เฉินอ๋องปล่อยหรงหว่านซีลงในรถม้าครั้นรถม้ากำลังจะเคลื่อนตัว ทันใดนั้นได้ยินเสียงคนผู้น้องะโเรียกอยู่ไม่ไกล“น้องสาม...”
คือองค์รัชทายาทที่เปิดผ้าม่านพลางกำลังกวักมือเรียกเขา
เฉินอ๋องไม่ได้รีบร้อนขึ้นรถม้าและยืนรอองค์รัชทายาทอยู่หน้ารถม้า
องค์รัชทายาทลงจากรถม้าเฉินอ๋องค้อมคำนับเขาอย่างนอบน้อม “พี่ใหญ่”
เมื่อเทียบกับสีหน้าเอ้อระเหยของเฉินอ๋องสีหน้าขององค์รัชทายาทกลับเคร่งเครียดยิ่งนัก
“เฮ้อ...”เขาถอนหายใจยาวหนึ่งเฮือก ก่อนจะชำเลืองมองในรถม้า“น้องสะใภ้ไม่เป็อะไรใช่หรือไม่? ถูกรังแกหรือเปล่า?”
เฉินอ๋องยกยิ้มแฝงความหมาย“น้องรู้ดีอยู่แก่ใจ เชื้อพระวงศ์เช่นพวกเรายังคงมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีและขีดจำกัดนะพ่ะย่ะค่ะ”
“หึๆ...” องค์รัชทายาทหัวเราะ
“น้องสาม...” องค์รัชทายาทดึงเฉินอ๋องไปยังอีกด้านหนึ่งของรถม้าเอ่ยอย่างเป็ห่วงว่า “เื่ใหญ่โตมาถึงขั้นนี้ ไม่ว่าอย่างไรผู้คนต่างก็รู้กันให้ทั่วข้าคิดว่าหากเ้ายังเก็บสตรีที่สูญเสียชื่อเสียงอันดีงามผู้นี้ไว้ก็เปล่าประโยชน์จะดีหรือไม่หากฉวยโอกาสนี้ทิ้งนางไปเสีย”
แน่นอนว่าองค์รัชทายาทเข้าใจความหมายในคำพูดของเฉินอ๋องทว่าเขากลับไม่ใส่ใจนัก แน่นอนว่าไม่อาจชัดเจนไปมากกว่านี้อีกแล้ว เื่นี้แค่เฉินอ๋องกับเขารู้อยู่แก่ใจแต่ไม่พูดออกมาก็พอ
เพียงแต่...คำพูดประชดประชันเช่นนี้ พูดออกมาก็ไม่เห็นจะเป็อะไร
“พี่ทำไปก็เพื่อเ้า”องค์รัชทายาทหัวเราะเสียงเบา “แท้จริงแล้วพี่ดูออกว่าในใจของเ้ายังคงมีฮุ้ยเหม่ยเหรินของเปิ่นกงเหตุที่แต่งงานกับหรงหว่านซีเพื่อชื่อเสียงอันดีงามเท่านั้นตอนนี้เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น หรงหว่านซียังจะมีประโยชน์อะไรกับเ้าอีก?”
