ความสุขจากของขวัญปีใหม่ของโจวเฉิงทำให้อารมณ์เบิกบานของคนทั้งครอบครัวดำเนินต่อไปจนถึงวันถัดมา
หลี่เฟิ่งเหมยอยากซื้อโทรทัศน์ เซี่ยเสี่ยวหลานก็เห็นด้วยอย่างไรเสียถ้ามีเสื้อผ้าชิ้นใหญ่ที่ซักยาก ก็สามารถนำไปซักที่บ้านย่าอวี๋ที่อยู่ไม่ไกลเท่าไรนักได้
ตอนเช้าหลิวเฟินตื่นนอนค่อนข้างเร็ว
เธอจะไปเซี่ยนอีจงเพื่อประชุมผู้ปกครองให้เซี่ยเสี่ยวหลาน เธอไม่ได้สวมเสื้อผ้าดูดีมากมายนักไปหาเพียงเสื้ออ่าวกันหนาวที่สะอาดเอี่ยมสักตัวใส่ หวีเผ้าผมจนเป็ระเบียบเซี่ยเสี่ยวหลานยังบอกให้เธอทาครีมเกล็ดหิมะบนใบหน้าเล็กน้อย มือก็อย่าลืมทาน้ำมันหอยและสวมถุงมือด้วย
“แม่ เหมือนแม่ขาวขึ้นนิดหน่อยแล้วหรือเปล่า?”
หลิวเฟินไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของตนเองนัก หลี่เฟิ่งเหมยที่ได้ยินดังนั้นก็วิ่งมาสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“ขาวกว่าตอนหน้าร้อนมากทีเดียว”
อันที่จริงผิวพรรณใช่ว่าจะขาวผ่องขึ้นกี่ระดับได้เสมอไปปัญหาผิวของหลิวเฟินไม่ใช่แค่ดำคล้ำเพราะตากแดดตากลม ยังมีความเหลืองจากการเืลมไม่ดีด้วยหลายเดือนมานี้เธอได้รับประทานของดี มีเื่กวนใจลดน้อยลง ชีวิตทุกๆ วันผ่านไปอย่างมีความหวังเืลมในร่างกายที่ขาดหายไปค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา ความเหลืองเจือจางแล้วแม้ผิวพรรณยังคงไม่ขาว ทว่ามีน้ำมีนวลมากขึ้น
สีผิวสม่ำเสมอแล้ว ขาวหรือไม่ก็ไม่สำคัญขนาดนั้น
ทุกวันได้เจออาหารที่มีเนื้อสัตว์ชีวิตสมดุลที่แป้งข้าวเนื้อไข่สมบูรณ์พร้อมไม่ขาดสารอาหารเมื่อเทียบกับทั้งวันที่รับประทานเพียงข้ามต้มมันเทศเคียงผักดองเค็มบะหมี่ครึ่งชามที่ต้องดื่มน้ำซุปสองชาม เวลาเก็บเกี่ยวถึงได้เจอข้าวสวย ช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกินนอกจากความเหลืองบนใบหน้าของหลิวเฟินได้หายไปแล้วนั้น สีผิวหน้าก็สม่ำเสมอขึ้นด้วยแม้แต่เส้นผมยังมีความเงางาม
เธออายุยังไม่ถึง 40 ปีตอนอยู่ตระกูลเซี่ยก็เริ่มเกิดผมหงอกแล้ว
ตอนนี้มีสารอาหารเพียงพอ ผมขาวไม่เพียงแต่ไม่เกิดใหม่ ยังมีแนวโน้มลดน้อยลงอีกด้วย
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นมารดาเป็เช่นนี้ก็ยินดี “กลับซางตูเมื่อไรจะทำงาดำต้มให้แม่หนึ่งชามทุกวันเลย”
หลิวเฟินค่อนข้างประหม่า เมื่อแน่ใจว่าตนเองแต่งกายเหมาะสมดูแล้วไม่ซอมซ่อ ถึงได้เตรียมพร้อมออกจากบ้าน เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มแย้มพลางถามเธอ “ไม่ต้องไปเป็เพื่อนแม่จริงนะ? ฉันได้ยินว่านักเรียนก็สามารถไปได้”
“ไม่ต้องไม่ต้อง ลูกอยู่บ้านอ่านหนังสือได้ตั้งครึ่งวัน... แม่ไปคนเดียวได้”
หลิวเฟินไม่เคยประชุมผู้ปกครอง แต่ตัวเธอเองก็เป็คนเคยทำธุรกิจกากน้ำมัน คงเหมือนตอนขายกากน้ำมันนั่นแหละอาจารย์ในโรงเรียนพูดอะไรเธอก็ฟังไว้ก็ พอแล้วสินะ?
