“…” เนี่ยเซิงเสี่ยวมองไปที่เขา “หมายความว่ายังไง?”
เหยียนจิ่งจื้อลูบหัวเนี่ยเหนี่ยวเหนี่ยว “ตอนนั้นที่เธอทิ้งฉันไปก็เพราะว่าพ่อของฉันเพ่งเล็งตระกูลเนี่ยของพวกเธออยู่เื้ั เพราะเจอคำขู่มากมายถึงได้ทำแบบนั้นสินะ”
เนี่ยเซิงเสี่ยวก้มหน้า เื่นี้ไม่คิดว่าจะสามารถปิดเขาไปได้ตลอดชีวิต ตอนนี้เขาจะรู้แล้วก็ถือเป็เื่ปกติ
“ฉันก็คิดแล้วว่าเธอไม่มีทางทิ้งฉันไปหรอก” เหยียนจิ่งจื้อยักคิ้ว “วางใจเถอะ ต่อไปเขาจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของพวกเราแล้ว พวกเราสามารถอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผยได้ แน่นอนว่าถ้าเธออยากจะเล่นเป็กิ๊กลับๆ ฉันก็จะเล่นกับเธออีกสองสามวัน แต่ว่าความอดทนฉันไม่ได้มีมากพอนะ”
เนี่ยเซิงเสี่ยวฟังเขาจนจบก็เบิกตาค้างและถามเขา “นายทำอะไรลุงเหยียน?”
ที่แท้ที่เหยียนจิ่งจื้องานยุ่งในครั้งนี้ก็เพราะว่าตลาดหุ้นของเฉินตงฝั่งอเมริกาปั่นป่วน ตระกูลเหยียนจึงเริ่มดำเนินการสืบทอดตำแหน่ง ไม่เพียงแต่จะให้เหยียนจิ่งจื้อเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งแล้ว ยังกำจัดอำนาจในด้านมือของเหยียนจวิ้นทิ้งไปด้วย
ตอนนี้การกระทำทั้งหมดของเหยียนจวิ้น เหยียนจิ่งจื้อสามารถจัดการได้อยู่หมัดแล้ว
“เขาในตอนนี้จะมีความไม่พอใจก็ย่อมได้ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้อีก” เหยียนจิ่งจื้อถอนหายใจออกมายาวๆ “ความจริงนะเซิงเสี่ยว พ่อของฉันเขาก็ไม่มีคุณสมบัติอะไรที่จะมาเพ่งเล็งเธอ เพียงแต่เขารักแม่ของฉันมากเกินไป พอขจัดความเสียใจไม่ได้ก็เปลี่ยนมาเอาความเกลียดชังมาลงใส่ที่เธอ ฉันเชื่อว่ามันสามารถแก้ไขอย่างสงบได้”
คืนนั้นเหมือนเหนี่ยวเหนี่ยวฝึกเรียกพ่อจนติดปาก เดี๋ยวก็เรียกพ่อๆ เรียกจนเหยียนจิ่งจื้อยิ้มจนดวงตาโค้งลงอย่างดีใจ
จินเป้ยน่าที่เข้ามารายงานความคืบหน้าบ้างเป็บางครั้ง ถึงกับมองไปยังเหยียนจิ่งจื้อเหมือนเห็นผี หาได้ยากมากที่คนบ้างานสามารถอดทนเวลาเด็กเรียกตอนทำงานได้ และยิ่งหาได้ยากเมื่อคนบ้างานเอางานจากที่ทำงานกลับมาทำที่บ้าน
เนี่ยเซิงเสี่ยวแค่เห็นพ่อลูกอยู่ด้วยกันก็พอใจแล้ว ในหัวถึงขั้นคิดว่าพวกเธอได้มีชีวิตที่มีความสุขตลอดไปแล้ว เมื่อไม่มีอะไรที่สามารถช่วยได้ จึงคิดจะเข้าไปทำอาหารค่ำให้พวกเขาสองคน
เพียงแต่ตอนที่จุดไฟ เหอฉินก็ถือโน้ตบุ๊กเข้ามารายงานกับจินเป้ยน่า จากนั้นพอเหยียนจิ่งจื้อดูเสร็จก็รีบลุกไปคว้าเสื้อนอกมาใส่แล้วเดินออกไปด้านนอก
“มีอะไรหรือ?” เนี่ยเซิงเสี่ยวเดินออกมาด้านนอกด้วยความร้อนใจ ด้านนอกฝนยังตกอยู่เลย “เื่นี้แก้ในวันพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ?”
