เจี่ยนซืออินกัดริมฝีปากแน่น นางพยายามอดกลั้น และกลับบ้านไปพร้อมกับกงเยี่ยนชิว กงเยี่ยนชิวยังไม่วางใจ จึงส่งนางไปถึงจวนอัครมหาเสนาบดีด้วยตนเอง เมื่อทำเสร็จแล้วจึงกลับบ้านไปในที่สุด
เจี่ยนซืออินเดินเข้าไปในจวนด้วยท่าทางเซื่องซึม แถมยังจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มารดาของนางเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถามเท่าใดนางก็ไม่ยอมตอบเสียที ทันทีที่กินมื้อค่ำเสร็จ เจี่ยนซืออินก็วิ่งกลับเข้าไปในห้องของตน และไม่ยอมออกมาอีกเลย
ภาพของหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นในอาคารร้างผุดขึ้นมาในหัวอย่างบ้าคลั่งราวกับน้ำพุ พรุ่งนี้เช้า หากนักศึกษาทุกคนในวิทยาลัยหลวงเห็นว่าทั้งสองทำเื่บัดสีกัน เื่จะเป็เช่นไรต่อไป?
เจี่ยนซืออินไม่รู้ แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้คือ นางมั่นใจว่าผลที่ตามมาต้องไม่ใช่เื่ดีแน่ ชื่อเสียงของหลิวอวิ๋นชูก็จะป่นปี้เพราะเื่นี้เช่นกัน
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นทุกที ในอดีตแม้นางจะอยู่ข้างองค์หญิงเจ็ด แต่พวกนางกับหลิวอวิ๋นชูก็อยู่ส่วนใครส่วนมัน ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกัน จึงอยู่กันได้อย่างสันติสุขมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ เพราะนางเลือกยืนอยู่ข้างองค์หญิงเจ็ด หลิวอวิ๋นชูจึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ทั้งสองสนิทสนมและโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ไม่ว่าคนอื่นจะวิจารณ์หลิวอวิ๋นชูอย่างไร ไม่ว่าบิดาของนางจะผิดหวังกับหลิวอวิ๋นชูมากแค่ไหน นางก็รู้ดีว่าหลิวอวิ๋นชูยังคงเป็พี่อวิ๋นชูคนเดิมที่ทั้งใสซื่อและใจดีของนาง
นางแอบร้องไห้อยู่ในห้องเพียงลำพัง ร้องพลางส่ายหน้าแรงๆ นางไม่อยากให้เป็เช่นนี้ นางอยากให้หลิวอวิ๋นชูออกห่างจากเฟิ่งสือจิ่นเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าการกระทำของนางจะสร้างความอัปยศอดสูแก่หลิวอวิ๋นชูได้มากถึงเพียงนี้
แต่พรุ่งนี้เช้า ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปก็ได้...
เจี่ยนซืออินช้อนดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตาขึ้นมา ความคิดในใจแน่วแน่และเด่นชัดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ นางไม่อยากให้หลิวอวิ๋นชูผูกติดกับเฟิ่งสือจิ่นไปตลอดชีวิต ถ้าหาก... ถ้าหลิวอวิ๋นชูคิดสั้น เสนอตัวว่าจะรับผิดชอบโดยการแต่งงานกับเฟิ่งสือจิ่นขึ้นมาจะทำอย่างไร?
เจี่ยนซืออินเด้งตัวลุกขึ้น ความคิดนี้ทำให้นางใจนแทบจะสติแตก พลันความกังวลและตื่นตระหนกก็ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว นางจะปล่อยให้เื่เช่นนี้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด ไม่ได้เด็ดขาด!
เจี่ยนซืออินวิ่งออกไปจากห้อง แล้วรีบสั่งให้คนรับใช้ของตนไปเตรียมรถม้าโดยด่วน แต่ในตอนที่กำลังจะออกจากจวน ท่านอัครมหาเสนาบดีกับฮูหยินกลับรั้งนางเอาไว้เสียก่อน เจี่ยนซืออินพูดระคนร้องไห้ “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่อวิ๋นชูกำลังตกอยู่ในอันตราย ข้าต้องไปช่วยเขา! ตอนนี้เขาถูกขังอยู่ในวิทยาลัยหลวง!”
ฮูหยินแห่งท่านอัครมหาเสนาบดีพูดอย่างตกตะลึง “ทำไมถึงเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นได้?”
เจี่ยนซืออินร้อนใจจนไม่อาจปิดบังสิ่งใดได้อีก นางบอก “เป็ฝีมือขององค์หญิงเจ็ด องค์หญิงเจ็ดอยากเอาคืนเขา...”
