“คุณยายหวังขายแตง ขายเองก็ชมเอง[1]” เย่ฝานดูชายหนุ่ม ไม่เข้าใจว่าเ้าหมอนั่นซึ่งมีระดับพลังปราณเพียงขั้นสอง ความสามารถยังสู้มู่เหลียนผิงไม่ได้ มีอะไรน่าโอ้อวดกันเล่า
หยางอ้าวไม่เข้าใจความหมายที่เย่ฝานพูด เขาััไม่ถึงพลังปราณในตัวของเย่ฝาน จึงคิดว่าเขาเป็คนรวยที่ตาไม่มีแววคนหนึ่ง
“ปัญญาอ่อน! คุณภาพของงานนี้ย่ำแย่ลงไปทุกทีแล้ว คนระดับไหนก็ปล่อยให้เข้าร่วมงานได้หมด”
สายตาของหยางอ้าวมองข้ามเย่ฝานไปจ้องมู่เหลียนผิง
“มู่เหลียนผิง นึกไม่ถึงเลยว่านายจะกล้ามาร่วมงานนี้! พ่ายแพ้ให้กับพี่สาวของฉันั้แ่ยังไม่ถึงกระบวนท่าที่ยี่สิบเลยด้วยซ้ำ ยังกล้าโผล่หน้าออกจากบ้านอีก”
“อ๋อ ฉันรู้แล้ว นายคงโกรธที่ถูกสยบอยู่แทบเท้าของพี่สาวฉัน ก็เลยตั้งใจพาคนมาหาเื่ใช่ไหม? นายพาใครมาน่ะ! ความสามารถของนายสู้คนอื่นไม่ได้ จะโทษพี่สาวฉันได้ยังไง? ดูไปก็เป็พวกไร้ความสามารถเหมือนกันทั้งคู่ น้ำหน้าอย่างนายอย่าได้หวังในตัวของพี่สาวฉันเลย” หยางอ้าวพูดอย่างดูถูก
เย่ฝานหันไปทางมู่เหลียนผิงแวบหนึ่ง เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคาดไม่ถึง
มู่เหลียนผิงมองหยางอ้าวด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง
“ฟังดูแล้ว พี่สาวนายดุมากเลยนะ! ดุอย่างกับแม่เสือแน่ะ ใครได้เป็เมียคงซวยน่าดู! ประเมินจากหน้าตาของนายแล้ว พี่สาวนายก็คงจะไม่ได้สะสวย ทั้งดุและอัปลักษณ์ พี่สาวนายน่ากลัวขนาดนั้น ยังมีหน้ามาเลือกนั่นเลือกนี่ ดูท่าทางแล้วทั้งชาติก็คงขายไม่ออกแน่ๆ” เย่ฝานกล่าวพร้อมเอามือไขว้หลัง
“แก ไอ้สารเลว” หยางอ้าวซัดฝ่ามือไปทางเย่ฝาน เย่ฝานไม่ได้ขยับตัวแม้เพียงนิด แต่หยางอ้าวกลับกระเด็นไปกับพื้นจนแขนขาพุ่งขึ้นฟ้า
คนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ พอเห็นหยางอ้าวกระเด็นไม่เป็ท่า พวกเขาต่างพากันหัวเราะเกรียวกราวด้วยความขำขัน
หยางอ้าวเป็คนรักหน้าตา ต้องมาขายหน้าต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ หยางอ้าวรู้สึกอยากจะแล่เนื้อเย่ฝานออกเป็ชิ้นๆ ขึ้นมาทันใด
หยางอ้าวมองเย่ฝานด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด “นายใช้คาถาอะไร?”
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วกล่าวอย่างคนที่ถูกใส่ร้าย “คาถาอาคม? ฉันเปล่านะ! จะว่าไปแล้วนายนี่อ่อนหัดจริงๆ! การโอ้อวดกับความสามารถของนาย มันช่างตรงกันข้ามกันเสียจริง”
“นาย...”