“เื่เล็กน่ะ ฉันไปจัดการได้จะง่ายกว่า” เหยียนจิ่งจื้อตบบ่าของเธอ จากนั้นก็ก้มลงไปจูบที่มุมปาก “ฉันจะกลับมากินดึกๆ หน่อยนะ”
“พ่อ ผมจะเก็บเอาไว้ให้พ่อนะ อาหารค่ำที่เสี่ยวเสี่ยวทำอร่อยมาก จะต้องกลับมากินนะ” เนี่ยเหนี่ยวเหนี่ยวในตอนนี้เรียกพ่อได้คล่องปากมาก
“เด็กดี จัดการปัญหาเสร็จแล้วจะรีบกลับมาทันที”
จินเป้ยน่าไม่เคยเห็นด้านที่เหยียนจิ่งจื้ออ่อนโยนกับครอบครัวขนาดนี้ ถ้าหากเป็เื่เล็กจริงๆ เธอก็คงจะตบอกแล้วบอกตัวเองทำเองได้ไปแล้ว ไม่มีทางมาแยกครอบครัวที่กว่าจะกลับมารวมตัวได้ก็ยากขนาดนี้แบบนี้หรอก
แต่เื่นี้มันค่อนข้างใหญ่
ฐานการผลิตของพวกเขาถูกะเิ สถานการณ์ในตอนนี้เป็อย่างไรยังไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คืออาจจะมีคนเจ็บและคนตาย
การปรากฏตัวของท่านประธานในตอนนี้จะสร้างความสงบได้มากกว่าผู้ช่วยตัวเล็กๆ อย่างเธอ
ตอนที่เหยียนจิ่งจื้อลงจากตึกก็มองไปยังไฟสีเหลืองอบอุ่นจากชั้น 9 ก่อนจะหมุนตัวขึ้นรถ ในเวลานี้เื่ยากๆ ก็เปลี่ยนเป็เื่ไม่ยากอีกต่อไป
คืนนั้นเหยียนจิ่งจื้อยุ่งมากจนไม่มีโอกาสได้กลับไปอีก ฐานการผลิตทำให้เกิดการะเิที่รุนแรงมาก แต่โชคดีที่มีคนาเ็แต่ไม่มีคนตาย เพียงแต่ถ้าหากไม่ใช่เขาคอยนั่งดูแลอยู่ อาจจะเกิดการร้อนรนหรือสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการาเ็จนตายได้
วันที่อากาศฝนตกหนักแบบนี้ ท่านประธานใหญ่ของเฉินตงลงมาทำงานช่วยเหลือพนักงานในสถานที่เกิดเหตุอยู่ตลอดั้แ่ต้นจนจบ ทำให้ลูกน้องที่ไม่อยากจะทำงานแล้ว อดชื่นชมไม่ได้
ในตอนที่ใกล้เช้า ไม่รู้ว่านักข่าวสำนักนั้นได้ข่าวมาได้อย่างไร พวกเขารีบมาที่นี่ทันที ในตอนนี้ข้างกายของเหยียนจิ่งจื้อไม่มีใครคอยขวางเอาไว้ ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะเข้าใกล้ตัวได้ง่าย
ในแววตาของนักข่าวฝึกงานที่ตามช่างกล้องมาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น จะต้องรู้ว่านี่คือเหยียนจิ่งจื้อผู้มีชื่อเสียงแห่งเฉินตง นักข่าวธรรมดาไม่มีทางได้เจอหน้าเขา ยิ่งไม่ได้พูดถึงเขาที่ได้ยืนใกล้คนดังขนาดนี้ พวกเขาจึงรีบมาเพื่อแย่งโอกาสนี้ ราวกับ้าได้รับกลิ่นอายความสูงส่งนี้มาบ้าง
“ประธานเหยียนคุณรู้ไหมว่าทุกคนต่างประหลาดใจมากที่คุณมาถึงสถานที่เกิดเหตุด้วยตัวเองแบบนี้?” นักข่าวถามเหยียนจิ่งจื้อด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
จินเป้ยน่ารีบเข้ามาเพื่อจะไล่นักข่าวไป แต่จู่ๆ เหยียนจิ่งจื้อก็หันมาทางเธอ ซึ่งเธอก็เข้าใจทันทีและรีบกลับไปอยู่ที่เดิม ในใจรู้สึกแปลกมากๆ วันนี้เหยียนจิ่งจื้อยอมให้นักข่าวสัมภาษณ์?
