เจี่ยนซืออินกำขวดยาเอาไว้แน่นคล้ายตัดสินใจบางสิ่งอย่างหนักแน่นแล้ว พลันน้ำตาก็ค่อยๆ รื้นขึ้นมากองรวมกันที่ขอบตา“ข้ารู้ดีว่าพี่อวิ๋นชูเป็คนอย่างไร แต่ในเมื่อข้าแต่งงานกับเขาแล้วก็ไม่อยากปล่อยให้เื่มันยืดเยื้อต่อไปอีก”
เมื่อเห็นว่านางตัดสินใจหนักแน่น ฮูหยินจึงพูดขึ้นอย่างเป็กังวล “ซืออินอย่าทำร้ายตัวเองเชียว ท่านหมอบอกว่าเ้ากำลังตั้งครรภ์ ไม่ควร...”
เจี่ยนซืออินลูบหน้าท้องแบนเรียบของตนเองเบาๆแววตาไร้ซึ่งความรักใคร่ต่อเด็กในท้อง“ถ้าความสุขของข้าเดิมพันได้ด้วยชีวิตของเด็กคนนี้ เช่นนั้นเด็กคนนี้ก็ถือว่าได้ตายอย่างมีคุณค่าที่สุดแล้ว”
ฮูหยินรู้ดีว่ากล่อมนางไม่ได้ ในเมื่อมาถึงขั้นนี้ แถมยังได้ยาลับมาแล้วนางก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบ และถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา อย่างไรเสียเจี่ยนซืออินที่มีเป้าหมายในชีวิตก็ดีกว่าเจี่ยนซืออินที่นึกแต่อยากจะตาย
วันที่สิบห้าเดือนเจ็ดงานมงคลของตระกูลเจี่ยนกับตระกูลหลิวยิ่งใหญ่เป็อย่างมากทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด เจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชูก็โตมาด้วยกันั้แ่เด็กในสายตาของคนนอกพวกเขามองว่างานวิวาห์ของคนทั้งสองถือเป็เื่ที่น่ายินดีเหลือเกินทว่าแท้จริงแล้ว ตระกูลหนึ่งเป็ท่านโหวระดับสอง อีกตระกูลเป็อัครมหาเสนาบดีเมื่อสองตระกูลนี้เกี่ยวดองกัน ก็หมายถึงการผสานเป็หนึ่งของสองมหาอำนาจที่แสนยิ่งใหญ่แม้ในตอนนี้ ทั้งสองตระกูลจะรับใช้ฝ่าาอย่างเป็กลาง แต่ถึงกระนั้นเื่นี้ก็ส่งผลกระทบต่อราชสำนักไม่น้อย ในอนาคต หากผู้ใดได้รับการสนับสนุนจากสองตระกูลนี้ก็เท่ากับได้ตัวช่วยที่ยิ่งใหญ่ไปครองนั่นเอง
เหตุนี้ องค์รัชทายาท หรือก็คือองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นจิ้น ซูอินหลีผู้มีไหวพริบจึงขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าาอย่างอ้อมค้อมให้ตนได้ทำหน้าที่เป็ผู้ดำเนินพิธีวิวาห์ในครั้งนี้ด้วยตนเอง ซึ่งฝ่าาก็ทรงอนุญาตตามคำขอ
ฤกษ์มงคลถูกกำหนดให้เป็่เย็นของวัน
หลายวันนี้ความสนใจของทุกคนในเมืองหลวงต่างก็พุ่งไปที่งานวิวาห์ของเจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชูซูเหลียนหรูจึงเป็อิสระและผ่อนคลายขึ้นมาก เมื่อมีเวลาว่างนางก็จะมุ่งตรงไปที่โรงดนตรีหลานเยว่เพื่อฟังเพลงพิณของหลานเยว่ทันทีนางชอบดื่มสุราของโรงดนตรีหลานเยว่เป็อย่างมากเพราะมันทำให้นางรู้สึกล่องลอยคล้ายดั่งความฝัน
นางนั่งเอนตัวอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง ฟังเสียงครึกครื้นจากฝูงคนและเสียงจากปี่ซูนาที่แสนสนุกสนานของขบวนวิวาห์ที่เคลื่อนผ่านท้องถนนพลางหัวเราะอย่างไม่รู้สึกรู้สา “ผู้หญิงที่เป็ของเหลือแบบนั้นควรค่าให้หลิวอวิ๋นชูจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ด้วยหรือ เอาเถอะๆตระกูลหลิวก็เป็ได้แค่นี้คนอย่างหลิวอวิ๋นชูก็เหมาะกับผู้หญิงโสมมแบบเจี่ยนซืออินเท่านั้น ฮ่าๆๆๆ”