หยางเหลิงเสวี่ยเดินออกมา “ต่อให้น้องชายของฉันอ่อนหัด ก็ใช่ว่าใครหน้าไหนจะมาสั่งสอนได้ง่ายๆ”
หยางเหลิงเสวี่ยมีหน้าตาสวยงาม แต่กลับดูดุร้ายไร้ไมตรีจิต ดูแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ลักษณะโหงวเฮ้งที่ดีนัก
มู่เหลียนผิงเห็นหยางเหลิงเสวี่ย เล็บมือของเขาก็โค้งงุ้มเข้าไปในฝ่ามืออย่างอดไม่ได้
“เธอเป็พี่สาวของเขาเหรอ ที่แท้ก็หน้าตาไม่เท่าไรอย่างที่คิดไว้จริงๆ” เย่ฝานพูดพลางย่นจมูก
“นายเก่งกล้าขึ้นมากเลยนี่ เดี๋ยวนี้หาคนนอกตระกูลมาเป็ที่พึ่งหรือไง?” หยางเหลิงเสวี่ยใช้หางตามองมู่เหลียนผิงด้วยความดูแคลน
เย่ฝานเอามือเท้าสะเอวมองหยางเหลิงเสวี่ย แล้วพูดอย่างไม่ยี่หระ “ใช่ ฉันเป็ลูกพี่ของเขา ฉันมาออกโรงให้เขายังไงล่ะ แม่สาวน้อย พวกเรามาประลองกันหน่อยเป็ไร!”
หยางเหลิงเสวี่ยมองเย่ฝานแล้วพูดว่า “ก็แล้วแต่นายสิ!”
เย่ฝานลูบแขนเสื้อขึ้น พยักหน้าและพูดว่า “ใช่! แล้วแต่ฉัน?”
“ไอ้คนไม่เจียมตัว” หยางเหลิงเสวี่ยหัวเราะเยาะ
หยางเหลิงเสวี่ยเห็นท่าทางอวดดีของเย่ฝานก็ปล่อยจิตสังหารออกจากร่าง หวังจะให้เย่ฝานได้รับบทเรียน
เย่ฝานเห็นหยางเหลิงเสวี่ยปล่อยจิตสังหาร เขาก็เริ่มปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างไม่ลังเลเช่นกัน พลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน หยางเหลิงเสวี่ยกลับถูกพลังของเย่ฝานซัดเข้าไปอย่างรุนแรง
หยางเหลิงเสวี่ยซึ่งมีระดับวรยุทธ์อยู่ขั้นสี่ ไหนเลยจะสู้กับเย่ฝานซึ่งมีพลังปราณขั้นหกได้ เมื่อพลังของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน เพียงครู่เดียวหยางเหลิงเสวี่ยก็ถูกจิตสังหารของฝ่ายตรงข้ามสะท้อนกลับไปเต็มๆ
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้าโดยไม่เจรจากันสักคำ ผู้คนที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่รอบๆ เห็นเพียงหยางเหลิงเสวี่ยและเย่ฝานหันหน้าเข้าหากัน แม้จะััได้ถึงบรรยากาศตึงเครียด แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าทั้งสองเริ่มปะทะกันแล้ว
เย่ฝานท่าทางผ่อนคลายและสงบนิ่ง แต่หยางเหลิงเสวี่ยกลับดูตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
มู่เหลียนผิงดึงแขนเสื้อของเย่ฝานพลางพูด “คุณชายเย่ พวกเราไปกันเถอะ”
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมตอบ “ได้ พวกเราไปกันเถอะ”
หยางอ้าวเห็นมู่เหลียนผิงพาเย่ฝานเดินจากไป ก็พูดขึ้นด้วยความดีใจ “พี่ครับ มู่เหลียนผิงพาเ้านั่นไปแล้ว ผมว่าพวกมันคงกลัวพี่แน่ๆ ไอ้คนไม่ได้เื่ ยังมีหน้าโผล่หัวออกมา ผมว่าความสามารถของมันไม่เท่าไร แต่หน้ามันคงหนาน่าดู”