“เดี๋ยวพวกเราอยู่บ้านเก็บข้าวของจนเรียบร้อยแล้ว ตอนกลางวันค่อยรวมตัวกับแม่ที่เขตอันชิ่งตอนบ่ายก็นั่งรถรับส่งไปซางตูด้วยกัน แม่รู้จักน้าหวงใช่ไหมร้านของเธออยู่ตรงหน้าประตูโรงเรียน ถ้ามีธุระที่จัดการยาก แม่ก็ขอให้น้าหวงช่วยนะกลางวันพวกเราทุกคนจะไปกินข้าวราดในร้านน้าหวงกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานย้ำเตือนละเอียดถี่ถ้วนหลี่เฟิ่งเหมยเห็นแล้วถึงกับหลุดหัวเราะ
“ใครเป็แม่กันแน่นะ? หลานแทบทำแม่เป็เด็กน้อยแล้ว!”
----------------------------------------
ตอนหลิวเฟินเดินไปถึงประตูเซี่ยนอีจงเพิ่งเป็เวลาแปดโมงกว่า
จางจี้อาหารว่างและน้าหวงจานด่วนเริ่มเปิดกิจการอีกครั้ง ตรุษจีนทั้งทีใครบ้างเล่าที่ไม่อยากพักผ่อนแต่หน้าร้าน้าเงินค่าเช่า ปิดร้านหนึ่งวันก็ต้องเปลืองค่าเช่าไปหนึ่งวันไม่ว่าวันที่สี่เดือนเจิงจะมีคนมารับประทานเท่าไร หากเปิดร้านย่อมมีลูกค้ายุงตัวเล็กเพียงใดก็เป็เนื้ออยู่ดี [1]
เดิมทีมีเพียงจางจี้ร้านเดียวที่บริหารผูกขาดบนถนนสายนี้ แต่ทุกวันนี้น้าหวงจานด่วนชิงลูกค้าเสียมากกว่าใครพักมากขึ้นหนึ่งวัน ย่อมต้องมองคู่แข่งทำเงิน จางชุ่ยไม่ยอมเห็นชอบน้าหวงก็ไม่ยินดี เมื่อวานนักเรียนมัธยมปลายปีสามกลับโรงเรียน ทั้งสองร้านจึงเปิดทำการั้แ่เมื่อวาน
ความจริงยังพอมีลูกค้าอยู่บ้าง เดือนเจิงเพิ่งเริ่มต้นคนเมืองก็ต้องเยี่ยมเยียนเครือญาติ วันตรุษจีนทุกคนล้วน้าพักผ่อนสักหน่อยตอนเช้าออกเดินทางจึงเลือกรับประทานอาหารเช้านอกบ้าน จากนั้นค่อยไปบ้านญาติก็ยังได้หนึ่งครอบครัวสามชีวิตกินดื่มอิ่มเปรม มากที่สุดเป็จำนวนเงิน 2 หยวน
ถ้ามีเด็กในบ้านหลายคน เงินที่ต้องจ่ายย่อมมากไปด้วย
ยามเช้าน้าหวงจานด่วนไม่ทำอาหารว่างละลานตาประเภทนั้น เธอขายแค่บะหมี่ด้วยฝีมือซึ่งสืบทอดต่อกันมานานของน้าหวง เคี่ยวน้ำซุปกระดูกทั้งคืนโดยใช้ไฟอ่อนไม่ต้องใส่เครื่องปรุงมากมาย ใส่เพียงต้นหอมเล็กน้อยเกลืออีกนิดหน่อยก็หอมหวนเป็พิเศษ หรือหากไม่อยากรับประทานบะหมี่น้ำร้านน้าหวงนี้ก็มีบะหมี่ราดหน้า ชนิดของน้ำแกงราดหน้าหลากหลายลูกค้าชิมหนึ่งชนิดต่อหนึ่งครั้ง ทั้งยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบรับประทานได้หลายรอบ
ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ผู้คนมีต่อ ‘น้ำแกงราดหน้า’ ชนิดต่างๆ ของน้าหวงจานด่วนยังไม่สลายไป ตอนแรกที่เปิดกิจการลูกค้าบางตายิ่งนักในที่สุดก็ได้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคจนกระทั่งตอนนี้สามารถเทียบเทียมลูกค้าของจางจี้ได้น้าหวงจานด่วนก้าวหน้ารวดเร็วเหลือเกิน!
การพัฒนาที่รวดเร็วเช่นนี้ทำให้เซี่ยจื่ออวี้ถึงขั้นขมวดคิ้ว
แม้เธอจะมีแนวทางมากมาย แต่ไม่มีประสบการณ์จริงในการทำธุรกิจสักเท่าไรคิดหาวิธีดีๆ ที่จะข่มธุรกิจของน้าหวงจานด่วนไม่ออกไปชั่วขณะเปลี่ยนมาทำข้าวราดเหมือนกัน? ข้าวราดไม่มีความยากอะไรมากมายนักแค่ราดกับข้าวบนข้าวสวยหรือบะหมี่เท่านั้น ทว่าจางจี้เปิดกิจการตั้งสามปีแล้วนับั้แ่ตั้งแผงลอย และได้สร้างฐานลูกค้าเดิมในเขตอันชิ่งไว้ไม่น้อย
หากหยุดทำอาหารว่างที่เดิมทีจางชุ่ยถนัดและเปลี่ยนมาทำข้าวราดหน้ามิใช่เป็การเสียลูกค้าดั้งเดิมซึ่งมีอยู่แล้วหรอกหรือ
ไม่ได้อย่างแน่นอน
เธอจึงทำได้เพียงเพิ่มตัวเลือกข้าวราดเข้าสู่ประเภทอาหารที่มีในขณะนี้
เซี่ยจื่ออวี้แนะนะแก่จางชุ่ย จางชุ่ยกลับลังเลทีเดียว “ผัดกับข้าวไม่มีอะไรมากหรอก ทำได้ง่ายๆ อยู่แล้วแต่ประเภทกับข้าวที่ขายทุกวันจะต้องหลากหลาย ถ้ามีคนสั่งข้าวราดน้อยอาหารก็เหลือ... ”
เซี่ยจื่ออวี้สะอึกไป มารดาของเธอพูดถูกต้องอย่างยิ่ง น้าหวงจานด่วนเน้นทำสิ่งเดียวทว่าชนิดของข้าวราดหลากหลายมากมาย อาหารมีทั้งเนื้อสัตว์และมังสวิรัติล้วนต้องตระเตรียมไว้เยอะเป็พิเศษในร้านของน้าหวง ลูกค้าจะได้รับประทานอาหารทุกอย่างที่ซื้อได้จากตลาดตอนฤดูหนาวที่เขตอันชิ่งหาซื้อผักบางชนิดได้ยาก ได้ยินมาว่าคนในครอบครัวน้าหวงถึงกับต้องขี่จักรยานไปซื้อที่ตลาดสินค้าเกษตรซางตูั้แ่เที่ยงคืน...เพียงเพื่ออาหารเคียงเล็กน้อยเท่านั้น จางจี้ต้องทำขนาดนั้นเหมือนกันหรือ?