คำพูดเช่นนี้ขององค์รัชทายาทแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังโอ้อวดหลังแผนการสำเร็จลุล่วง
เขาอยากให้เฉินอ๋องรู้เอาไว้ว่าสิ่งที่เขาทำสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เื่อำนาจของผู้ควบคุมตรวจตราที่จะมาอยู่ในมือวันพรุ่งนี้แต่เขายังสามารถทำลายหรงหว่านซีได้ด้วย
เื่วุ่นวายในครั้งนี้ไม่ใช่เื่เล็กน้อยเช่นเมื่อครั้งก่อนแต่งงานเื่เมื่อครั้งก่อนแต่งงานก็แค่้าให้เ้าสามหวาดระแวงเท่านั้นแต่ครั้งนี้ผู้คนต่างรู้กันโดยทั่วเสียแล้ว
แม้จะบอกว่าพระพันปีกับเสด็จพ่อทรงใส่พระทัยเื่ความบริสุทธิ์ของพระสุณิสาเป็อย่างมากแต่ขอแค่หรงหว่านซีไม่ตาย เื่นี้ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่ถึงขั้นไม่อาจเล่นละครตบตา
นางก็ถูกลักพาตัวไปแล้ว โจรจากยุทธภพก็ถูกยืมชื่อมาใช้แล้วต่อให้ครั้งนี้หรงหว่านซีไม่ถูกพามาอยู่ในโถงพิจารณาคดี แต่หากไทเฮากับเสด็จพ่อทรงได้ยินเื่ที่นางถูกลักพาตัวย่อมต้องสงสัยในความบริสุทธิ์ของหรงหว่านซีอย่างแน่นอน
แม้จะนึกสงสัยแต่เื่คลุมเครือเช่นนี้ไม่ถึงขั้นทำให้ไทเฮาและเสด็จพ่อพิโรธจนมีพระราชโองการให้ตามสังหารกลุ่มโจรจนสิ้นซากยิ่งเป็เื่เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของพระสุณิสาของเชื้อพระวงศ์พระพันปีกับเสด็จพ่อกลับหวังว่าเื่นี้จะผ่านไปโดยเร็วเพียงแต่หลังเกิดเื่นี้ ท่าทีที่มีต่อหรงหว่านซีคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ไม่ว่าจะจัดการเื่นี้อย่างเงียบเชียบหรือเอิกเกริกยิ่งใหญ่ผลลัพธ์ไม่แตกต่าง แล้วเหตุใดเขาถึงจะไม่ทำเื่นี้ให้เป็เื่ใหญ่เพื่อให้เ้าสาวต้องลำบากใจสักหน่อย?
เฉินอ๋องมององค์รัชทายาทพลางอมยิ้ม ครู่หนึ่งเอ่ยหยอกเย้าพลางกดเสียงต่ำ“แน่นอนว่ายังมีประโยชน์พ่ะย่ะค่ะ ก็เหมือนกับองุ่นในสวนดอกไม้ของน้องแม้ความจริงแล้วน้องจะไม่เคยกินมันสักครั้งคนนอกนึกอยากจะกินมากเพียงใดก็เด็ดไม่ได้ ขอเพียงมันยังอยู่ในสวนดอกไม้ ต่อให้ผู้อื่นตะกละตะกลามเช่นไรก็ไม่อาจลิ้มลองนี่ก็คือคุณค่าของมัน”
“หึๆ...” องค์รัชทายาทหัวเราะ“น้องสามนี่นะ...”
กล่าวพลางชำเลืองมองในรถม้า“เหตุใดเปิ่นกงถึงรู้สึกว่าเ้าไม่อาจกดข่มอารมณ์? แต่ไหนแต่ไรมาเ้าไม่เคยพูดอะไรที่ชัดเจนเช่นนี้มาก่อน”
“น้องพูดอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เฉินอ๋องเอ่ยทั้งรอยยิ้มพร้อมกับตีหน้าซื่อ “แค่พี่ใหญ่ถามมาน้องจึงพูดจาหยอกล้อกลับไปเท่านั้น พี่ใหญ่...”