หยางเหลิงเสวี่ยไม่ได้สนใจคำพูดของหยางอ้าว หล่อนมีสีหน้าตึงเครียด แล้วเดินกลับเข้าไปในร้านโดยไม่พูดอะไร
หยางอ้าวเห็นปฏิกิริยาของหยางเหลิงเสวี่ย เขาก็เดินตามเข้าไปโดยไม่ได้เฉลียวใจอะไร
พอหยางเหลิงเสวี่ยเดินเข้าไปในบ้าน หล่อนก็กระอักเืกองโต ทำเอาหยางอ้าวใมาก
หยางอ้าวพูดด้วยความตกตะลึงปนไม่เข้าใจ “พี่ พี่เป็อะไรไปครับ! หรือเ้าหมอนั่นมันใช้แผนสกปรกอะไร” เท่าที่หยางอ้าวเคยเห็นมา แม้ผู้แต่ผู้าุโในตระกูลหยางเหลิงเสวี่ยก็เคยประมือมาหมดแล้ว แน่นอนว่าลูกหลานตระกูลหยางรุ่นเดียวกันไม่มีใครสู้หล่อนได้ พอเห็นหยางเหลิงเสวี่ยกระอักเื สิ่งเดียวที่เขาคิดได้คือฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีสกปรกมาต่อกรกับหล่อน
หยางเหลิงเสวี่ยกำหมัดแน่น “คนคนนั้นที่มู่เหลียนผิงพามาเป็ยอดฝีมือจริงๆ พลังของเขาแข็งแกร่งกว่าฉันมาก”
หยางเหลิงเสวี่ยนับเป็อัจฉริยะอายุน้อยในแวดวงตระกูลวิทยายุทธ์โบราณ คนรุ่นเดียวกันที่อยู่ในสายของหล่อนสามารถนับจำนวนได้ พอถูกเย่ฝานซึ่งใช้แค่พลังสะท้อนกลับก็ทำให้หล่อนบอบช้ำจนกระอักเื จึงรู้สึกอัปยศอดสูเป็ที่สุด
หยางอ้าวกล่าวอย่างไม่เชื่อ “ไม่น่าเป็ไปได้นะ เ้าหมอนั่นเพิ่งจะอายุเท่าไรเอง คงเพิ่งยี่สิบต้นๆ หรือว่าเขาไปทำศัลยกรรมให้ดูอ่อนวัยครับ”
“นายส่งคนไปสืบที่มาที่ไปของหมอนั่นมาหน่อยสิ” หยางเหลิงเสวี่ยสั่ง
หยางอ้าวพยักหน้ารับคำ “ได้ครับพี่ ผมจะรีบไปจัดการครับ”
……....................................................................................
เย่ฝานมองมู่เหลียนผิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วถามด้วยความสงสัย “นายกับผู้หญิงคนนั้นมีความสัมพันธ์ยังไงกัน!”
มู่เหลียนผิงกัดฟันตอบด้วยความฝืนใจ “หล่อนคืออดีตคู่หมั้นของผม แต่หล่อนรังเกียจและดูถูกผม จึงขอถอนหมั้น”
เย่ฝานตบบ่าของมู่เหลียนผิงพลางพูด “เมื่อก่อนฉันก็มีคู่หมั้น! แต่ก็ถอนหมั้นไปแล้วเหมือนกัน ของเก่าไม่ไป ของใหม่ก็ไม่มา! นายดูสิ ในที่สุดฉันก็ได้พบกับอวิ๋นซี แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ?”
มู่เหลียนผิงพูดว่า “อืม คุณชายไป๋เป็คนที่ดีมาก แต่ผมคงไม่มีวาสนาเหมือนคุณชายเย่หรอกครับ”
“นายอย่าดูถูกตนเองนักเลย ผู้หญิงคนนั้นขอถอนหมั้นก็เพราะหล่อนตาไม่มีแววเองต่างหาก นายจะหาคนรักใหม่ที่ดีพร้อมเหมือนอวิ๋นซี ก็คงจะเป็ไปไม่ได้ แต่หากจะหาผู้หญิงที่เก่งกว่าหล่อน ก็คงจะไม่ใช่เื่ยาก” เย่ฝานปลอบ
มู่เหลียนผิงหัวเราะร่า “คุณชายเย่ยกย่องผมเกินไปแล้วครับ ความสามารถของผมด้อยกว่าหล่อนหลายเท่า หากหล่อนจะดูแคลนผมก็ไม่ใช่เื่แปลกเลย” เพียงแต่ ถ้าอยากถอนหมั้นก็น่าจะบอกกับเขาดีๆ เหตุใดต้องหยามเกียรติกันแบบนั้นด้วย?
