เฟิ่งสือจาวมีสายตาเฉียบคมนางสวมผ้าคลุมปกปิดร่างกาย แต่ก็ยังรู้สึกหนาวเย็นไม่น้อย“นั่นเป็เรืออีกลำที่ชนกับเรือของท่านชายหลิวไม่ใช่หรือ?”
ก่อนหน้านี้เ้าของเรือลำนั้นไม่เอาความหลิวอวิ๋นชู แถมยังยอมเคลื่อนเรือไปยังจุดอื่นอีก
ซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวมองหน้ากันแวบหนึ่งแววตาของทั้งสองอัดแน่นไปด้วยความสะใจหรือเ้าของเรือลำนั้นเห็นว่าในแม่น้ำไม่มีเรือลำอื่นแล้ว จึงคิดเปลี่ยนใจอยากเข้าไปหาเื่หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่น
ซูเหลียนหรูเขย่าแขนของซูจื่อฉินเบาๆ“พี่รอง ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”
ซูจื่อฉินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่หากสองคนนั้นเป็อะไรไป ไม่รู้ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้นบ้างเมื่อคิดได้ดังนั้นก็แบ่งลูกสมุนออกเป็สองกลุ่มกลุ่มหนึ่งให้พาเฟิ่งสือจาวกับซูเหลียนหรูไปส่งส่วนลูกสมุนอีกเพียงไม่กี่คนที่เหลือให้กลับไปที่แม่น้ำพร้อมกับตนพวกเขายืมเรือสำราญมาหนึ่งลำ จากนั้นก็มุ่งตรงไปที่กลางแม่น้ำทันที
ซูเหลียนหรูที่รออยู่บนฝั่งกระทืบเท้าด้วยความโกรธนางะโเสียงดัง “พี่รอง กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!”
เป็อย่างที่คิดเมื่อเห็นว่าเรืออีกลำกำลังมุ่งตรงไปที่เรือของหลิวอวิ๋นชูเช่นกัน เรือที่น่าสงสัยซึ่งเพิ่งมาถึงแค่ครึ่งทางก็เหมือนจะร้อนตัวขึ้นมา เ้าของเรือรีบเปลี่ยนทิศทางแล้วมุ่งตรงไปที่ฝั่งซึ่งอยู่ทิศทางอื่นแทน
ซูจื่อฉินขึ้นไปบนเรือของหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นจากนั้นก็สั่งให้คนแจวเรือเคลื่อนเรือไปจอดที่ฝั่งทันทีที่เขาเปิดม่านในห้องโดยสารออกสิ่งแรกที่ััได้ก็คือกลิ่นสุราที่ลอยคละคลุ้งจนแสบจมูกหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นนอนเกลื่อนอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพทั้งสองเมาจนไม่มีสติแล้ว หากมีคนคิดร้ายกับพวกเขาจริงๆสองคนนี้ก็คงไม่ต่างไปจากปลาบนเขียงที่รอให้คนมาเชือดเท่านั้น
เมื่อเรือเทียบฝั่งซูจื่อฉินสั่งให้ลูกสมุนแบกร่างของหลิวอวิ๋นชูออกมาจากเรือแล้วพาเขาไปส่งที่จวนท่านโหวอันกั๋วทันที อีกด้าน เมื่อหลิวอวิ๋นชูถูกส่งกลับไปภายในห้องโดยสารของเรือก็เหลือเฟิ่งสือจิ่นแค่คนเดียวที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่ซูจื่อฉินนั่งยองๆ อยู่ข้างกายนาง และมองสำรวจเฟิ่งสือจิ่นอย่างละเอียด
นางสวมชุดที่ธรรมดาจนไม่รู้ว่าจะธรรมดากว่านี้ได้อย่างไรที่หัวมีปิ่นไม้เรียบๆ ปักอยู่ สองแก้มแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์สุราทว่าผิวพรรณบริเวณลำคอที่โผล่ออกมานอกคอเสื้อกลับขาวใสประดุจหยกชั้นดี
ซูจื่อฉินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเ็าไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์แฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย“กล้าปองร้ายองค์หญิงเจ็ดอย่างโจ่งแจ้ง อาจหาญไม่น้อยเลยนี่”เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เขาชะงักลงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แม้จะโตแล้วแต่ก็ยังมีหน้าตาเหมือนกับพระชายาแห่งองค์ชายสี่อย่างกับแกะคิดไม่ถึงว่าเ้าจะกลับมาที่นี่อีก”
ท้ายที่สุดซูจื่อฉินก็ก้มลงไปอุ้มร่างของเฟิ่งสือจิ่นขึ้นมาแล้วเดินออกมาจากเรืออย่างใจเย็น เขาออกจากวังโดยการขี่ม้าส่วนซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวเดินทางด้วยรถม้าตอนนี้รถม้าที่มาด้วยกันถูกขับออกไปจนหมดแล้วเหลือแค่ม้าของเขาที่ถูกมัดอยู่ไม่ไกล
ซูจื่อฉินปลดเชือกจูงม้าออกด้วยมือข้างเดียวจากนั้นก็อุ้มเฟิ่งสือจิ่น ะโขึ้นไปบนหลังม้า และสั่งให้มันเดินไปข้างหน้าเฟิ่งสือจิ่นยังคงนอนหลับด้วยร่างกายอ่อนระทวยแต่เพราะเขาโอบเอวนางเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ร่างบางของเฟิ่งสือจิ่นจึงยังนอนพิงอยู่ในอ้อมแขนของเขาได้อย่างสงบ
ในเมืองหลวงองค์ชายสองเป็ผู้ที่มีชื่อเสียงเื่การถนอมดูแลสตรีแถมยังเป็ผู้ที่กะล่อนและเ้าเสน่ห์เป็อย่างมากแม้คนตรงหน้าจะเป็ศิษย์เอกของราชครูที่เป็นักพรตแต่เขาก็ยังแสดงความเป็ชายทะเล้นของตนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
บัดนี้ถนนอันแสนกว้างใหญ่เหลือเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งผู้คนสิ่งที่ดังอยู่ข้างหูเหลือเพียงเสียงกีบเท้าม้าเท่านั้นเฟิ่งสือจิ่นนอนสัปหงกอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อสายลมเย็นๆ พัดผ่านไปนางก็เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายขึ้นเบาๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้นางได้สติแล้วหรือแค่กำลังละเมอเท่านั้น
“กู้เหยียน... ซูกู้เหยียน...”
