ดวงหน้างดงามของตงฟางซวี่เต็มไปด้วยเ็า ตงฟางรุ่ยคลายมือของตนออก มุมปากแขวนไปด้วยรอยยิ้มยั่วยุ ระหว่างคนทั้งสองเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด
ซีเยว่รีบเดินเข้าไปใกล้ตงฟางซวี่ “ฝ่าาเพคะ คนชั่วผู้นี้ลวนลามหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ได้...”
ไม่รอให้นางกล่าวจบ บุรุษแปลกหน้าก้าวเดินไปทางตงฟางซวี่พลางยกแขนขึ้นสูง ซีเยว่ใ “เด็กๆ! มีนักฆ่า...”
คิดไม่ถึงว่าใบหน้าเ็าของตงฟางซวี่จะปรากฏรอยยิ้มขึ้น ทั้งสองกางมือกอดกันอย่างสนิทสนมราวกับพี่น้องที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานหลายปี
“กลับมาเมื่อไร ถึงกับไม่สั่งให้คนมาบอกข้าสักคำเชียว!”
“รัชทายาทอภิเษกทั้งที เดิมทีก็คิดว่าจะมาทำให้ท่านประหลาดใจเสียหน่อย!” ตงฟางรุ่ยไม่ได้มีมาดอันยโสโอหังเฉกเช่นเมื่อครู่นี้หลงเหลืออยู่อีก ทั้งสองไม่สนใจสตรีที่อยู่ท่ามกลางความตกตะลึงโดยสิ้นเชิง ในการกระทำแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องได้อย่างชัดเจน
“พระชายาเพคะ นั่นคือองค์ชายรอง เพิ่งจะเสด็จกลับมาจากการท่องเที่ยวที่แคว้นทางเหนือเพคะ” แม่นมผู้หนึ่งรีบเข้ามาอธิบายให้ซีเยว่ฟัง เมื่อย้อนนึกไปถึงเมื่อครู่นี้ที่คิดไปว่าตงฟางรุ่ยเป็คนชั่วที่จะมาลวนลามนาง พริบตานั้นบนใบหน้าพลันเกิดความเห่อร้อน กระอักกระอ่วนเป็อย่างยิ่ง
เดิมทีองค์ชายรองนั้นไม่ได้เกิดจากฮองเฮา เพียงแต่ได้รับการเลี้ยงดูสั่งสอนจากฮองเฮามาั้แ่เด็กจึงมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับรัชทายาท เนื่องด้วยหลายปีก่อนหน้านี้รัชทายาทตัดสินใจที่จะเดินทางออกจากแคว้นไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ องค์ชายรองจึงเลียนแบบ จนกระทั่ง่เวลานี้ถึงได้กลับมา
เพียงแต่ตงฟางซวี่เลือกไปแคว้นทางใต้ที่มีภูมิอากาศเป็มิตรกับผู้คน ส่วนตงฟางรุ่ยกลับเลือกไปทางทิศเหนือที่เป็ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ด้วยเหตุนี้นิสัยของเขาจึงค่อยๆ กลายเป็ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์มากขึ้น
“เมื่อครู่น้องเสียมารยาทต่อพระชายา เสด็จพี่คงไม่ตำหนิน้องกระมัง?” ตงฟางรุ่ยยิ้ม ในน้ำเสียงฟังไม่ออกถึงความขออภัยเลยแม้แต่น้อย แขนทั้งสองวางอยู่บนไหล่ของตงฟางซวี่
บุรุษผู้สุภาพมากด้วยมารยาทยิ้มน้อยๆ ดวงตาตกอยู่บนคิ้วของอีกฝ่าย “เ้าสูงขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้หลายปีเพิ่งจะ...”
“ข้าไม่ได้เป็เด็กน้อยเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ต้องทราบว่าหากแข่งมวยปล้ำ กระทั่งพวกคนทางเหนือก็ไม่ใช่คู่มือของข้าเลยแม้แต่คนเดียว!” ตงฟางรุ่ยยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “ได้ข่าวว่าพระชายาเป็องค์หญิงแคว้นอี้หรือ?”