เฉินอ๋องตบบ่าองค์รัชทายาท“พวกเราเป็พี่น้องที่คบค้าสมาคมกัน ท่านทำอะไรให้มันง่ายขึ้นสักหน่อยเถิดน้องปฏิบัติต่อพี่ใหญ่ด้วยความจริงใจ หากพี่ใหญ่ยังคาดเดาน้องมั่วไปหมดเช่นนี้ จะไม่เป็การทำลายความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของท่านกับข้าหรอกหรือ? ครั้งสองครั้งยังพอไหวถือเสียว่าเป็การหยอกล้อระหว่างพี่ชายน้องชาย แต่หากมากครั้งมากคราวเกินไป... หึๆ...แน่นอนว่าผู้เป็พี่ย่อมเป็ใหญ่ ต่อให้มากครั้งไปสักหน่อย น้องก็ยังจะเคารพพี่ใหญ่ดุจบิดาดังเดิมพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าไปล่ะ...พี่ใหญ่รีบเข้าไปดูเหม่ยเหรินเถิด ไม่ต้องเป็ห่วงน้อง...”เฉินอ๋องโบกมือก่อนจะะโขึ้นรถม้าทั้งรอยยิ้ม
องค์รัชทายาทมองรถม้าของจวนเฉินอ๋องเคลื่อนตัวออกไปไกลหลังผ่านถนนสายสั้นนี้เข้าสู่ตลาดก็ไม่พบร่องรอย เขาส่ายหน้าพลางยกยิ้มขมขื่นเอ่ยตัดพ้อว่า “น้องสาม หากเป็เพียงครอบครัวประชาชนทั่วไปคำพูดที่เ้าบอกว่าปฏิบัติต่อข้าอย่างจริงใจ ข้าจะต้องเชื่ออย่างแน่นอน แต่ในครอบครัวของจักรพรรดินอกจากสิ่งที่อยู่พระราชโองการก็ไม่มีอะไรแน่นอนทั้งนั้น...ก็เหมือนกับที่พูดเช่นนี้ กระทั่งตัวเ้าเองก็ยังไม่เชื่อเช่นกัน”
พวกเขาได้รับการปลูกฝังจากมารดาของพวกตนมาั้แ่เด็กพบเห็นการแก่งแย่งชิงดีภายในวังหลวงหมดทุกอย่าง ต่อให้เป็วัยเด็กที่แสนใสซื่อบริสุทธิ์ระหว่างบรรดาพี่ชายน้องชายกลับไม่เคยมีคำว่า “ปฏิบัติอย่างจริงใจ”
นี่คือความเศร้าสลดของการเป็เชื้อพระวงศ์...
บนโลกใบนี้ ผู้ที่เชื่อถือได้มากที่สุดคือครอบครัวทว่าสายใยครอบครัวของจักรพรรดิช่างบอบเบาเกินไป ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาหรือพี่ชายน้องชายล้วนยากจะคาดเดาทุกคนเป็แค่หมากในกระดานหมากแห่งอำนาจทว่าทุกคนต่างก็อยากให้ตนเองกลายเป็เ้าของกระดานหมากทั้งหมด...
เฉินอ๋องกับหรงหว่านซีกลับมาถึงจวนเขาอุ้มหรงหว่านซีลงรถม้าแล้วเดินตรงไปยังตำหนักจาวเต๋อ
ท่านหมอจูกำลังรออยู่ในตำหนักเมื่อเห็นเฉินอ๋องกลับมาจึงรีบเดินเข้ามา “เตี้ยนเซี่ยเหนียงเหนียงเป็อะไรไปพ่ะย่ะค่ะ?”
“เหมือนถูกยาอะไรบางอย่างเ้าลองตรวจดู ดูสิว่ามีอันตรายหรือไม่?” เฉินอ๋องอุ้มหรงหว่านซีเข้าไปในห้อง
เขาวางหรงหว่านซีลงบนเตียงและกระชับคอเสื้อให้นางอย่างระมัดระวัง
ท่านหมอจูใช้ผ้าเช่นหน้าวางทับก่อนจะจับชีพจรขมวดคิ้วแล้วเอ่ย “นี่ไม่ใช่ยาธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ ยามีฤทธิ์แรงยิ่งนักจากการตรวจชีพจร คาดว่าน่าจะมีฤทธิ์ยาวนานถึงสามชั่วยามพ่ะย่ะค่ะเห็นทีคงต้องฝังเข็มขับพิษเท่านั้น”
“ได้ รบกวนท่านรักษาพระชายาประเดี๋ยวนี้”เฉินอ๋องเอ่ย
เมื่อได้ยินท่านหมอจูกล่าวเช่นนี้เฉินอ๋องจึงรู้แล้วว่าครั้งนี้องค์รัชทายาทยังคงใช้จุ้ยเมิ่งฉาง
ยานี้ใช้ดีเหลือเกินเห็นทีองค์รัชทายาทคงใช้จนติดใจและถนัดมือเสียแล้วไม่รู้ว่าท่านหมอเจียงศึกษาจนเป็อย่างไรบ้างแล้ว คงต้องรอให้เด็กคนนี้ฟื้นเสียก่อนค่อยพานางกลับจวนสักครั้ง
ข้อแรก แม่ทัพหรงจะได้สบายใจ ข้อสองแน่นอนว่าจะได้ถามเื่ความคืบหน้าของจุ้ยเมิ่งฉาง
แม้จะบอกว่ายานี้ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเขาในตอนนี้แต่อนาคตข้างหน้าอาจสามารถใช้รับมือด้วยวิธีเดียวกัน
เฉินอ๋องมองใบหน้าราบเรียบของเด็กผู้หญิงคนนั้นใบหน้าที่เดิมทีสุราเยือกเย็นกลับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว...