เย่ฝานมองมู่เหลียนผิงแวบหนึ่ง “คุณสมบัติของนายไม่ได้ด้อยไปกว่าหล่อนเลย หากไม่ใช่เพราะเสียเวลาฝึกเคล็ดวิชาที่ไม่เหมาะสม นายก็คงกำราบหล่อนได้ั้แ่แรกแล้ว”
“คุณชายเย่กล่าวชมเกินไปแล้วครับ ผมมีความสามารถขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” มู่เหลียนผิงเอ่ย
“นายมีรูปภาพการต่อสู้ของผู้หญิงคนนั้นไหม? ถ้ามี ฉันสามารถชี้แนะกระบวนท่าให้นายได้นะ โบราณว่าไว้ ลูกผู้ชายตัวจริงมีหนี้แค้นต้องชำระ พวกเราจะต้องกู้ศักดิ์ศรีของนายกลับมาให้จงได้” เย่ฝานกล่าว
มู่เหลียนผิงได้ยินคำพูดนั้นแล้ว จึงรีบตอบว่า “มีครับ อีกไม่กี่วัน รออีกไม่กี่วัน ผมจะรวบรวมไปให้นะครับ”
เย่ฝานพยักหน้า พลางรีบกล่าว “ได้เลย”
…….................................................................................
กลิ่นอายระลอกหนึ่งที่คุ้นเคยโชยผ่านมากระตุ้นจิติญญาของเย่ฝาน
“ตรงนั้นคือแผงของนิกายอะไรเหรอ?”
“เป็แผงของนิกายโปรดมวลชีวันครับ”
“นิกายโปรดมวลชีวัน? เป็นิกายยังไง?” เย่ฝานถามด้วยความสงสัย
“นิกายโปรดมวลชีวันมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาลมากมาย ซึ่งทุ่มเทแรงกายและสติปัญญาเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิต พวกเขาจัดตั้งโรงพยาบาลสวัสดิการขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วยมากมาย” มู่เหลียนผิงเล่าขณะที่สีหน้าแสดงออกถึงความเลื่อมใส
เย่ฝานหัวเราะแห้งๆ “นิกายโปรดมวลชีวัน? ถ้าอย่างนั้นก็คงมีชื่อเสียงที่ดีไม่น้อยเลยใช่ไหม?”
มู่เหลียนผิงพยักหน้า “ก็ใช่น่ะสิครับ! นิกายโปรดมวลชีวันมีชื่อเสียงดีมาก แต่ก็มีบางนิกายที่ไม่ชอบพวกเขา คนเ่าั้คิดว่าพวกเขาทำดีเพราะหวังสร้างชื่อเสียง คุณชายเย่ มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่สงสัยเท่านั้น” เย่ฝานตอบ
ไป๋อวิ๋นซีไม่รู้ว่าเดินมาจากที่ไหน เขาเข้าไปจูงมือเย่ฝานแล้วบอกว่า “ฉันเริ่มหิวแล้ว ไปกันเถอะ”
เย่ฝานพยักหน้า “ได้สิๆ! ฉันก็หิวแล้วเหมือนกัน”
ไป๋อวิ๋นซีจูงมือเย่ฝานไปถึงมุมที่สงบเงียบ “เมื่อกี้นายบอกว่านิกายโปรดมวลชีวันเป็ยังไงนะ?”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วพูดว่า “ฉันจะบอกว่าสำนักโปรดมวลชีวันนั่นดูแปลกๆ นะ คนของนิกายทุกคนมีกลิ่นอายคนตายไม่น้อยเลย นิกายแบบนี้กลับมีชื่อเสียงในทางที่ดี มันช่างน่าตลกสิ้นดี”
มู่เหลียนผิงได้ยินคำพูดของเย่ฝาน เขาอดไม่ได้ที่จะถลึงตาโตและกล่าวว่า “คุณชายเย่ คุณดูผิดหรือเปล่า ไม่น่าเป็ไปได้นะครับ”
“เปล่านี่! เป็อย่างที่ฉันว่าจริงๆ! คนพวกนั้นมีพลังปราณพิฆาตรุนแรง แถมยังิญญาพยาบาทติดตามเต็มไปหมด ฉันดูคนเ่าั้แค่แวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีแน่นอน” เย่ฝานบอก
สีหน้าของไป๋อวิ๋นซีสงบนิ่งราวกับไม่รู้สึกผิดคาดแต่อย่างใด
“ความจริงแล้วมีเื่เล่าเกี่ยวกับนิกายโปรดมวลชีวันอยู่เื่หนึ่ง” ไป๋อวิ๋นซีพูดออกมา หลังจากเงียบไปสักพัก
มู่เหลียนผิงถามด้วยความสงสัย “เื่อะไรเหรอครับ?”