อย่างไรก็ตาม ตงฟางซวี่กลับทำเพียงแย้มยิ้มบางๆ โดยมิกล่าวอันใด เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา ตงฟางรุ่ยจึงเข้าใจกระจ่างอยู่หลายส่วน ราวกับเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความคาดหวัง “เสด็จพี่ ท่านอาจารย์อวิ๋นผู้นั้นเป็ผู้ใดกัน ถึงกับแต่งกายเป็บุรุษออกมาปรากฏตัวที่สนามฝึกม้า ช่างใจกล้ามากจริงๆ แต่สตรีเช่นนี้ข้าชมชอบยิ่งนัก เสด็จพี่จะจัดการให้ข้าพบกับนางสักครั้งได้หรือไม่...”
ท่าทางของตงฟางซวี่ชะงักค้าง คิ้วกระบี่ขมวดบางๆ “เ้าพบนางแล้วหรือ?” ยิ่งไปกว่านั้น เขาถึงกับทราบว่าอวิ๋นซูเป็สตรีที่แต่งกายเป็บุรุษ ท่าทางจะเกิดเื่อะไรที่ตนเองไม่รู้เป็แน่
“ตอนที่เดินทางผ่านไปยังสนามฝึกม้าข้าได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน ข้าจึงเข้าไปดู ไม่คิดว่าจะมีคนที่ฝีมือการขี่ม้าสูงส่งถึงเพียงนี้อยู่ ไม่ด้อยไปกว่าพวกคนทางเหนือที่ข้าได้พบเลยแม้แต่น้อย และถึงกับเป็สตรีผู้หนึ่ง...”
ตงฟางซวี่หยุดฝีเท้าลง นี่จึงทำให้ตงฟางรุ่ยสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเขา
“น้องรัก เื่นี้มิอาจกล่าวกับผู้อื่นได้” ตงฟางซวี่ทิ้งประโยคนี้ไว้ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเดินหายไปจากสายตาของตงฟางรุ่ยเช่นนั้น
นานเพียงใดแล้วที่ไม่ได้เห็นท่าทางเช่นนี้ของรัชทายาท? ตงฟางรุ่ยคิดอยู่นาน ดูท่าระหว่างสตรีผู้นั้นกับเสด็จพี่จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
เพียงแต่เสด็จพี่คิดว่าแสร้งทำเป็โกรธขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วตนเองจะไม่ตามไปถามเขาอีกหรือ? จะดูเบาตนเองเกินไปแล้ว เมื่อคิดถึงตรงนี้ ตงฟางรุ่ยก็ยิ้มออกมาน้อยๆ
...
ภายในตำหนักของรัชทายาท
ซีเยว่นั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกสลักลายดอกไม้อันปรานี มองใบหน้าที่งดงามของตน ตำหนักประทับอันกว้างใหญ่กลับมีนางอยู่เพียงผู้เดียว ในใจรู้สึกหดหู่ยิ่งนัก
คนผู้นั้นส่งจดหมายมาอีกครั้ง บอกให้ตนเองพยายามลงมืออย่างเต็มที่ จะอย่างไรผู้อื่นเป็มีดส่วนตนเป็ปลาบนเขียง ต่อให้กลายเป็พระชายารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินแล้วอย่างไร ต่อให้ตนเองใช้วิธีการใดก็ไม่อาจได้รับหัวใจของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน นางเป็ได้เพียงหมากของแคว้นอี้ไปตลอดกาล
คนผู้นั้น...จะต้องไม่ยอมปล่อยตนเองไปง่ายๆ โดยเด็ดขาด
ทันใดนั้น นางเกิดความเ็ปขึ้นบริเวณหน้าอก ความรู้สึกเช่นนี้ทรมานราวกับูเาพังทลายมหานทีไหลทะลัก ทำให้เบื้องหน้าของซีเยว่มืดลง
ภายในตำหนักเกิดเสียงดังแว่วออกมา ซินหลานที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกใ สั่งคนให้เข้าไปโดยไม่สนใจสิ่งอื่น “พระชายาเพคะ?!”