ซูจื่อฉินเอียงหัวเพื่อฟังเสียงนั้นชัดๆ“เ้าพูดว่าอะไรนะ?” เขาได้ยินชื่อนั้นเพียงแ่เบาแต่ก็ยังประกายรอยยิ้มกะล่อนออกมา “คนที่ช่วยเ้าเอาไว้คือข้า ซูจื่อฉินต่างหากไม่ใช่ซูกู้เหยียน อย่าเรียกชื่อผิดเชียว”
เฟิ่งสือจิ่นเอียงตัวไปด้านหลังพิงลงที่กลางอกของซูจื่อฉิน นางไม่ได้ลืมตา แต่เหมือนกำลังเผชิญกับฝันร้ายบางอย่างคิ้วที่โค้งได้รูปจึงขมวดมุ่น แถมยังเบะปากคล้ายจะร้องไห้ราวกับความฝันนั้นทำให้นางรู้สึกเศร้าใจเป็อย่างมาก นางอดทนอยู่นานแต่ก็ทนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวจึงส่งเสียงสะอื้นออกมาเบาๆ น้ำหยดใสไหลออกมาจากดวงตาที่ปิดสนิทของนางไม่หยุด
ซูจื่อฉินชะงักลงเล็กน้อย“เ้าร้องไห้ทำไมกัน ข้าไม่ได้รังแกอะไรเ้าเสียหน่อย”
เฟิ่งสือจิ่นร้องไห้ด้วยท่าทางโศกเศร้านางอยู่ในอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น ดวงตาที่งดงามและน่าหลงใหลเปิดขึ้นเล็กน้อยน้ำตาทำให้เส้นผมที่บริเวณข้างหูเปียกชุ่มไปหมด นางเป็เหมือนเด็กที่ถูกรังแกและอยากได้รับความอบอุ่นจากซูจื่อฉินเช่นนั้นนางใช้ใบหน้าถูคลอเคลียที่คอเสื้อของอีกฝ่ายไม่หยุดดวงตาที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาช้อนขึ้นมองซูจื่อฉิน แต่เพียงไม่นานนางก็ก้มหน้าลงอีกครั้งสติของนางลอยหายไปจนหมดนางไม่รู้แล้วว่าเื่ในตอนนี้เป็ความจริงหรือความฝันกันแน่และไม่รู้เช่นกันว่าตนอยู่ที่ใดหรืออยู่กับใคร ตอนนี้คนเดียวที่นางจำได้ก็คือซูกู้เหยียนเท่านั้นจึงร้องสะอึกสะอื้นด้วยท่าทางเศร้าโศกยิ่งกว่าเดิม “ซูกู้เหยียนล่ะ...ทำไมเขาถึงไม่มา...”
