ซูจื่อฉินนั่งลงบนเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่อย่างไม่ถือตัวซูเหลียนหรูจึงเดินไปนั่งอยู่ข้างกัน เขาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้ามาสายไปหน่อยจึงไม่ได้เห็นพิธีไหว้ฟ้าดินของท่านชายหลิว แต่ก็ยังดีที่มาทันงานเลี้ยงท่านราชครูกับน้องสี่ คงไม่ถือสาที่ข้ามานั่งร่วมโต๊ะใช่หรือไม่?”
ซูกู้เหยียนไม่ถือสาอยู่แล้ว ส่วนจวินเชียนจี้ก็ไม่ได้ตอบอะไรทว่าเฟิ่งสือจิ่นกลับพูดขึ้น “โต๊ะนี้เริ่มกินกันแล้ว องค์ชายสองไปนั่งโต๊ะที่ยังไม่เริ่มกินเถิด”นางไม่อยากเห็นหน้าซูเหลียนหรูเลยสักนิด เพราะนางไม่รู้จริงๆ ว่าจะทนกลั้นใจไม่สาดอาหารลงบนใบหน้าเย่อหยิ่งของซูเหลียนหรูได้อีกนานแค่ไหน
ซูจื่อฉินพูดระคนหัวเราะ “ไม่เป็ไรๆ พวกเ้าก็เพิ่งเริ่มกินได้ไม่นานอีกอย่าง โต๊ะนี้คนเยอะ ครึกครื้นกว่าเยอะ ข้าไม่อยากนั่งเหงาคนเดียวหรอกนะ”
เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน ซูเหลียนหรูก็อดปกป้องพี่ชายตัวเองไม่ได้นางมองไปยังเฟิ่งสือจิ่น “พี่รองของข้ายอมลดตัวมาร่วมโต๊ะกับคนเช่นเ้าแค่นี้ก็ถือเป็บุญเท่าใดแล้ว! เ้าช่างบังอาจนักที่กล้าปฏิเสธองค์ชายสองแห่งแคว้นจิ้นเช่นนี้!”
คนไม่น้อยเริ่มหันมามองทางนี้แล้ว
ซูจื่อฉินกล่าวตำหนิซูเหลียนหรู “เหลียนหรู อย่าเสียมารยาท!”
ซูเหลียนหรูไม่พอใจเป็อย่างมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเถียงต่อไปอย่างไรในตอนนั้นเอง องค์ชายใหญ่ซูอินหลีที่มีหน้าที่ดำเนินพิธีวิวาห์ก็เดินมาทางนี้พอดี เขาเป็องค์รัชทายาทมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย จึงไม่คิดจะอยู่กินเลี้ยงต่อ แต่เมื่อเสร็จสิ้นพิธีเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็มิตรและเป็กันเอง จึงมาร่วมดื่มกับแขกในงานเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าองค์ชายสองและองค์ชายสี่ต่างก็อยู่รวมกันที่นี่จึงเดินเข้ามาทักทายนั่นเอง
ซูอินหลีพูดสนทนากับน้องชายทั้งสองคนสักพักก่อนจะดื่มเคารพจวินเชียนจี้หนึ่งจอก จวินเชียนจี้ดื่มตอบ เขากรอกสุราเข้าปากจนหมดจอกจากนั้นจึงพูดขึ้น “ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”
ซูอินหลียกยิ้มมุมปากอย่างสุขุมเยือกเย็น “ท่านราชครู อย่ามากพิธีไปเลยท่านราชครูเหน็ดเหนื่อยเพื่อแคว้นจิ้นมามากถือเป็ขุนนางคนสำคัญของแคว้นอย่างแท้จริง ในอนาคตข้ายังต้องพึ่งพาท่านราชครูอีกมาก”
“มิกล้า”
ซูอินหลีเบนสายตาไปอีกด้าน เขามองข้ามองค์หญิงเจ็ดกับพระชายาแห่งองค์ชายสี่ไปอย่างสิ้นเชิงแต่ทอดสายตาไปที่ร่างของเฟิ่งสือจิ่น พลางพูดด้วยรอยยิ้มดังเดิม“ท่านนี้คงจะเป็ศิษย์รักของท่านราชครูสินะ”