นางรีบปิดประตูลงด้วยความตื่นตระหนก ซีเยว่ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก “เร็ว ยาแก้พิษ...”
ซีเยว่ในตอนนี้ล้มลงบนพื้น แขนขาของนางแข็งค้างจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้ ซินหลานรีบหยิบห่อยาห่อเล็กออกมาจากบริเวณเอวของนางอย่างรีบร้อน ป้อนให้นางด้วยมืออันสั่นเทาทั้งสอง
หยาดเหงื่อจำนวนมากไหลซึมออกมาบนหน้าผากขาวนวล ความเย็นะเืเคลื่อนลงสู่ลำคอเข้าไปยังทรวงอก ความรู้สึกเ็ปสลายไปราวกับกระแสน้ำ
ซีเยว่สูดหายใจลึก ใบหน้าซีดขาวดีขึ้นมาก
สมควรตาย! ยาพิษนี้นับวันยิ่งส่งผลกระทบที่กระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ คนผู้นั้นกำลังบีบบังคับนางอย่างเห็นได้ชัด! ้าจะลงมือไหนเลยจะง่ายถึงเพียงนั้น ที่นี่ล้วนมีสายตาของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินอยู่ทุกที่!
“เหนียงเหนียง ดีขึ้นหรือไม่เพคะ?” ซินหลานใจนเหงื่อเย็นไหลออกมาทั่วร่าง
ซีเยว่พิงอยู่บนร่างของนาง มองไปยังผงยาที่เหลือไม่มาก ถึงเวลาที่ต้องร้องขอยาแก้แล้ว แต่หากตนเองไม่มีความก้าวหน้าแม้เพียงครึ่งส่วน เกรงว่าคนผู้นั้นจะไม่ยอมส่งยาแก้พิษมาให้ง่ายๆ
“รัชทายาทเล่า?”
“บ่าวไม่ทราบเพคะ” ซินหลานขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ ทุกคนในตำหนักรัชทายาทต่างก็กีดกันนาง หาก้าที่จะสืบข่าวจากเหล่าข้าราชบริพารนั้นเป็เื่ยากมาก “บ่าวรู้สึกได้ว่าจะเดินไปที่ใดล้วนแต่มีผู้อื่นคอยจับจ้อง ด้วยเหตุนี้จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวบุ่มบ่ามเพคะ”
ในตอนนี้ เสียงขององครักษ์ด้านนอกดังแว่วขึ้นมา “พระชายา รัชทายาททรงมีรับสั่งลงมาว่า วันนี้จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคิดถึงเื่ที่สวนบุปผาหลวงเมื่อสักครู่นี้ อารมณ์ของซีเยว่ยิ่งมืดครึ้ม ทันใดนั้นสายตาของนางมีประกายบางอย่าง
องครักษ์เพิ่งจะหมุนตัวไป เสียงประตูเปิดออกก็ดังขึ้น บนใบหน้าของพระชายารัชทายาทประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ เขาจับตาดูสีหน้าของซีเยว่อย่างระมัดระวัง ความจริงแล้วเมื่อสักครู่นี้ เหตุการณ์ที่ซินหลานพุ่งเข้าไปในตำหนักประทับด้วยความตื่นตระหนกถูกเขาพบเข้า ฝ่าากำชับลงมาว่าจะต้องจับตามองการเคลื่อนไหวของพวกนางอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้เมื่อครู่จึงเข้ามาดูเป็พิเศษ
“เปิ่นกงรู้แล้ว จริงสิ อีกสักครู่เ้าพาเปิ่นกงไปที่แห่งหนึ่งด้วย”
น้ำเสียงของซีเยว่ไม่ปรากฏความสงสัยอันใด ไม่รอให้องครักษ์ผู้นั้นตอบกลับ นางก็ปิดประตูเสียงดัง
องครักษ์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในเมื่อฝ่าา้าให้ตนจับตามองพวกนาง เช่นนั้นการติดตามไม่ห่างก็เป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงถอยออกไปรอด้านข้างอย่างสงบ
เพียงไม่นานประตูก็เปิดออก ลมเย็นสายหนึ่งพัดพากลิ่นหอมอันแปลกประหลาดเข้ามา
เขาเงยหน้าขึ้น ชั่วขณะนั้นรู้สึกว่ามีกลุ่มผีเสื้อหลากสีสันบินวนเวียนอยู่เบื้องหน้า ซีเยว่ประดุจดั่งนาง์ที่เดินออกมาจากแดน์ งดงามจนทำให้ผู้คนมิอาจละสายตาได้
น้ำเสียงอันเต็มไปด้วยเสน่ห์ดังแว่วขึ้น “เ้าชื่ออะไร?”