ฮูหยินมองไปยังอัครมหาเสนาบดีพลางถามขึ้น “ท่านพี่ ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”
อัครมหาเสนาบดีพยักหน้าเบาๆ “เ้าไปเถิด แต่ไม่ใช่ที่วิทยาลัยหลวง เ้าต้องไปที่จวนองค์ชายสี่ต่างหาก บอกเื่ทั้งหมดออกไป องค์ชายสี่เป็อาจารย์ในวิทยาลัยหลวง เขาจะจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องเอง”
เจี่ยนซืออินได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าหงึกหงัก นางรีบมุดเข้าไปในรถม้าทันที ท่านอัครมหาเสนาบดีมีความคิดรอบคอบเสมอ นางควรทำตามที่ท่านพ่อบอกจริงๆ นั่นแหละ นางควรไปหาองค์ชายสี่ ซูกู้เหยียน ไม่ใช่ไปที่วิทยาลัยหลวงอย่างวู่วามเพียงลำพัง แบบนั้น นางอาจเข้าวิทยาลัยหลวงไม่ได้ด้วยซ้ำ แถมยังจะทำให้มีเื่บาดหมางกับองค์หญิงเจ็ดเสียเปล่าๆ
เจี่ยนซืออินเช็ดน้ำตาบนใบหน้า แล้วสั่งให้คนขับรถม้าเร่งเดินทางไปที่จวนองค์ชายสี่โดยเร็ว ทว่าเพิ่งไปถึงแค่ครึ่งทาง สาวใช้ที่ตาดีของเจี่ยนซืออินก็มองผ่านม่านหน้าต่างออกไปด้านนอก พบว่าใต้ราตรีที่มืดมิด แสงไฟสีอ่อนกับควันโขมงกำลังลอยมาจากทิศของวิทยาลัยหลวงอย่างต่อเนื่อง สาวใช้ร้องอุทานขึ้น “คุณหนู ดูนั่นเร็ว! เกิดไฟไหม้ขึ้นในวิทยาลัยหลวงหรือไม่เ้าคะ?”
เมื่อหันไปมอง เจี่ยนซืออินก็ร้อนใจกว่าเดิมหลายเท่า “เร็วเข้า! รีบไปที่จวนองค์ชายสี่เร็วเข้า!”
ในตอนที่เจี่ยนซืออินไปถึงจวนองค์ชายสี่ ซูกู้เหยียนกับเฟิ่งสือหนิงกำลังจับมือกันเดินชมสวนอย่างหวานซึ้ง ทว่าเจี่ยนซืออินที่วิ่งบุกเข้ามาอย่างไม่สนใจการรั้งของคนรับใช้ในจวนกลับทำลายบรรยากาศเช่นนี้จนหมดสิ้น
เฟิ่งสือหนิงจำเจี่ยนซืออินได้ นางหันไปถามอย่างอ่อนโยน “คุณหนูเจี่ยน? มาที่จวนกลางดึกด้วยท่าทีร้อนรนกระวนกระวายเช่นนี้ มีเื่อะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ?”
เจี่ยนซืออินมองข้ามเฟิ่งสือหนิงไปโดยสิ้นเชิง นางเดินเข้าไปดึงชายเสื้อของซูกู้เหยียนเอาไว้แล้วพูดด้วยใบหน้าซีดเผือด “ท่านอาจารย์ รีบไปช่วยพี่อวิ๋นชูเถิด! เขากับเฟิ่งสือจิ่นถูกองค์หญิงเจ็ดขังเอาไว้ในอาคารร้างหลังวิทยาลัยหลวง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ออกมาเลย! เมื่อครู่... เมื่อครู่นี้ ระหว่างทางมาที่นี่ ข้าเห็นว่าที่วิทยาลัยมีไฟลุกไหม้! เขาจะ... จะถูกไฟคลอกตายเหมือนกับที่นักศึกษาพวกนั้นเคยโดนหรือไม่...” พูดมาถึงตรงนี้ เจี่ยนซืออินก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบจะพูดไม่เป็ภาษาแล้ว
ชายเสื้อเนื้อผ้านุ่มลื่นถูกดึงออกมาจากมือของนางอย่างรวดเร็ว เมื่อเจี่ยนซืออินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ร่างในชุดสีขาวของซูกู้เหยียนก็หายไปที่สุดถนนสายเล็กในสวนดอกไม้แล้ว “กู้เหยียน!” เขาวิ่งออกไปโดยไม่บอกกล่าวแม้แต่คำเดียว เขาไม่ได้ยินเสียงเรียกของเฟิ่งสือหนิงด้วยซ้ำ ร่างของเขาวิ่งหายไปที่หลังกำแพงอย่างรวดเร็ว ที่เป็เช่นนี้ เพราะเป็ห่วงว่าจะเกิดเื่อะไรกับท่านชายหลิว หรือกำลังเป็ห่วง... เฟิ่งสือจิ่น? เฟิ่งสือหนิงหยุดความคิดลงเพียงเท่านั้น นางเองก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาเช่นกัน สิ่งแรกที่คิดได้ก็คือต้องรีบตามซูกู้เหยียนไปให้เร็วที่สุด แต่เพราะเจี่ยนซืออินยังอยู่ที่นี่ เฟิ่งสือหนิงจึงไม่อาจละทิ้งนางได้ ท้ายที่สุดเฟิ่งสือหนิงก็อดกลั้นความรู้สึกที่มีแล้วเดินเข้าไปประคองเจี่ยนซืออิน นางบอก “คุณหนูเจี่ยน อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย อาจารย์ของพวกเ้าไปจัดการเื่นี้แล้ว ต้องไม่มีเื่เลวร้ายเกิดขึ้นแน่นอน เ้ากลับไปก่อนเถิด ดีหรือไม่?”