เฟิ่งสือจิ่นมองสบตากับเขา ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทั้งที่เขากำลังยิ้มอยู่แท้ๆ แต่รังสีที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับอึมครึมเฟิ่งสือจิ่นไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลย
จวินเชียนจี้บอกกับเฟิ่งสือจิ่น “ยังไม่รีบทำความเคารพองค์รัชทายาทอีก”
เฟิ่งสือจิ่นก้มหน้าลงอย่างนอบน้อมแล้วยกมือขึ้นมาประสานคารวะ“ถวายบังคมองค์รัชทายาท”
“ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด ข้ามีธุระ คงต้องขอลาไปก่อน ท่านราชครูเสด็จน้อง เชิญกันตามสบาย”
เมื่อเฟิ่งสือจิ่นยืดตัวขึ้นมาอีกครั้งนางก็เห็นเพียงแผ่นหลังของซูอินหลีที่กำลังก้าวยาวๆ จากไปเท่านั้นนี่เป็ครั้งแรกที่นางได้พบกับองค์รัชทายาท แต่ถึงกระนั้นนางก็รู้เหตุผลที่ตนไม่ชอบองค์รัชทายาทคนนี้ดี เพราะคนผู้นี้ช่างละม้ายคล้ายกับฮ่องเต้คนปัจจุบันเหลือเกิน
เมื่อซูอินหลีเดินจากไป คนทั้งหลายก็นั่งลง และเริ่มกินอาหารต่ออีกครั้ง
ในเวลานี้ เ้าสาวถูกส่งเข้าไปรอในห้องหอเป็ที่เรียบร้อยแล้วแต่หลิวอวิ๋นชูที่เป็เ้าบ่าวยังต้องอยู่ต้อนรับแเื่ภายในงานต่อไปเขาเดินมาร่วมดื่มกับแขกทุกโต๊ะ กรอกสุราเข้าปากอย่างบ้าคลั่งดูไม่มีความสุขอย่างที่เ้าบ่าวควรจะเป็เลยสักนิดกลับดูเหมือนคนที่กำลังดื่มสุราเพื่อบรรเทาความกลัดกลุ้มต่างหากเหมือนเขาอยากจะดื่มให้เมาจนไม่รู้เื่ไปเลยเช่นนั้น
หลิวอวิ๋นชูยังมาไม่ถึงโต๊ะของเฟิ่งสือจิ่นเลยด้วยซ้ำเขาก็เมาจนแทบจะยืนไม่ไหวแล้ว สองเท้าเดินโซซัดโซเซเมาจนล้มลงไปหมอบอยู่บนโต๊ะอาหาร คนที่เหลือเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปประคองเขาเอาไว้ทันทีที่ลุกขึ้นยืน หลิวอวิ๋นชูก็รีบวิ่งออกไปข้างนอก เขาประคองเสาต้นหนึ่งแล้วอาเจียนออกมาอย่างหนัก
แขกคนหนึ่งพูดหยอกล้อ “ท่านชายหลิว ดื่มแค่ไม่กี่จอกก็ไม่ไหวเสียแล้วหากเ้าบ่าวผ่านด่านสุรานี้ไปไม่ได้ จะไปประลองยุทธ์กับเ้าสาวในห้องหอได้อย่างไร?”
ผู้คนในงานหัวเราะครืน
หลิวอวิ๋นชูเช็ดปากแล้วยืดตัวลุกขึ้นอีกครั้ง เขาเดินโซซัดโซเซกลับเข้ามาใบหน้าแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่แสนขมขื่น “ได้! วันนี้ ข้าจะดื่มกับทุกท่านจนจบงานเลยมาดูกันว่าใครจะล้มลงก่อน!”
ซูเหลียนหรูนั่งมองอยู่ห่างๆ นางจิ้มตะเกียบเข้าไปในถ้วยซอสอย่างรังเกียจพลางหัวเราะเยาะหยัน “ไม่สำเหนียกว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน เอาแต่พูดปากเก่งไปวันๆคนแบบเขา สมควรแล้วที่ได้แต่งงานกับคนแบบเจี่ยนซืออิน ต้องใช้ผู้หญิงเหลือๆแบบนี้ไปตลอดชีวิต!”