เขาค่อยๆ อ้าปากราวกับไม่สามารถควบคุมได้
“...เฉินชิง”
...
ในขณะเดียวกันอวิ๋นซูก็ได้รับเชิญจากฮองเฮา ภายในตำหนักหงส์ สตรีในชุดฮว๋าฝูอันสุภาพเยือกเย็นมองสตรีงดงามสุกใสที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยความอ่อนโยน สายตาของนางอบอุ่นไม่น้อย เนิ่นนานผ่านไปจึงจะเอ่ยปาก
“หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ไม่พบกันนานทีเดียว”
ในพระทัยของฮองเฮาคาดเดาได้หลายส่วน เกรงว่าการที่รัชทายาทยอมรับความจริงได้จะเป็ผลงานอวิ๋นซูอยู่ไม่น้อย สตรีผู้นี้ไม่สนใจในตำแหน่งพระชายาจริงดังคาด
“ฮองเฮาทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงยิ่งเพคะ”
อวิ๋นซูรับรู้ถึงความเป็มิตรที่แสดงออกมาจากท่าทางของฮองเฮาได้อย่างชัดเจน นับว่าตนเองได้แก้ปัญหายุ่งยากใจให้นางไปอีกปัญหาหนึ่ง
ฮองเฮาพยักพระพักตร์ด้วยความพอพระทัย “ถึงแม้รัชทายาทอภิเษกสมรสไปแล้ว แต่เปิ่นกงรู้ถึงจิตใจของเขาเป็อย่างดี หย่งจี๋เสี้ยนจู่ต้องเข้าใจว่าเปิ่นกงจะไม่ปฏิบัติต่อเ้าไม่ดีโดยเด็ดขาด ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ เปิ่นกงเองก็สิ้นไร้หนทาง เพียงแต่เปิ่นกงหวังว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่จะสามารถช่วยเหลือรัชทายาทอย่างเต็มความสามารถ วันหน้ารัชทายาทได้ขึ้นครองบัลลังก์ วังหลังแห่งนี้จะยังมีตำแหน่งของหย่งจี๋เสี้ยนจู่อยู่อย่างแน่นอน เชื่อว่าจะต้องรุ่งโรจน์อย่างมากเป็แน่”
ในใจของอวิ๋นซูเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง ฮองเฮาถูกใจในความสามารถของนาง คำสัญญาในวันนี้ไม่เพียงแต่เพื่อที่จะทำให้นางรู้ว่า ถึงแม้จะไม่ได้ให้ตําแหน่งพระชายาแก่นาง แต่ขอเพียงนางมีใจ เกียรติยศในวันข้างหน้าจะต้องไม่ด้อยไปกว่าพระชายาโดยเด็ดขาด
ทว่าพระองค์กลับเข้าใจนางผิดไปเสียแล้ว และอวิ๋นซูเองก็ไม่คิดจะอธิบายให้มากความ หากจะบอกฮองเฮาว่าตนเองไม่มีความคิดอันใดต่อรัชทายาท มิสู้ปล่อยให้เข้าใจผิดต่อไป เช่นนี้ก็จะได้รับการสนับสนุนจากฮองเฮา การจะกระทำเื่ต่างๆ ของนางก็จะสะดวกสบายยิ่งขึ้น
“ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันมีบางคำ ไม่ทราบว่าควรจะกล่าวหรือไม่”