“ที่นิกายโปรดมวลชีวันทุ่มทุนสร้างโรงพยาบาลจิตเวช และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ดูผิวเผินเหมือนจะเป็การสร้างกุศล แต่แท้จริงแล้วเื้ัลอบทำธุรกิจค้าอวัยวะมนุษย์” ไป๋อวิ๋นซีเล่า
มู่เหลียนผิงเบิกตากว้างแล้วเอ่ยว่า “เป็ไปไม่ได้”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะเสียงเย็น “ไม่อย่างนั้นคุณคิดว่าพวกเขาเอาเงินทุนจากที่ไหนมาก่อสร้างโรงพยาบาลจิตเวช และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าล่ะ”
“แล้วทำไมเบื้องบนถึงไม่จัดการเื่นี้ล่ะครับ?”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้า “จะเข้าไปจัดการได้ยังไงล่ะ!” ว่ากันตามตรง นิกายโปรดมวลชีวันล้วนทำธุรกิจกับเหล่าบุคคลในสังคมชั้นสูงทั้งนั้น เบื้องบนบอกว่าหากกวาดล้างขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์ แล้วเกิดคนในครอบครัวของตนป่วย แล้วต้องปลูกถ่ายอวัยวะขึ้นมา จะทนเห็นญาติของตนตายไปต่อหน้าต่อตาได้หรือ?
เย่ฝานขมวดคิ้วพร้อมถาม “อวิ๋นซี นายรับรู้ได้ใช่ไหม?”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าตอบ “อืม ฉันรับรู้ถึงกลิ่นอายนั่น”
มู่เหลียนผิงถามด้วยความประหลาดใจ “คุณชายเย่ พวกคุณพูดถึงอะไรกันเหรอครับ?”
เย่ฝานโบกมือแล้วเอ่ยว่า “นายไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องเข้าใจหรอก!”
มู่เหลียนผิง “…”
ตอนแรกที่เย่ฝานเดินเข้าไปใหล้แผงขายของของนิกายโปรดมวลชีวัน เขาไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ แต่หลังจากที่เย่ฝานเดินผ่านบุคคลซึ่งเหมือนกับจะเป็ผู้นำของคนกลุ่มนั้น เขากลับััได้ถึงกลิ่นอายของความเยือกเย็น
ไป๋อวิ๋นซีมีร่างไขกระดูกหงส์บริสุทธิ์แฝงอยู่ แล้วยังเคยถูกไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์กระตุ้นร่างกายมาแล้ว จึงเป็ธรรมดาที่จะสามารถััถึงความเย็นะเืได้ง่ายดาย
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีแล้วพูด “ตอนนี้ได้เบาะแสของไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์แล้ว ฉันไปแย่งกลับมาเลยดีไหม?”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“คุณชายเย่ อย่าก่อเื่เลยครับ!” มู่เหลียนผิงพูดเตือนด้วยความกังวล
เย่ฝานถามด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะ!”
“คุณชายเย่ หากฆ่าคนในงานชุมนุมนี้แล้วถูกจับได้ จะเกิดผลเสียร้ายแรงมากนะครับ” มู่เหลียนผิงกล่าว งานครั้งนี้เ้าของนิกายโปรดมวลชีวันมาด้วยตนเอง ความสามารถของเ้าหมอนั่นสูงกว่าท่านผู้นำตระกูลมู่เสียอีก หากเย่ฝานประมือกับเขาขึ้นมาจริงๆ จะต้องเกิดความเคลื่อนไหวในวงกว้างแน่ๆ
“ฉันไม่กลัวหรอก!” เย่ฝานเอามือเท้าเอว แล้วพูดอย่างไม่ยี่หระ
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบน “นายไม่กลัวแต่ฉันกลัว เข้าใจไหม”
นิกายโปรดมวลชีวันได้รับคำสรรเสริญขนาดนั้น หากเย่ฝานลงมือ เกิดมีข่าวเล็ดลอดออกไป แล้วถูกฝ่ายตรงข้ามเอาคืน แบบนี้คงไม่ดีแน่
เย่ฝานพูดด้วยความเสียดาย “ในเมื่อเป็แบบนี้ เื่นี้เราค่อยว่ากันใหม่ทีหลังละกัน จะพูดไปมันก็เป็แค่ไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์คุณภาพต่ำ แต่ว่าสมัยนี้ของที่ดีมีอยู่ไม่มาก หากพลาดไปก็คงน่าเสียดายแย่...”
----------------------------------------------------------------------------------------
[1] คุณยายหวังขายแตง ขายเองก็ชมเอง เป็สำนวนจีน หมายถึง การยกหางตัวเอง
