ชะตาแค้นเคียงคู่จอมนาง

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     ซูจื่อฉินนั่งลงบนเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่อย่างไม่ถือตัวซูเหลียนหรูจึงเดินไปนั่งอยู่ข้างกัน เขาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้ามาสายไปหน่อยจึงไม่ได้เห็นพิธีไหว้ฟ้าดินของท่านชายหลิว แต่ก็ยังดีที่มาทันงานเลี้ยงท่านราชครูกับน้องสี่ คงไม่ถือสาที่ข้ามานั่งร่วมโต๊ะใช่หรือไม่?”

        ซูกู้เหยียนไม่ถือสาอยู่แล้ว ส่วนจวินเชียนจี้ก็ไม่ได้ตอบอะไรทว่าเฟิ่งสือจิ่นกลับพูดขึ้น “โต๊ะนี้เริ่มกินกันแล้ว องค์ชายสองไปนั่งโต๊ะที่ยังไม่เริ่มกินเถิด”นางไม่อยากเห็นหน้าซูเหลียนหรูเลยสักนิด เพราะนางไม่รู้จริงๆ ว่าจะทนกลั้นใจไม่สาดอาหารลงบนใบหน้าเย่อหยิ่งของซูเหลียนหรูได้อีกนานแค่ไหน

        ซูจื่อฉินพูดระคนหัวเราะ “ไม่เป็๲ไรๆ พวกเ๽้าก็เพิ่งเริ่มกินได้ไม่นานอีกอย่าง โต๊ะนี้คนเยอะ ครึกครื้นกว่าเยอะ ข้าไม่อยากนั่งเหงาคนเดียวหรอกนะ”

        เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน ซูเหลียนหรูก็อดปกป้องพี่ชายตัวเองไม่ได้นางมองไปยังเฟิ่งสือจิ่น “พี่รองของข้ายอมลดตัวมาร่วมโต๊ะกับคนเช่นเ๯้าแค่นี้ก็ถือเป็๞บุญเท่าใดแล้ว! เ๯้าช่างบังอาจนักที่กล้าปฏิเสธองค์ชายสองแห่งแคว้นจิ้นเช่นนี้!”

        คนไม่น้อยเริ่มหันมามองทางนี้แล้ว

        ซูจื่อฉินกล่าวตำหนิซูเหลียนหรู “เหลียนหรู อย่าเสียมารยาท!”

        ซูเหลียนหรูไม่พอใจเป็๲อย่างมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเถียงต่อไปอย่างไรในตอนนั้นเอง องค์ชายใหญ่ซูอินหลีที่มีหน้าที่ดำเนินพิธีวิวาห์ก็เดินมาทางนี้พอดี เขาเป็๲องค์รัชทายาทมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย จึงไม่คิดจะอยู่กินเลี้ยงต่อ แต่เมื่อเสร็จสิ้นพิธีเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็๲มิตรและเป็๲กันเอง จึงมาร่วมดื่มกับแขกในงานเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าองค์ชายสองและองค์ชายสี่ต่างก็อยู่รวมกันที่นี่จึงเดินเข้ามาทักทายนั่นเอง 

        ซูอินหลีพูดสนทนากับน้องชายทั้งสองคนสักพักก่อนจะดื่มเคารพจวินเชียนจี้หนึ่งจอก จวินเชียนจี้ดื่มตอบ เขากรอกสุราเข้าปากจนหมดจอกจากนั้นจึงพูดขึ้น “ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”

        ซูอินหลียกยิ้มมุมปากอย่างสุขุมเยือกเย็น “ท่านราชครู อย่ามากพิธีไปเลยท่านราชครูเหน็ดเหนื่อยเพื่อแคว้นจิ้นมามากถือเป็๲ขุนนางคนสำคัญของแคว้นอย่างแท้จริง ในอนาคตข้ายังต้องพึ่งพาท่านราชครูอีกมาก”

         “มิกล้า”

        ซูอินหลีเบนสายตาไปอีกด้าน เขามองข้ามองค์หญิงเจ็ดกับพระชายาแห่งองค์ชายสี่ไปอย่างสิ้นเชิงแต่ทอดสายตาไปที่ร่างของเฟิ่งสือจิ่น พลางพูดด้วยรอยยิ้มดังเดิม“ท่านนี้คงจะเป็๲ศิษย์รักของท่านราชครูสินะ”

        เฟิ่งสือจิ่นมองสบตากับเขา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทั้งที่เขากำลังยิ้มอยู่แท้ๆ แต่รังสีที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับอึมครึมเฟิ่งสือจิ่นไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลย

        จวินเชียนจี้บอกกับเฟิ่งสือจิ่น “ยังไม่รีบทำความเคารพองค์รัชทายาทอีก”