ร้านอาหารว่างแห่งหนึ่ง กลับต้องใช้คนห้าคนมาจัดการ
เซี่ยต้าจวินรับผิดชอบแค่จัดซื้ออาหารสด น้าของเธอจางหม่านฝูเป็ผู้นวดแป้งมารดาเธอจางชุ่ยรับหน้าที่ปรุงรสชาติ เปลี่ยนมือกับจางหม่านฝูผัดพวกบะหมี่เนื้อแพะส่วนน้าสะใภ้เจียงเหลียนเซียงคอยต้อนรับลูกค้าและเก็บเงินเซี่ยหงเซี๋ยทำงานกระจุกกระจิก เช็ดถูโต๊ะเก็บกวาดจานชามและตะเกียบ
เหมือนทุกคนต่างมีงานทำ เมื่อยุ่งขึ้นมางานก็ล้นมือ แต่ตอนไร้ลูกค้าในร้านกลับว่างเฉยกันหมดทันที!
ยกตัวอย่างบิดาของเธอ ถ้าสามารถรับผิดชอบงานนวดแป้งได้ ในร้านก็ไม่จำเป็ต้องจ้างน้าจางหม่านฝูของเธอทำงานอีกทั้งงานที่เจียงเหลียนเซียงและเซี่ยหงเซี๋ยทำอยู่ก็มีส่วนซ้ำซ้อนถ้าคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงพอ หนึ่งคนก็สามารถรับผิดชอบไหวตอนนั้นที่ยังไม่มีหน้าร้าน แผงลอยอาหารว่างมีจางชุ่ยจัดการเพียงคนเดียวทั้งหมดจากแผงลอยกลายเป็หน้าร้าน ธุรกิจขยายใหญ่ขึ้น ความ้าแรงงานก็สูงตาม—แต่เรียกคน 5 คนมาทำงานในคราเดียวกำลังคนมากเกินไปหรือเปล่า?
เซี่ยจื่ออวี้สังเกตร้านน้าหวง รวมน้าหวงแล้วมีเพียงสามคนเท่านั้นน้าหวงรับผิดชอบปรุงอาหาร แม่สามีของเธอเด็ดผักล้างจานและทำงานจิปาถะหน้าที่ยกอาหารกับเก็บเงินบางครั้งเป็สามี หรือไม่ก็เป็ลูกของเธอ
หน้าร้านจางจี้มากกว่าของคนเขาแค่หนึ่งคูหา ทว่าร้านที่บิดามารดาเธอสามารถดูแลเองได้แท้ๆมารดาเธอยังเอาน้องชายและน้องสะใภ้มาอีก บิดาเธอก็ไม่น้อยหน้าพาหลานสาวมาด้วยสามคนนี้ยังต้องได้รับเงินอีกน่ะสิ!
ช่างเซี่ยหงเซี๋ยไปก่อน ซื้อเสื้อผ้าให้เล็กน้อยให้เงินเบี้ยเลี้ยงนิดหน่อยก็พอแล้ว
แต่สามีภรรยาจางหม่านฝูและเจียงเหลียนเซียงทุกเดือนรวมกันได้เงินเดือนจำนวน 100 หยวนไม่แปลกที่เซี่ยจื่ออวี้จะคิดมาก ด้วยงานที่น้าสะใภ้เจียงเหลียนเซียงทำรวมค่ากินค่าอยู่แถมให้เงินเดือน หนึ่งเดือนคู่ควรกับเงิน 50 หยวนแล้วหรือ? พนักงานในเมืองบางส่วนของเขตอันชิ่งเงินเดือนสามสิบกว่าหยวนเท่านั้น ถ้ารับคนเข้ามาทำงานที่ชนบทตำแหน่งงานของเจียงเหลียนเซียงให้เงินเดือน 20 หยวนยังมีคนแย่งชิงกันทำด้วยซ้ำ
งานนวดบะหมี่ของจางหม่านฝูลำบากหรือ?