แต่เหยียนจิ่งจื้อก็ยังไม่ค่อยจะกระตือรือร้นตอบคำถามนักข่าวมากนัก ถ้าคำถามไหนไม่อยากตอบก็จะเงียบ ยังคงรักษาท่าทางเ็าเงียบขรึมเอาไว้ตลอด เหมือนที่เขาอยู่ในสถานที่เกิดเหตุตอนนี้ก็เพราะกำลังช่วยครอบครัวของเขาเองอยู่
นักข่าวอดที่จะพูดออกมาอย่างใไม่ได้ “ประธานเหยียนใจดีจริงๆ ” คำพูดนี้แฝงไปด้วยการยอมรับอยู่เจ็ดส่วน แต่ก็มีความจริงใจอีกสามส่วน เื่บริจาคกระดูกก่อนหน้านี้ก็โด่งดังชนิดที่ว่าไม่ว่านักข่าวคนไหนก็รู้เื่
เดิมทีไม่คิดว่าเหยียนจิ่งจื้อจะตอบ แต่เขากลับมองไปยังนักข่าวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเข้าอกเข้าใจ “คนที่ได้รับาเ็พวกนี้ ไม่แน่ที่บ้านของพวกเขาอาจจะมีคนที่รักเขาที่สุดรอเขากลับบ้านอยู่ มันไม่ใช่ใจดีหรอกครับ แต่เป็ความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่า”
นักข่าวพวกนี้ย่อมหาประโยคแบบนี้ในการสร้างโอกาสอยู่นาน สุดท้ายก็คิดขึ้นได้อย่างใว่าเื่นี้มันมีเงื่อนงำ “ท่านประธานเหยียน เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันแบบนี้…ความหมายก็คือท่านประธานเองก็มีครอบครัวที่รักแล้วหรือคะ?”
“หรือว่าประธานเหยียนจะเป็กลุ่มคนแอบแต่งงานตามที่พูดกัน?”
เื่ซุบซิบแบบนี้เหยียนจิ่งจื้อไม่ค่อยชอบมาั้แ่ไหนแต่ไร ยิ่งเป็ข่าวเื่แอบแต่งงานแบบนี้…ตอนที่จินเป้ยน่าเตรียมจะเข้ามาช่วยเ้านายเคลียร์ความบริสุทธิ์ อย่างน้อยก็พูดสักประโยคสองประโยค แต่จู่ๆ กลับได้ยินเหยียนจิ่งจื้อส่งเสียงผ่านจมูกออกมาว่า “อืม!”
บรรยากาศของการสัมภาษณ์คึกครื้นยิ่งกว่าบรรยากาศที่ช่วยคนเจ็บอยู่ทางนั้น จินเป้ยน่ามองซ้ายมองขวา เมื่อครู่เหยียนจิ่งจื้อจะต้องพูดกับคนอื่นอยู่แน่ๆ เขาไม่มีทางตอบคำถามนักข่าวเมื่อครู่แน่
อืม แน่นอนสิ
เหล่านักข่าวเหมือนยังดึงสติกลับมาไม่ได้ จากการที่เหยียนจิ่งจื้อจะตอบ “อืม” ออกมาอย่างอารมณ์ดีแบบนั้น จึงถือเครื่องอัดเสียงและกล้องมองค้างไว้ทั้งๆอย่างนั้น จนกระทั่งเหยียนจิ่งจื้อหมุนตัวเดินไปพวกเขาถึงจะพบว่าเมื่อครู่ได้เกิดเื่ที่ทำให้คนใแค่ไหน
“ประธานเหยียนอย่าเพิ่งไปค่ะ พอจะบอกได้ไหมว่าภรรยาคือใคร? ”
“ใช่ๆ ขอสอบถามว่าภรรยาของประธานเหยียนใช่คุณติงหรือเปล่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าพวกคุณไปพักผ่อนที่อเมริกาด้วยกันนั้นจริงไหมครับ? ”
“ประธานเหยียน อาทิตย์หน้าหนังที่คุณติงแสดงจะฉายแล้วคุณจะไปดูไหมครับ? ”