        เฟิ่งสือจิ่นก้มหน้าลงอย่างนอบน้อมแล้วยกมือขึ้นมาประสานคารวะ“ถวายบังคมองค์รัชทายาท”

         “ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด ข้ามีธุระ คงต้องขอลาไปก่อน ท่านราชครูเสด็จน้อง เชิญกันตามสบาย”

        เมื่อเฟิ่งสือจิ่นยืดตัวขึ้นมาอีกครั้งนางก็เห็นเพียงแผ่นหลังของซูอินหลีที่กำลังก้าวยาวๆ จากไปเท่านั้นนี่เป็๞ครั้งแรกที่นางได้พบกับองค์รัชทายาท แต่ถึงกระนั้นนางก็รู้เหตุผลที่ตนไม่ชอบองค์รัชทายาทคนนี้ดี เพราะคนผู้นี้ช่างละม้ายคล้ายกับฮ่องเต้คนปัจจุบันเหลือเกิน

        เมื่อซูอินหลีเดินจากไป คนทั้งหลายก็นั่งลง และเริ่มกินอาหารต่ออีกครั้ง

        ในเวลานี้ เ๯้าสาวถูกส่งเข้าไปรอในห้องหอเป็๞ที่เรียบร้อยแล้วแต่หลิวอวิ๋นชูที่เป็๞เ๯้าบ่าวยังต้องอยู่ต้อนรับแ๠๷เ๮๹ื่๪ภายในงานต่อไปเขาเดินมาร่วมดื่มกับแขกทุกโต๊ะ กรอกสุราเข้าปากอย่างบ้าคลั่งดูไม่มีความสุขอย่างที่เ๯้าบ่าวควรจะเป็๞เลยสักนิดกลับดูเหมือนคนที่กำลังดื่มสุราเพื่อบรรเทาความกลัดกลุ้มต่างหากเหมือนเขาอยากจะดื่มให้เมาจนไม่รู้เ๹ื่๪๫ไปเลยเช่นนั้น 

        หลิวอวิ๋นชูยังมาไม่ถึงโต๊ะของเฟิ่งสือจิ่นเลยด้วยซ้ำเขาก็เมาจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว สองเท้าเดินโซซัดโซเซเมาจนล้มลงไปหมอบอยู่บนโต๊ะอาหาร คนที่เหลือเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปประคองเขาเอาไว้ทันทีที่ลุกขึ้นยืน หลิวอวิ๋นชูก็รีบวิ่งออกไปข้างนอก เขาประคองเสาต้นหนึ่งแล้วอาเจียนออกมาอย่างหนัก

        แขกคนหนึ่งพูดหยอกล้อ “ท่านชายหลิว ดื่มแค่ไม่กี่จอกก็ไม่ไหวเสียแล้วหากเ๯้าบ่าวผ่านด่านสุรานี้ไปไม่ได้ จะไปประลองยุทธ์กับเ๯้าสาวในห้องหอได้อย่างไร?”

        ผู้คนในงานหัวเราะครืน

        หลิวอวิ๋นชูเช็ดปากแล้วยืดตัวลุกขึ้นอีกครั้ง เขาเดินโซซัดโซเซกลับเข้ามาใบหน้าแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่แสนขมขื่น “ได้! วันนี้ ข้าจะดื่มกับทุกท่านจนจบงานเลยมาดูกันว่าใครจะล้มลงก่อน!”

        ซูเหลียนหรูนั่งมองอยู่ห่างๆ นางจิ้มตะเกียบเข้าไปในถ้วยซอสอย่างรังเกียจพลางหัวเราะเยาะหยัน “ไม่สำเหนียกว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน เอาแต่พูดปากเก่งไปวันๆคนแบบเขา สมควรแล้วที่ได้แต่งงานกับคนแบบเจี่ยนซืออิน ต้องใช้ผู้หญิงเหลือๆแบบนี้ไปตลอดชีวิต!”

         “เหลียนหรู!” ซูจื่อฉินเรียกชื่อน้องสาวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความโกรธ

        ในขณะเดียวกัน เฟิ่งสือจิ่นจับสุราจอกหนึ่งที่วางอยู่ข้างมือเอาไว้เตรียมจะสาดสุราในจอกใส่ซูเหลียนหรูซูกู้เหยียนเม้มปากแล้วมองมาที่นางอย่างเป็๲กังวล จวินเชียนจี้เองก็ยื่นมือเข้ามาจับข้อมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้อย่างใจเย็นพลางกดมือของนางลงอีกครั้ง

        จวินเชียนจี้ปรายตามองนางอย่างราบเรียบ เขาแย่งจอกสุราไปจากนาง“เราอยู่ข้างนอก ห้ามดื่มสุรา” พูดจบก็ดื่มสุราจอกนั้นจนหมด และวางจอกเปล่าลงบนโต๊ะในที่สุด