เจี่ยนซืออินส่ายหน้า “ไม่ได้ ข้าก็จะไปดูเสียหน่อย...”
“คุณหนูเจี่ยน เ้าไปก็จะยิ่งวุ่นวายเสียเปล่าๆ วิทยาลัยหลวงเกิดไฟไหม้ขึ้น ต่อให้เ้าไปแล้วจะทำอะไรได้ หากเกิดอะไรขึ้นมา จวนอัครมหาเสนาบดีจะกังวลเสียเปล่าๆ กลับไปรอฟังข่าวที่จวนเถิด” เฟิ่งสือหนิงเรียกผู้ดูแลจวนมา จากนั้นก็สั่งให้เขาพาคนรับใช้ไปดูสถานการณ์ที่วิทยาลัยหลวง หากมีอะไรที่ช่วยได้ก็จงช่วยอย่างเต็มที่ เมื่อสั่งเสร็จก็สั่งให้คนไปขับรถม้าของเจี่ยนซืออินมารับนางกลับไป
ส่วนเฟิ่งสือหนิง นางเดินทางไปดูสถานการณ์ที่วิทยาลัยหลวงพร้อมกับผู้ดูแลจวนด้วยตนเอง
ซูกู้เหยียนวิ่งอย่างสุดชีวิตจนมาถึงวิทยาลัยหลวง เมื่อมาถึง เหงื่อก็ทำให้คอเสื้อที่ทับกันหลายชั้นของเขาเปียกชุ่มไปหมดแล้ว ชุดสีขาวลอยพลิ้วอย่างงดงามราวเ้าตัวกำลังบินล่องอยู่กลางอากาศ เขาแหงนหน้ามองฟ้า พบว่าเปลวไฟกำลังลุกโชนอย่างร้อนแรง ควันทึบลอยโขมง แถมไฟยังลุกแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย เขามีใบหน้าเคร่งเครียด วินาทีนี้ เขาไม่มีเวลาไปคิดหาที่มาของความร้อนรนและตื่นตระหนกที่อัดแน่นอยู่ภายในหัวใจด้วยซ้ำ ดวงตาอันแสนหนักอึ้งจ้องมองโซ่ที่คล้องล็อกประตูวิทยาลัยเอาไว้ เพียงชั่วครู่ เขาก็ใช้ร่างกายชนประตูบานใหญ่สุดแรง
เคร้ง!
เสียงกระทบหนักๆ ของโลหะดังออกมาจากโซ่เหล็ก เมื่อชนครั้งแรกไม่สำเร็จ เขาก็ชนซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ฝุ่นละอองที่สะสมอยู่เหนือบานประตูเป็เวลานานร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง มันย้อมให้ชุดสีขาวหมองหม่นลงเรื่อยๆ ขณะที่เม็ดเหงื่อก็ไหลลงมาจากกลางหน้าผากไม่หยุด ซูกู้เหยียนเม้มปากแน่น แล้วยกเท้าถีบไปที่ประตูใหญ่เต็มแรง
ในที่สุดโซ่เหล็กก็เริ่มคลายออกบ้างแล้ว
ในอาคารร้าง ควันไฟลอยคลุ้งไปทั่ว เปลวเพลิงแทบจะกลืนกินอาคารร้างลงจนหมดสิ้น ตอนนี้เปลวไฟร้อนแรงเกินกว่าที่พวกเขาจะควบคุมได้แล้ว หลิวอวิ๋นชูยืนอยู่ที่มุมด้านหนึ่ง เขาไอจนน้ำหูน้ำตาไหล ไอหนักราวอยากจะพ่นอวัยวะภายในออกมาให้หมดเช่นนั้น ท่ามกลางควันหนาทึบ เขามองไม่เห็นร่างของเฟิ่งสือจิ่นเลยสักนิด แต่ก็ยังมองไปที่ห้องโถงอันแสนผุพังแล้วะโเสียงดัง คล้ายสามารถมองทะลุฝุ่นควันไปเห็นใบหน้าของนางได้เช่นนั้น “เฟิ่งสือจิ่น! แคกๆ... เฟิ่งสือจิ่น รีบออกมาเร็ว! ไม่เช่นนั้นเ้าต้องถูกไฟคลอกตายแน่!” เปลวเพลิงถูกสายลมนำพา มันกำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องโถงของอาคารแล้ว