ครั้งนี้ทำให้เ้าต้องพลอยลำบากไปด้วยเสียแล้ว...
หากเขากับนางไม่ได้กลายเป็สามีภรรยากันนางในตอนนี้คงเป็เด็กผู้หญิงที่อยู่ในห้องนอนเพื่อรอออกเรือนด้วยความยินดีกระมัง
แน่นอนว่า... ร่างกายของนางจนถึงวันนี้ก็ยังเป็หญิงบริสุทธิ์...
เมื่อมองท่านหมอจูฝังเข็มขับพิษให้นางและใบหน้างามล้ำที่กำลังหลับใหลเฉินอ๋องอดคิดไม่ได้ว่าหากตนไม่เสนอหนทางนี้ จากความฉลาดของนางนางอาจสามารถคิดหาหนทางอื่น
ครั้งนั้นในเรือนซูหนวี่ฟาง เมื่อเขาเห็นใบหน้าราบเรียบเปื้อนน้ำตาของนางภายในใจของเขามั่นใจแล้วว่านางคือหนึ่งเดียวที่งามเทียบเทียมกับเยว่เอ๋อร์ตอนนั้นที่เขาเกิดความคิดจะแต่งนางเข้าจวนด้านหนึ่งเป็เพราะอยากจะเอาคืนองค์รัชทายาทเื่เยว่เอ๋อร์อีกด้านหนึ่งเป็เพราะนางมีชื่อเสียงอันดีงาม หากแต่งนางเป็พระชายาย่อมเป็ผลดีต่อการใหญ่
แต่ความเป็จริง ในจิตใต้สำนึกของเขายังมีเหตุผลที่แสนง่ายดายอีกด้านหนึ่งนั่นก็คือ— เพราะนางสวย
เขาไม่เคยปฏิเสธว่าตนเ้าชู้บรรดาอนุชายาเหล่านี้ที่เขาพาเข้าจวนก็เพราะเห็นว่าสวย รูปลักษณ์มีส่วนช่วยให้ลุ่มหลงก็คืออีกเื่หนึ่งแต่เขาไม่ใช่คนที่จะพาสตรีนางใดก็ได้กลับจวน เพราะเงื่อนไขแรกจะต้อง...สวย
แต่หลังจากได้อยู่ด้วยกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขากลับไม่ได้สนใจในชื่อเสียงและรูปลักษณ์ภายนอกของนางถึงเพียงนั้น
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกจากใจจริงที่เขามีต่อนางกลับกลายเป็ความสนใจและอยากค้นหา...
ความงามเป็ที่เลื่องลือทั่วหล้าจริงๆเฉินอ๋องหัวเราะพลางส่ายหน้า...เขาแอบหัวเราะเยาะให้ตัวเองถึงอย่างไรก็เป็เพราะนางหน้าตางดงามเท่านั้นไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ปรายตามองและไม่อยากค้นหา ข้อแรกจะต้องสวยถึงสามารถดึงดูดความสนใจของเขาความสนใจไม่ลึกซึ้งเช่นนี้จะเทียบกับความรู้สึกที่เขามีต่อเยว่เอ๋อร์ได้อย่างไร?