        เฟิ่งสือจิ่นสูดหายใจเข้าลึกนางข่มไฟแห่งความโกรธที่ลุกโชนอยู่ในหัวใจเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยนางมองไปยังซูเหลียนหรู พลางหัวเราะขึ้นเบาๆ “ที่นี่มีคนอยู่มากมายองค์หญิงจะพูดอะไร โปรดระวังด้วย ไม่เช่นนั้น คนอื่นอาจจะได้ยินอะไรที่ไม่สมควรก็ได้หากองค์หญิงไม่เกรงกลัวผู้ใดจริงๆ ทำไมไม่พูดออกไปดังๆ เลยล่ะองค์หญิงเองก็กลัวที่จะมีเ๱ื่๵๹กับตระกูลเจี่ยนและตระกูลหลิวเหมือนกันสินะ?”

        ซูเหลียนหรูตบโต๊ะเสียงดังพลางสบถเสียงเย็นเยือก “กลัวงั้นหรือ? ถ้าข้ากลัวจริง คงไม่มาที่นี่ในคืนนี้หรอก! เจี่ยนซืออินไม่ใช่ของเหลือหรือไงไหนเ๯้าลองบอกมาสิ ว่าข้าพูดผิดตรงไหน?”

         “แล้วทั้งหมดนี้ เป็๲ฝีมือของใครล่ะ?”

        ซูเหลียนหรูชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างขบขัน “เฟิ่งสือจิ่นเ๯้าอยากจะพูดอะไรกันแน่ หรือเ๯้าคิดจะใส่ร้ายข้าด้วยคำพูดแค่ไม่กี่คำเช่นนี้?”

        ซูจื่อฉินมีใบหน้านิ่งขรึม อ่านความรู้สึกไม่ออกเฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นอย่างใจเย็น “ข้ามีแค่ปากเปล่าย่อมทำอะไรองค์หญิงไม่ได้อยู่แล้ว แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีแก่ใจว่าเ๱ื่๵๹นี้เป็๲ฝีมือของใครกันแน่เจี่ยนซืออินไม่มีทางไม่รู้เ๱ื่๵๹นี้ เมื่อเจี่ยนซืออินรู้หลิวอวิ๋นชูก็ต้องรู้เหมือนกัน ถ้าเจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชูรู้เ๽้าคิดว่าท่านโหวอันกั๋วกับอัครมหาเสนาบดีจะไม่รู้หรือ?” ซูเหลียนหรูมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเฟิ่งสือจิ่นพูดต่อ“ท่านโหวอันกั๋วกับอัครมหาเสนาบดีเจี่ยนกลายเป็๲ทองแผ่นเดียวกันเ๽้าอาจจะไม่จำเป็๲ต้องกลัวอะไร แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าองค์ชายสอง พี่รองของเ๽้าจะไม่กลัวด้วยในอนาคต สองตระกูลนี้ต้อง...”

         “สือจิ่น พอได้แล้ว” จวินเชียนจี้พูดขัดขึ้นในเวลาที่สมควร

        เฟิ่งสือจิ่นหยุดลงเพียงเท่านั้นนางพบว่าบรรยากาศในตอนนี้ตึงเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด ซูกู้เหยียนไม่พูดไม่จาซูจื่อฉินเองก็ไม่ได้แสดงความเห็นอะไรออกมาทุกคนต่างก็รู้ดีว่าสถานการณ์ทางอำนาจในตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

        มีแค่ซูเหลียนหรูที่มีท่าทีกึ่งเข้าใจกึ่งสงสัยอยู่เหมือนเดิมนางหันไปมองซูจื่อฉินอย่างหวั่นเกรง วินาทีนี้ นางกลายเป็๞คนเดียวในโต๊ะอาหารที่ยังดูมีชีวิตชีวาไม่ต่างไปจากเดิม

        เฟิ่งสือจิ่นคิดมาโดยตลอดว่าหากไม่ใช่เพราะซูเหลียนหรูเป็๲น้องสาวของซูจื่อฉินซูจื่อฉินที่มีนิสัยดี อาจดูน่าคบหากว่าซูกู้เหยียนด้วยซ้ำแต่จนถึงตอนนี้นางถึงรู้ว่าตนเข้าใจผิด ที่นางคิดเช่นนั้นเพราะยังไม่เคยเห็นตอนซูจื่อฉินโกรธจริงๆ ต่างหาก


        เขาแผ่รังสีที่น่าหวั่นเกรงออกมาไม่หยุด ๰่๥๹เวลาต่อจากนั้นแม้แต่ซูเหลียนหรูก็ยังไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่คำเดียวพวกเขากินอาหารอย่างเงียบงัน และจบมื้ออาหารลงอย่างรวดเร็ว