ซูเหลียนหรูหัวเราะอย่างยั่วยวนงดงาม อาจเพราะดื่มสุราจนมึนเมาสายตาที่มองไปยังหลานเยว่จึงเลือนรางและพร่ามัวลงเรื่อยๆ นางใช้มือยันคางแล้วมองดูหลานเยว่ที่กำลังดีดพิณอยู่ ท่วงท่างามสง่า ดูโดดเด่นและสูงส่งไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป เป็เหมือนเทพเซียนที่ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์งดงาม
นางใช้มือยันโต๊ะ แล้วลุกขึ้นยืนโซเซ ดวงตาแฝงไปด้วยรอยยิ้มนางเดินโซซัดโซเซเข้าไปหาหลานเยว่ทีละก้าวๆ ในที่สุดก็ประคองตัวไม่ไหวล้มเข้าไปในอ้อมแขนของหลานเยว่ในที่สุด
หลานเยว่ออกแรงที่มือ นิ้วเรียวกรีดผ่านสายพิณไปอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดเสียงดังรัว เขายื่นมือออกไปโอบซูเหลียนหรูเข้ามาในอ้อมแขนพลางพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน “องค์หญิง ระวังด้วย”
ซูเหลียนหรูยกมือขึ้นมาคล้องคอของเขาเอาไว้นางใช้นิ้วลูบผ่านคิ้วคมของหลานเยว่ไปอย่างแ่เบาพลางพูดขึ้นอย่างพึงพอใจ“หลานเยว่ของข้าดีที่สุดเลย... ั้แ่ที่ข้าได้มารู้จักกับเ้าข้าก็ไม่อยากแต่งกับใครอีก...”
แตกต่างจากซูเหลียนหรูที่พูดจาหยอกเย้าด้วยท่าทางกะล่อนหลานเยว่มีท่าทีราบเรียบ และสง่างามเป็อย่างมากเขายังดูสงบนิ่งไม่ต่างไปจากเดิมเลยสักนิด หลานเยว่อุ้มซูเหลียนหรูขึ้นมาจากพื้นจากนั้นก็เดินตรงไปที่เตียงภายในห้องด้านใน ซูเหลียนหรูหันหน้าไปอีกทางนางมองเห็นม่านข้างเตียงพลิ้วไหว ชวนให้คิดไปไกลแสนไกล หัวใจนางเต้นแรงคล้ายกำลังจะหลุดออกมาจากหน้าอกรู้สึกทั้งแน่นทั้งจุกหน้าอกไปหมด นางกอดคอหลานเยว่แน่น จู่ๆ ก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเสียอย่างนั้นแต่ในความตื่นตระหนกกลับมีความคาดหวังแฝงอยู่ด้วยนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังคาดหวังเื่อะไรกันแน่... แต่ท้ายที่สุด หลานเยว่เพียงวางร่างของนางลงบนเตียงเบาๆโดยไม่ได้ทำอะไรต่อ เขาพูดขึ้น “องค์หญิงดื่มจนเมาแล้ว นอนพักสักตื่นเถิด องค์หญิงบอกว่าคืนนี้ต้องไปร่วมงานวิวาห์ของผู้อื่นด้วยไม่ใช่หรือ?”
การกระทำของเขาเป็ไปตามมารยาททุกอย่างซูเหลียนหรูมองม่านเหนือเตียงอย่างเลื่อนลอย หัวใจยังคงเต้นเร็วไม่ต่างจากเดิมแต่ความผิดหวังกลับเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจ นางพูดพึมพำ “หลานเยว่ เ้าทำเช่นนี้เหมือนยิ่งดึงให้ข้าถลำลึกลงไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถถอนตัวกลับมาได้แล้ว”
เสียงหัวเราะของหลานเยว่ดังเข้ามาจากด้านนอกอย่างแ่เบามันเป็เสียงหัวเราะที่น่าหลงใหลเหลือเกิน
นางคิดในใจ... ชายที่เป็เช่นนี้ ใครที่ไหนจะฝืนใจ ไม่ชอบเขาไหว...
