมื้อก็ยังไม่ทันได้ทาน
เฉินเจวี๋ยพาฉินซีมาส่งที่สนามบิน ฉินซีลงมาจากรถ เดิมทีเขาคิดว่าเฉินเจวี๋ยจะปิดประตูรถจากไป แต่ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายกลับลงมาจากรถพร้อมกับเขา เฉินเจวี๋ยถอดเสื้อโค้ตออกมาคลุมหัวของฉินซี “ฉันจะเข้าไปส่งถึงข้างใน”
ฉินซีรู้สึกไม่คุ้นชินกับการถูกดูแลแบบนี้นัก
ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ
เขาค่อยๆ นำเสื้อโค้ตลงมาช้าๆ และใช้มันคลุมตัวเองไว้ หลังจากเดินเข้ามาในสนามบินแล้ว มันก็ไม่ได้หนาวจัดเหมือนข้างนอก ฉินซีเดินไปเช็คอิน รอจนจัดการเสร็จก็หันกลับมา ตั้งใจจะคืนเสื้อโค้ตให้เฉินเจวี๋ย ทว่าแม้แต่เงาของเฉินเจวี๋ยก็หายไปหมดแล้ว ฉินซีจึงไปรอขึ้นเครื่องด้วยความลำบากใจ
ส่วนทางอีกฝั่ง เฉินเจวี๋ยเพิ่งจะเดินออกมาจากโถงใหญ่ ผู้ช่วยถือร่มเข้ามารับเขา “เ้านาย ผมซื้อเสื้อโค้ตจากแถวนี้มาให้ครับ”
“อืม” เฉินเจวี๋ยขึ้นรถและสวมใส่เสื้อโค้ตตัวใหม่ ความจริงเขาไม่ได้กลัวความหนาวเย็นเสียเท่าไร แต่เพราะตำแหน่งของเขาสำคัญมาก ดังนั้นเขาไม่สามารถทำอะไรผิดพลาดได้ แม้จะเป็เพียงอาการป่วยหวัดเล็กๆ น้อยๆ หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
หลังจากขึ้นรถมาแล้ว ผู้ช่วยก็อดถามขึ้นไม่ได้ “เ้านาย ถ้าคุณอยากจะเลี้ยงดูเขา มันก็ไม่ได้เป็เพียงเื่ง่ายๆ หรอกเหรอครับ? ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย...” ทำดีเพื่อเอาใจเขาแบบนี้? ผู้ช่วยไม่เข้าใจเอาเสียเลย
ผู้ช่วยคนนี้ถูกเรียกตัวกลับมาจากต่างประเทศชั่วคราวหลังจากเฟ่ยเฉิงเจ๋อถูกไล่ออกกลับบ้านไป ก่อนหน้านี้เวลาที่เฉินเจวี๋ยไปต่างประเทศ เขาก็จะเป็คนจัดการทุกอย่างให้ เขาอยู่กับเฉินเจวี๋ยมาเป็เวลานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจการกระทำของเฉินเจวี๋ยในตอนนี้ เขารู้สึกว่ามันไม่เข้ากับนิสัยของเ้านายของตนเลยสักนิด
เฉินเจวี๋ยเพียงถามกลับผู้ช่วยที่อยู่กับเขามานานหลายปีเรียบๆ “พวกที่เข้ามาถวายตัวให้ฉันโดยที่ไม่ต้องแม้แต่ควักมือแบบนั้น มันมีอะไรน่าสนใจเล่า?”
ผู้ช่วยหัวเราะแห้งๆ ออกมาเล็กน้อย “ไม่น่าสนใจครับ ไม่น่าสนใจเลย...” เมื่อคิดๆ ดูแล้ว ดูเหมือนว่าคนที่ตัวเองสนใจไล่ตามจะน่าสนใจกว่า
เมื่อฉินซีกลับไปยังเมืองหนิงชื่อแล้ว เขาก็ไปที่บ้านแม่ของตัวเองเป็อย่างแรก ก่อนหน้านี้จู่ๆ เขาก็ถูกพ่ออย่างฉินหลี่หงเรียกกลับบ้านไปโดยไม่ได้ตั้งตัว นั่นแสดงว่าพวกเขาเห็นฉินซีในข่าวแล้ว ถ้าแบบนั้นแม่ก็อาจจะเห็นแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ไม่อยากให้เขากังวลใจ จึงไม่ได้ติดต่อมา เช่นนั้นเขาควรจะกลับไปหาแม่บ้าง เพื่อให้ท่านสบายใจเสียหน่อยจะดีกว่า
และตอนนี้เขาก็เซ็นสัญญากับกวงิฟิล์มแล้ว หลังจากนี้พวกงานเปิดตัวก็น่าจะค่อยๆ เข้ามามากขึ้น ตอนนี้โอกาสจะได้อยู่กับแม่ก็คงน้อยลงแล้ว
ฉินซีคิดไม่ถึงเลยว่า เมื่อเขาลงมาจากรถแท็กซี่แล้ว จะได้เจอกับซย่าชิงหลีที่มาเดินวนไปมาอยู่หน้าบ้าน ใน่เวลาแบบนี้ เธอก็ยังคงสวมเสื้อผ้าที่ค่อนข้างบาง เธอสวมเสื้อโค้ตยาวสีขาว ด้านในสวมชุดเดรสยาวถึงเข่าสีดำคู่กับรองเท้าส้นสูง เสริมให้รูปร่างดูสูงโปร่งงดงามโดดเด่น แต่ฉินซีกลับขมวดคิ้วแน่น เขาคิดว่าเขาพูดกับซย่าชิงหลีชัดเจนไปแล้ว และไม่คิดว่าเธอจะยังมายุ่งด้วยอีก ถ้าเป็เขาในชาติก่อน เกรงว่าคงคิดไม่ถึงว่าซย่าชิงหลีที่ถือตัวแบบนั้นจะมีวันที่ตามตื๊อเขาไม่เลิกแบบนี้?
ฉินซีสาวเท้ายาวๆ เข้าไป และกระทำราวกับซย่าชิงหลีไม่มีตัวตน ทว่าอีกฝ่ายกลับจับแขนของเขาไว้ “ฉินซี อย่าเพิ่งไป นายฟังฉันพูดก่อน!”
ฉินซีสลัดมือของเธอออกด้วยความรำคาญใจ
ท่าทางของซย่าชิงหลีกลายเป็ร้อนรน เธอรีบถามเขาเสียงดัง “นายๆ เข้าไปอยู่ในวงการบันเทิงแล้วเหรอ?”
ฉินซีถอนหายใจออกมาในใจ ดูเหมือนว่าข่าวของเขาจะถูกคนมากมายรู้เข้าแล้วสินะ