ฮองเฮากักเก็บสีหน้า พระองค์รู้ว่าหากไม่มีเื่สำคัญ อวิ๋นซูก็จะไม่ระมัดระวังถึงเพียงนี้ “ต่อหน้าเปิ่นกง หย่งจี๋เสี้ยนจู่สามารถกล่าวได้ตามสะดวก”
อวิ๋นซูมองไปรอบด้าน ฮองเฮาเข้าใจในความหมายของนางได้ในทันที “พวกเ้าถอยออกไปเถิด”
เพียงไม่นาน ในตำหนักก็เหลือเพียงพวกนางสองคน
“โปรดประทานอภัยที่หม่อมฉันละลาบละล้วง พระชายารัชทายาทเป็คนของแคว้นอี้ คิดว่าเหนียงเหนียงเองก็คงมีพระทัยระมัดระวังอยู่บ้าง ตามลักษณะนิสัยการกระทำเื่ราวต่างๆ ของจักรพรรดิแห่งแคว้นอี้ หลังจากที่เขาได้ขึ้นครองราชย์เพียงไม่กี่ปีก็เหยียบย่ำแคว้นต่างๆ ไปเป็จำนวนมาก หากไม่ใช่ว่าแคว้นเฉินแข็งแกร่งจนเขาไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เกรงว่าแคว้นเฉินก็จะกลายเป็เชลยอยู่ใต้กีบเท้าเหล็กของเขาเช่นกัน ตอนนี้การร่วมมือเป็พันธมิตรระหว่างสองแคว้นเป็เพียงแค่แผนการรับมือที่เหมาะสมชั่วคราวเท่านั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็สิ่งลวง เชื่อว่าเหนียงเหนียงเองก็เข้าพระทัยเป็อย่างดีเพคะ”
ฮองเฮาคิดไม่ถึงว่าสตรีตรงหน้าจะสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้ ไม่เสียทีที่ไปเจียงหนานด้วยการกับชางหรงโหว เมื่อได้เห็นโลกภายนอกก็คงจะเปิดโลกทัศน์ของนางให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
“อืม เ้ากล่าวได้ไม่ผิด”
“พระชายารัชทายาทเป็องค์หญิงซีเยว่แห่งแคว้นอี้ ไม่ขอปิดบังเหนียงเหนียง หม่อมฉันทราบว่าองค์หญิงซีเยว่ผู้นี้แท้จริงแล้วเป็คนของตระกูลอวิ๋นแห่งแคว้นอี้ นางได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ราชวงศ์ก่อนหน้าที่จะมายังแคว้นเฉิน คิดว่าจะต้องเป็บุคคลสำคัญคนหนึ่ง ในตอนนี้จำเป็ต้องให้ฝ่าารัชทายาทป้องกันในทางลับ พวกเราทั้งมิอาจสูญเสียคนของแคว้นเฉินและไม่อาจปล่อยให้ผู้อื่นจูงจมูกได้”
ตระกูลอวิ๋นแห่งแค้วนอี้?! ฮองเฮาไม่ทราบฐานะที่แท้จริงของซีเยว่ พระองค์ได้ยินว่าวิชาแพทย์ของตระกูลอวิ๋นเป็หนึ่งไม่มีสอง กระทั่งฮองเฮาแคว้นอี้ก็เป็บุตรีคนโตของภรรยาเอกแห่งตระกูลอวิ๋น กล่าวเช่นนี้หมายความว่าพระชายารู้จักการใช้ยาเช่นนั้นหรือ
ฮองเฮาเงียบไปครู่หนึ่ง วันหน้าในพระราชวังแห่งนี้คงจะมีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน
“ไม่ใช่ว่ารัชทายาทจะเป็อันตรายมากหรอกหรือ?”