“เหลียนหรู!” ซูจื่อฉินเรียกชื่อน้องสาวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความโกรธ
ในขณะเดียวกัน เฟิ่งสือจิ่นจับสุราจอกหนึ่งที่วางอยู่ข้างมือเอาไว้เตรียมจะสาดสุราในจอกใส่ซูเหลียนหรูซูกู้เหยียนเม้มปากแล้วมองมาที่นางอย่างเป็กังวล จวินเชียนจี้เองก็ยื่นมือเข้ามาจับข้อมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้อย่างใจเย็นพลางกดมือของนางลงอีกครั้ง
จวินเชียนจี้ปรายตามองนางอย่างราบเรียบ เขาแย่งจอกสุราไปจากนาง“เราอยู่ข้างนอก ห้ามดื่มสุรา” พูดจบก็ดื่มสุราจอกนั้นจนหมด และวางจอกเปล่าลงบนโต๊ะในที่สุด
เฟิ่งสือจิ่นสูดหายใจเข้าลึกนางข่มไฟแห่งความโกรธที่ลุกโชนอยู่ในหัวใจเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยนางมองไปยังซูเหลียนหรู พลางหัวเราะขึ้นเบาๆ “ที่นี่มีคนอยู่มากมายองค์หญิงจะพูดอะไร โปรดระวังด้วย ไม่เช่นนั้น คนอื่นอาจจะได้ยินอะไรที่ไม่สมควรก็ได้หากองค์หญิงไม่เกรงกลัวผู้ใดจริงๆ ทำไมไม่พูดออกไปดังๆ เลยล่ะองค์หญิงเองก็กลัวที่จะมีเื่กับตระกูลเจี่ยนและตระกูลหลิวเหมือนกันสินะ?”
ซูเหลียนหรูตบโต๊ะเสียงดังพลางสบถเสียงเย็นเยือก “กลัวงั้นหรือ? ถ้าข้ากลัวจริง คงไม่มาที่นี่ในคืนนี้หรอก! เจี่ยนซืออินไม่ใช่ของเหลือหรือไงไหนเ้าลองบอกมาสิ ว่าข้าพูดผิดตรงไหน?”
“แล้วทั้งหมดนี้ เป็ฝีมือของใครล่ะ?”
ซูเหลียนหรูชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างขบขัน “เฟิ่งสือจิ่นเ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่ หรือเ้าคิดจะใส่ร้ายข้าด้วยคำพูดแค่ไม่กี่คำเช่นนี้?”
ซูจื่อฉินมีใบหน้านิ่งขรึม อ่านความรู้สึกไม่ออกเฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นอย่างใจเย็น “ข้ามีแค่ปากเปล่าย่อมทำอะไรองค์หญิงไม่ได้อยู่แล้ว แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีแก่ใจว่าเื่นี้เป็ฝีมือของใครกันแน่เจี่ยนซืออินไม่มีทางไม่รู้เื่นี้ เมื่อเจี่ยนซืออินรู้หลิวอวิ๋นชูก็ต้องรู้เหมือนกัน ถ้าเจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชูรู้เ้าคิดว่าท่านโหวอันกั๋วกับอัครมหาเสนาบดีจะไม่รู้หรือ?” ซูเหลียนหรูมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเฟิ่งสือจิ่นพูดต่อ“ท่านโหวอันกั๋วกับอัครมหาเสนาบดีเจี่ยนกลายเป็ทองแผ่นเดียวกันเ้าอาจจะไม่จำเป็ต้องกลัวอะไร แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าองค์ชายสอง พี่รองของเ้าจะไม่กลัวด้วยในอนาคต สองตระกูลนี้ต้อง...”
“สือจิ่น พอได้แล้ว” จวินเชียนจี้พูดขัดขึ้นในเวลาที่สมควร
เฟิ่งสือจิ่นหยุดลงเพียงเท่านั้นนางพบว่าบรรยากาศในตอนนี้ตึงเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด ซูกู้เหยียนไม่พูดไม่จาซูจื่อฉินเองก็ไม่ได้แสดงความเห็นอะไรออกมาทุกคนต่างก็รู้ดีว่าสถานการณ์ทางอำนาจในตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
มีแค่ซูเหลียนหรูที่มีท่าทีกึ่งเข้าใจกึ่งสงสัยอยู่เหมือนเดิมนางหันไปมองซูจื่อฉินอย่างหวั่นเกรง วินาทีนี้ นางกลายเป็คนเดียวในโต๊ะอาหารที่ยังดูมีชีวิตชีวาไม่ต่างไปจากเดิม
เฟิ่งสือจิ่นคิดมาโดยตลอดว่าหากไม่ใช่เพราะซูเหลียนหรูเป็น้องสาวของซูจื่อฉินซูจื่อฉินที่มีนิสัยดี อาจดูน่าคบหากว่าซูกู้เหยียนด้วยซ้ำแต่จนถึงตอนนี้นางถึงรู้ว่าตนเข้าใจผิด ที่นางคิดเช่นนั้นเพราะยังไม่เคยเห็นตอนซูจื่อฉินโกรธจริงๆ ต่างหาก
เขาแผ่รังสีที่น่าหวั่นเกรงออกมาไม่หยุด ่เวลาต่อจากนั้นแม้แต่ซูเหลียนหรูก็ยังไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่คำเดียวพวกเขากินอาหารอย่างเงียบงัน และจบมื้ออาหารลงอย่างรวดเร็ว