พวกเขาเป็สหายร่วมสำนักไท่เฉวสามปียามร่ำเรียนแลกเปลี่ยนความรู้ ยามเลิกเรียนเที่ยวชมูเาและแม่น้ำพูดจาสัพเพเหระด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็เหมยเขียวม้าไม้ไผ่รู้จักมักจี่กันมาั้แ่เด็ก...
ยามนี้ คนงามอยู่ในความมืดมิดและข้างกายเขาก็มีไข่มุกราตรีที่อยู่ไม่ถูกที่เช่นกัน
เพียงแต่ทั้งคนงามและไข่มุกราตรีต่างก็มีชะตาชีวิตอาภัพช่างน่าเสียดาย
ฝีมือทางด้านการรักษาของท่านหมอจูยอดเยี่ยมยิ่งนักเมื่อเทียบกับท่านหมอเจียงในจวนแม่ทัพ แน่นอนว่าต้องเหนือกว่าโดยไม่มีทางเป็รองเพราะใช้เวลาน้อยกว่าท่านหมอเจียงสักหน่อยก็สามารถขับพิษออกจากร่างกายหรงหว่านซี
“เตี้ยนเซี่ยกระหม่อมลองตรวจชีพจรดู พบว่าพิษถูกขับออกหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะเพียงแต่พระวรกายของเหนียงเหนียงยังคงหลับลึก แค่ใช้ผ้าเย็นวางไว้บนพระนลาฏของเหนียงเหนียงเหนียงเหนียงก็จะตื่นบรรทมโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอจูเอ่ย
ครั้นชูเซี่ยกับจือชิวที่รออยู่ด้านนอกได้ยินเข้าไม่ต้องให้เฉินอ๋องออกคำสั่ง พวกนางสองคนต่างรีบไปเตรียมผ้าเย็นเสียแล้ว
คล้ายเซวี่ยหรงรับรู้ได้ว่าเกิดเื่ไม่ดีเดิมมักจะวนเวียนพันแข้งพันขาชูเซี่ยเมื่อเห็นชูเซี่ยเดินออกไปกลับชะโงกหน้าเข้ามาภายในห้อง เงยหน้าพลางกระดิกห่างมองหรงหว่านซีที่นอนอยู่บนเตียง
เฉินอ๋องหัวเราะเขานั่งลงข้างเตียงและกุมมือหรงหว่านซี...
“เ้าดูสิว่าเ้าเป็คนที่มีวาสนามากเพียงใด?กระทั่งเ้าหมาน้อยยังเป็ห่วงเ้า” เฉินอ๋องเอ่ยในน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความรักและอ่อนโยนโดยที่ตนไม่ทันใดรู้ตัว
“หงิง...โฮ่ง...”เซวี่ยหรงส่งเสียงร้องสองครั้งราวกับได้ยินว่ามีคนกล่าวถึงมัน
ไม่นานนักชูเซี่ยกับจือชิวจึงถือผ้าเย็นเข้ามาวางไว้บนหน้าผากหรงหว่านซี
“พวกเ้าสองคนจงไปเอาสำรับอาหารที่โรงครัวหลังกลับมาไปทำข้าวต้มในห้องครัวเล็กให้พระชายา” เฉินอ๋องออกคำสั่ง
“ให้ห้องครัวทำแล้วส่งมาก็ได้แล้วไม่ใช่หรือเพคะ?”จือชิวเอ่ย
เมื่อเห็นคุณหนูของตนกำลังจะฟื้นความคิดเช่นก่อนหน้านี้จึงไม่มีอีกต่อไปและมีเพียงความเป็กังวลยามนี้นางอยากจะอยู่เฝ้าคุณหนูของตนเท่านั้น
ชูเซี่ยรู้ว่าเฉินอ๋องจงใจไล่พวกนางออกไปด้วยเหตุนี้จึงจูงมือจือชิวและเอ่ย “วางใจเถิดฝีมือการรักษาของท่านหมอจูล้ำเลิศยิ่งนักคุณหนูจะต้องฟื้นขึ้นมาอย่างปลอดภัยแน่นอน”