ซูจื่อฉินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าทำไมเขาถึงไม่มา” เฟิ่งสือจิ่นยังคงร้องไห้ต่อไปซูจื่อฉินปลอบอยู่นาน นอกจากจะไม่ช่วยให้นางหยุดร้องแล้วกลับยังทำให้นางร้องไห้หนักกว่าเดิม ถึงขั้นเอนตัวไปข้างหน้ากอดคอม้าเอาไว้แล้วร้องไห้ไปตลอดทาง
ม้าเองก็คล้ายจะได้รับผลกระทบจากเฟิ่งสือจิ่นจึงพ่นลมหายใจออกมาไม่หยุด
ซูจื่อฉินพูดพึมพำ“ก่อนหน้านี้เ้าเก่งกล้ามากไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้ถึงได้อ่อนแอเช่นนี้เพียงเพราะซูกู้เหยียนแค่คนเดียวเนี่ยนะ”
เฟิ่งสือจิ่นหันหน้ากลับไปนางพูดด้วยน้ำตา “เ้าจะไปเข้าใจอะไร”
ซูจื่อฉินยักไหล่เบาๆ“เอาเช่นนี้ดีไหม เ้าลองฝืนใจตัวเองเสียหน่อย ข้าเองก็เป็คนสกุลซูเหมือนกัน”เขาเงยหน้าแล้วมองตรงไป พบว่าร่างของใครคนหนึ่งกำลังปรากฏขึ้นลิบๆหลังหรี่ตาลงและมองดูคนผู้นั้นอย่างละเอียด ซูจื่อฉินจึงพูดขึ้น“คืนนี้ข้าช่วยเป็ธุระ ส่งเ้ากลับมาก็จริงแต่เ้าอย่าซาบซึ้งหรือรู้สึกขอบคุณข้าเลย ยิ่งไปกว่านั้นเื่ที่เ้าร้องไห้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้าเลยสักนิดอย่าลืมอธิบายเื่นี้ให้อาจารย์ของเ้าเข้าใจด้วยล่ะ”
เฟิ่งสือจิ่นยังจมอยู่ในภวังค์และความรู้สึกของตนเองจึงไม่ได้ตอบอะไร
ซูจื่อฉินพูดต่อ“อาจารย์ของเ้ามาแล้ว”
สักพักกว่าเฟิ่งสือจิ่นจะเงยหน้าแล้วมองไปข้างหน้าผ่านม่านน้ำตาอันแสนพร่ามัว นางรู้สึกเวียนหัวไปหมดแต่ก็ยังเห็นว่าใครคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในทัศนวิสัยของนางอย่างไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไป
จวินเชียนจี้เดินเข้ามาใกล้อย่างเงียบงันเมื่อไปถึงจึงประสานมือเพื่อทำความเคารพต่อซูจื่อฉิน “คารวะองค์ชายสอง”
แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังเคารพและให้เกียรติจวินเชียนจี้ถึงสามส่วนซูจื่อฉินเป็คนเฉลียวฉลาด มองทุกสิ่งได้อย่างทะลุปรุโปร่งเขารีบประสานมือและคารวะกลับ “ท่านราชครูเกรงใจเกินไปแล้ว”เมื่อเขาปล่อยมือจากเฟิ่งสือจิ่น ร่างบางก็เสียหลัก และล้มลงไปอีกทางซูจื่อฉินเห็นดังนั้นก็รีบยื่นมือออกไปดึงร่างตรงหน้าเอาไว้พลางพูดด้วยท่าทางอึดอัดเล็กน้อย “ข้าไปเจอศิษย์ของท่านราชครูโดยบังเอิญดูเหมือนนางจะดื่มจนเมาไม่ได้สติแล้ว ข้าจึงส่งนางกลับมาที่จวนท่านราชครูคงไม่ตำหนิที่ข้ากระทำบุ่มบ่ามก่อนจะได้รับอนุญาตใช่หรือไม่?”
จวินเชียนจี้กึ่งอุ้มกึ่งประคองเฟิ่งสือจิ่นลงมาจากม้าเขาทำทุกอย่างได้อย่างช่ำชอง ใบหน้าไร้อารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้นคาดว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาดูแลเก็บกวาดแทนนางเช่นนี้ทว่าซูจื่อฉินกลับเล็งเห็นความใจเย็นและอ่อนโยนซึ่งยากจะพบเห็นในตัวราชครูจากการกระทำนี้ จวินเชียนจี้บอก“ศิษย์ของข้ามีนิสัยเกเร ไม่รู้กาลเทศะต้องขอบคุณองค์ชายสองที่ช่วยส่งนางกลับมาถึงที่นี่”
ซูจื่อฉินประกายรอยยิ้มบางๆออกมา “เดิมที ข้าเตรียมจะส่งนางกลับไปที่จวนราชครูอย่างปลอดภัยคิดไม่ถึงว่าจะบังเอิญมาเจอกับท่านราชครูที่ออกมาตามหานางด้วยตนเองพอดี ดูท่าท่านราชครูคงจะให้ความสำคัญกับศิษย์คนนี้มาก ในเมื่อข้าส่งนางมาถึงที่แล้วเช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านทั้งสองแล้ว ขอตัวก่อน”
จวินเชียนจี้พยักหน้าเบาๆพลางก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อแสดงถึงความเคารพเฟิ่งสือจิ่นอิงกายอยู่ในอ้อมแขนของจวินเชียนจี้ นางยืนไม่ไหวด้วยซ้ำได้แต่ดึงเสื้อผ้าของจวินเชียนจี้เอาไว้เพื่อฝืนให้ตนยังยืนต่อไปได้ซูจื่อฉินอมยิ้มพลางมองไปยังเฟิ่งสือจิ่นแวบหนึ่ง จากนั้นก็จับบังเหียน ควบคุมให้ม้าเลี้ยวกลับไปด้านหลังและขี่ม้าจากไปในที่สุด