ในขณะเดียวกัน ในห้องอีกห้องภายในโรงดนตรีหลานเยว่ที่นี่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราและยิ่งใหญ่ ม่านหนาๆ ที่คล้อยลงมาทำให้ห้องแห่งนี้ดูอึมครึมลงเล็กน้อย
ธูปหอมที่จุดอยู่ภายในห้องส่งกลิ่นหอมฟุ้งใครคนหนึ่งกำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียง คนผู้นั้นหลับตาพริ้มเขาสวมชุดคลุมสีเหลืองที่ปักลายัสี่เล็บเอาไว้ ภายในห้องที่มีแสงริบหรี่ใบหน้าของเขาแลดูคมเข้มคล้ายได้รับการแกะสลักมาอย่างดี คิ้วหนาแต่ก็ดูทรงอำนาจดูน่าเกรงขามเป็อย่างมาก แม้กำลังหลับตาพักผ่อน แต่ก็ยังให้ความรู้สึกลึกล้ำ ยากจะคาดเดาอยู่ดี
คนรับใช้จากวังหลวงในชุดผ้าแพรสีฟ้ายืนเฝ้าอยู่ข้างเตียงนอน“ทูลองค์รัชทายาท องค์หญิงเจ็ดเข้าไปในห้องของหลานเยว่นานกว่าหนึ่งชั่วยามแล้วจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ออกมาพ่ะย่ะค่ะ” คนรับใช้พูดเสียงแ่เบา
ชายที่นอนอยู่บนเตียงยังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบสนองใดๆ กลับมาคนรับใช้จึงยืนรออยู่ข้างเตียงอย่างสงบ สักพัก ในที่สุดเขาก็ขยับนิ้วมือและเคาะมันลงบนแผ่นไม้ริมเตียงเบาๆ “อืม... ข้ารู้แล้ว”
คนผู้นี้ก็คือองค์ชายใหญ่ หรือก็คือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นจิ้น ซูอินหลีนั่นเอง
“องค์หญิงเจ็ดกับคุณชายหลานเยว่สนิทชิดเชื้อกันเช่นนี้...”
“ปล่อยนางไปเถอะ หลานเยว่สงวนเนื้อสงวนตัวเสมอคงไม่เกิดเื่อะไรขึ้นหรอก” เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ แววตาคู่นั้นยังคงแฝงไปด้วยความเกียจคร้าน“ต่อให้เกิดเื่อะไรขึ้นจริงๆ ก็ไม่เป็ไร” ถ้าเป็เช่นนั้นองค์หญิงเจ็ดก็ไปแต่งงานเพื่อสานสัมพันธ์ที่แคว้นเป่ยหรงไม่ได้องค์ชายสองย่อมดึงแคว้นเป่ยหรงไปเป็พวกไม่ได้เช่นกันซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่ซูอินหลี้านั่นเอง
คนรับใช้พูดต่อ “บ่าวเกรงว่าองค์หญิงเจ็ดจะรู้ความลับของหลานเยว่...”
ซูอินหลีหัวเราะขึ้นเบาๆ อย่างไม่อาจคาดเดาอารมณ์“นางก็เป็แค่เด็กที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งสร้างเื่เดือดร้อนให้ข้าไม่ได้หรอก” พูดจบก็เดินไปหยุดอยู่ข้างหน้าต่าง เขาเปิดม่านออกแล้วมองอากาศด้านนอก
คนรับใช้พูดอย่างนอบน้อม “ฝ่าา สายมากแล้วท่านยังต้องไปดำเนินพิธีวิวาห์ของท่านชายหลิวกับคุณหนูเจี่ยนที่จวนท่านโหวอีก”
“ออกเดินทางได้”
เดิมที ซูเหลียนหรูคิดจะไปร่วมงานวิวาห์ที่จวนท่านโหวอันกั๋วเพื่อเยาะเย้ยหลิวอวิ๋นชูกับเจี่ยนซืออินเสียหน่อยคิดไม่ถึงว่าสุราจะทำให้นางนอนหลับจนเลยเวลาเช่นนี้เมื่อนางตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ ท้องฟ้าก็ถูกราตรีปกคลุมเสียแล้วเกรงว่างานวิวาห์ที่จวนท่านโหวอันกั๋วคงจะเริ่มขึ้นนานแล้ว
ซูเหลียนหรูนวดขมับพลางพูดบ่น “ข้านอนเลยเวลาแล้วแท้ๆทำไมถึงไม่ปลุกข้าล่ะ?”
หลานเยว่หัวเราะอย่างอ่อนโยน “ข้าเห็นว่าองค์หญิงกำลังหลับสบายจึงไม่อยากปลุกให้องค์หญิงตื่นในเวลานั้น เป็ความผิดของหลานเยว่เอง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ความหงุดหงิดจากความง่วงก็มลายหายไปอย่างสิ้นเชิง
ซูเหลียนหรูเดินออกมาจากโรงดนตรีหลานเยว่นางยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะไปที่จวนท่านโหว หรือควรจะกลับวังหลวงดีคิดไม่ถึงว่าขณะกำลังเดินไปตามท้องถนน นางก็พบกับองค์ชายสอง ซูจื่อฉินเข้าโดยบังเอิญ
ดูเหมือนซูจื่อฉินจะมาที่นี่เพื่อตามหานางโดยเฉพาะขอแค่นางเดินอยู่ในท้องถนน ซูจื่อฉินก็หาตัวนางได้ไม่ยากเขาดึงซูเหลียนหรูขึ้นไปบนรถม้าเมื่อได้กลิ่นสุราที่คละคลุ้งอยู่ตามร่างกายของซูเหลียนหรูซูจื่อฉินก็ขมวดคิ้วมุ่น “ใครให้เ้าดื่มสุรามากมายเช่นนี้?”