จู่ๆ ด้านหลังก็มีคำถามตามมามากมาย ที่น่าเสียดายก็คือ เหยียนจิ่งจื้อได้เดินหนีไปแล้ว เขาไปดูอาการาเ็ของพนักงานที่ตอนนี้อาการได้ดีขึ้นแล้ว และไม่คิดที่จะไปหยอกล้อกับนักข่าวต่อ ทั้งยังปล่อยให้จินเป้ยน่าจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นต่อจากตน ก่อนที่ตัวเองจะเดินจากไปเงียบๆ
จินเป้ยน่าแอบมองค้อนใส่หลังเ้านายตัวเอง นี่สิถึงจะเป็เื่จริงที่น่าใ ที่แท้ประธานเหยียนอยากจะเปิดเผยครอบครัวตัวเองต่อสาธารณะ ไม่อยากให้เนี่ยเซิงเสี่ยวต้องซ่อนตัวอยู่หลังข่าวฉาวของเขาและกลายเป็ซินเดอเรลล่าที่ใครๆ
ก็ไม่รู้จัก
นักข่าวที่ตามมาด้านหลังพอจะได้ยินเื่ราวที่เกิดขึ้นคร่าวๆ ก็รู้สึกเสียดายสุดๆ ข่าวใหญ่ขนาดนี้ พวกเขากลับไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของมัน เช่นนั้นรางวัลสิ้นปีของเขาก็คงจะไม่ได้แล้วสินะ
ในตอนที่กำลังหงุดหงิดอยู่นั้น ตัวแทนโฆษกของเหยียนจิ่งจื้ออย่างจินเป้ยน่าก็ได้รับข่าวจากเ้านายให้มาบอกกับพวกเขาว่า “ต่อไปท่านประธานของพวกเราจะจัดแถลงข่าวเื่โรงงานเพชรที่อยู่ในการดูแลของเฉินตงะเิ และเขาจะเป็ประธานในการจัดงานเองด้วยค่ะ”
จินเป้ยน่าพูดจบก็เดินไปทันที ไม่ต้องคิดเลยว่านักข่าวพวกนี้จะต้องแย่งกันเข้าไปในงานแถลงข่าวแน่นอน ระหว่างทางที่เดินกลับไปหาเหยียนจิ่งจื้อ เธอคำนวณว่าระดับความเสียหายของการะเิในครั้งนี้แล้วก็รู้สึกว่าตารางการแถลงข่าวของท่านประธานมันดีผิดปกติ
คอยอยู่กับพนักงานระดับล่างที่าเ็ทั้งคืน ความใจดีแบบนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีและความเข้าใจกับพนักงานมาได้ไม่น้อยเลย
งานแถลงข่าวเริ่มจะในตอนสิบโมง เหยียนจิ่งจื้อเพียงแค่เข้ามานั่งพักในรถสักพัก ระหว่างนั้นก็โทรไปหาเนี่ยเซิงเสี่ยวไปด้วย แค่ได้ยินเสียงร้อนใจถามเขาว่าอยู่ไหน ใจของเขาก็อ่อนยวบ
“เสี่ยวเสี่ยว เธอเอาข้าวมาให้ฉันหน่อย ฉันหิวแล้ว”
เนี่ยเซิงเสี่ยวก็รู้สึกแปลกๆ “ถ้าหิวแล้วก็ให้ผู้ช่วยจินซื้ออะไรรองท้องให้นายก่อนสิ”
“ไม่กินของพวกนั้น ฉันจะกินข้าวที่เธอทำ”
เนี่ยเซิงเสี่ยวพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้นนายก็ขับรถกลับมากินที่บ้าน ฉันจะทำให้ใหม่”
“ตอนนี้ฉันให้คนไปรับเธอแล้ว” เหยียนจิ่งจื้อเองก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธอมาก เขาออกคำสั่งไปทันที
ทันใดนั้นเนี่ยเซิงเสี่ยวก็เข้าใจที่เขาพูด “จิ่งจื้อ นายคิดว่าฉันโง่หรือ ที่นั่นนักข่าวเยอะจะตาย ฉันเอาข้าวไปให้นาย ก็ถูกจับได้น่ะสิ นายคิดจะทำอะไร? ”