อวิ๋นซูพยักหน้าเบาๆ ฮองเฮาในตอนนี้เริ่มรู้สึกเสียพระทัยอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับสิ่งอื่น พระองค์ย่อมให้ความสำคัญกับชีวิตของรัชทายาทของตนมากกว่า ทว่าการปล่อยให้มีสุนัขหมาป่าอยู่ข้างกายรัชทายาทเป็เื่ที่เกินกว่าจะป้องกันได้
“แต่เหนียงเหนียงไม่จำเป็ต้องกังวลไปเพคะ พระชายารัชทายาทเป็บุตรีอนุภรรยาในตระกูลสาขาของตระกูลอวิ๋น นางเป็เพียงหมากตัวหนึ่ง จะต้องมีบางอย่างที่ตัวนางไม่พอใจอยู่เป็แน่ นางพยายามหาวิถีทางเพื่อแย่งชิงความโปรดปรานจากรัชทายาท หากคาดหวังว่าจะสามารถควบคุมนางให้อยู่ในกำมือ มิสู้พวกเราวางแผนกันเสียหน่อยจะดีกว่า สตรีตัวคนเดียวอยู่ในต่างแคว้น ความอ่อนแอในจิตใจเป็สิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ง่ายมากที่สุด หากรัชทายาทได้รับความรักจากนาง บางทีหมากตัวนี้อาจจะสามารถทำประโยชน์ให้แคว้นเฉินของพวกเราได้”
สายตาของอวิ๋นซูเป็ประกาย ทำให้ในชั่วพริบตานั้นฮองเฮารู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง คำพูดของนางทำให้ผู้อื่นเชื่อมั่นโดยไร้ข้อกังขา ฮองเฮาเองก็คิดว่านี่เป็แผนที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่มีผู้ใดเต็มใจที่จะเป็หมากของผู้อื่น พระองค์ยังจดจำวันพระราชพิธีได้ ในตอนที่ซีเยว่ยืนอยู่บนที่สูงและมองลงไปรอบด้าน นางมีท่าทางตื่นเต้น พระองค์เห็นความทะเยอทะยานและความไม่พอใจที่ถาโถมอยู่ในสายตาของซีเยว่ได้อย่างชัดเจน ในจุดนี้มิอาจเสแสร้งได้
หากพระองค์เป็นาง ตำแหน่งมารดาแห่งแผ่นดินในอนาคตของแคว้นหนึ่งๆ ยังดึงดูดไม่พอหรือ? หากทั้งสองแคว้นทำากันจริงๆ ก็ยังไม่แน่ว่าผู้ใดจะชนะ
“หากเรารู้ว่าพระชายาถูกฮองเฮาแคว้นอี้กุมความลับอะไรอยู่ในมือ ก็ย่อมมีวิธีการรักษา”
ในตอนนี้ ฮองเฮาพลันนึกได้ถึงคำพูดประโยคหนึ่งของตงฟางซวี่ขึ้นมาได้ หากอวิ๋นซูเต็มใจ นางก็มีความสามารถเพียงพอที่จะเป็ผู้ช่วยของเขาได้อย่างแน่นอน ต่อให้จะไม่มีเื้ัที่ยิ่งใหญ่ก็ตาม
“เื่นี้หากมอบให้ผู้อื่นไปกระทำ เปิ่นกงย่อมไม่วางใจ”
สิ่งที่อวิ๋นซูรออยู่ก็คือประโยคนี้ “หากฮองเฮาเชื่อใจหม่อมฉัน หม่อมฉันเต็มใจทำให้ดีที่สุดเพคะ”
ภายในดวงตาของคนทั้งสองมีความเข้าใจที่ไม่จำเป็ต้องกล่าว ฮองเฮาทรงพระสรวลอย่างล้ำลึก “ในเมื่อเป็เช่นนี้ หย่งจี๋เสี้ยนจู่จะต้องเป็สหายกับพระชายารัชทายาทให้ดีเสียแล้ว”