นั่นก็ไม่สกปรกหรือเหนื่อยล้าเท่างานคุมหม้อไอน้ำ เผาหม้อไอน้ำหนึ่งเดือน 36 หยวน
เซี่ยจื่ออวี้คิดคำนวณบัญชีในใจก็รู้สึกเสียดายไม่น้อยจ้างน้าและน้าสะใภ้มาช่วยงานในร้านต้องจ่ายมากกว่าจ้างคนอื่นถึง 50 หยวนต่อเดือน หนึ่งปี 600 หยวน เซี่ยจื่ออวี้ไม่คิดว่านี่คือจำนวนที่มากมายเท่าไรนักทว่ายอมใช้เงินส่วนนี้มาจ้างน้าของเธอ โดยไม่ถามไถ่ว่าเธออยู่ที่มหาวิทยาลัยจะมีเงินพอหรือไม่เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลย
จางชุ่ยไม่รับรู้ความคิดของเซี่ยจื่ออวี้เลยสักนิดมองหลิวเฟินเดินผ่านหน้าร้านไป จางชุ่ยถุยจึงน้ำลายลงพื้นเบาๆ
เซี่ยจื่ออวี้ตักเตือนมารดาของเธอด้วยสายตา อย่าแสดงออกชัดเจนเกินไป ตอนนี้หวังเจี้ยนหัวยังอยู่ด้วย
จางชุ่ยหันกลับมาก็เจือรอยยิ้ม
“เจี้ยนหัว อยากกินบะหมี่หรือซาลาเปาเล่า?”
“คุณน้า ผมได้หมดครับ คุณน้าเกรงใจไปแล้ว”
อันที่จริงหวังเจี้ยนหัวอยากจากไปโดยเร็วสักหน่อย ใจเขาเป็ห่วงบิดามารดาที่อาศัยอยู่ในไร่เขตเหนืออยู่เขตอันชิ่งก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ ในชนบทไม่มีกิจกรรมบันเทิงยังพอทน แต่คนตระกูลเซี่ยพูดจาสำเนียงถิ่นเข้มข้นมากเซี่ยหงเซี๋ยเกาะติดข้างกายเขาเสมอ พอหลบอยู่ในห้องไม่ยอมออกมา ประเดี๋ยวประด๋าวแม่เฒ่าเซี่ยก็เคาะประตูอีกไม่ส่งขนมปิ่งก็ส่งไข่ดาว
ในตัวเมืองอันชิ่ง เขาและเซี่ยจื่ออวี้จำเป็ต้องอาศัยในห้องหลังร้านกลางวันก็เอะอะเหลือเกิน เขาอยากช่วยทำงานบ้างแต่ทุกคนล้วนคัดค้าน ทว่าหากไม่ทำงานเขาก็ไม่อาจกอดอกเอ้อระเหยขณะคนอื่นทำงานหรือเปล่า? อีกทั้งเมื่อรู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเรียนหนังสือที่เซี่ยนอีจงหวังเจี้ยนหัวก็กลัวที่จะเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานเป็อย่างยิ่งภาพที่เซี่ยเสี่ยวหลานแบมือทวงเงินจากเขาหน้าประตูวัดไป๋ซีคือความฝันอันแสนเลวร้ายที่ติดตาฝังใจเขาเลยทีเดียวเชียว!
เชิงอรรถ
[1]蚊子再小也是肉 ยุงตัวเล็กก็เป็เนื้อ หมายถึง แม้ยุงตัวเล็กมาก แต่ก็มีเนื้ออยู่ดีเปรียบเปรยว่า มีน้อยยังดีกว่าไม่มีเลย
