ไป๋อวิ๋นเฟยเดินเข้าไปในห้องทำงานของไป๋อวิ๋นซี
“พี่รอง!”
ไป๋อวิ๋นเฟยมองไป๋อวิ๋นซี แล้วพูดด้วยความเป็ห่วงว่า “ถ้านายรู้สึกไม่สบาย หยุดพักผ่อนหลายๆ วันหน่อยก็ได้นะ ไม่ต้องรีบกลับมาทำงานเร็วขนาดนี้หรอก”
ไป๋อวิ๋นซีพยายามใช้แรงจับปากกา ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็ไรครับ งานแค่นี้ไม่ทำให้ผมเหนื่อยหรอก”
ไป๋อวิ๋นซีเอามือนวดขมับ หลังจากที่เขามีความสัมพันธ์กับเย่ฝาน ระดับพลังปราณของเขาพุ่งสูงขึ้นถึงขั้นสอง การทะลวงขั้นในครั้งนี้ทำให้ความสามารถในการได้ยินของไป๋อวิ๋นซีดีขึ้นมาก ข่าวซุบซิบนินทาในบริษัท เขาได้ยินชัดเจนทุกเื่
่นี้ในบริษัทของเขามีประโยคหนึ่งที่กลายเป็เื่เล่าสนุกสนานในหมู่พนักงาน นั่นก็คือ “ราตรีแห่งวสันตฤดูนั้นแสนสั้นตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า พระาาบัญชาหมาย มิว่าราชการเช้าอีกต่อไป”
ไป๋อวิ๋นซีไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ลูกน้องที่ประพฤติตัวดีต่อหน้าของเขา ลับหลังกลับซุบซิบนินทาเขาแบบนี้ เขาไม่ได้มาทำงานแค่สามวัน คนพวกนี้ก็เล่าลือกันขนาดนี้ นี้ถ้าเขาหยุดงานหลายวันกว่านี้ ไม่รู้ว่าจะถูกพวกเขานินทาไปถึงไหนต่อไหน
“พี่ได้ยินมาว่านายเจอกับนังผีดิบตนนั้นเหรอ? มันคงไม่ได้ทำอะไรนายใช่ไหม” คำถามของไป๋อวิ๋นเฟยเต็มไปด้วยความกังวล
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้า “ผมไม่เป็อะไรหรอกครับ มีเย่ฝานอยู่ด้วยทั้งคน”
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจ องค์หญิงนั่นช่างโชคร้ายจริงๆ หล่อนสามารถปรากฏกายภายนอกสุสานตอนกลางวันได้ ก็พอจะเดาได้ว่าหล่อนเก่งกาจไม่เบา หากองค์หญิงนั่นยังหลบซ่อนอยู่ในสุสานต่อไป เย่ฝานก็คงไม่สามารถจัดการกับหล่อนได้ง่ายดายแบบนี้
ทว่าองค์หญิงนั่นเลือกที่จะดั้นด้นออกมาภายนอก และยังหาเย่ฝานเจออีกด้วย
โบราณกล่าวไว้ว่าัพลัดถิ่นหรือจะสู้งูเ้าของที่ เย่ฝานตั้งค่ายกลเจ็ดสายฟ้าไว้นอกคฤหาสน์ ซึ่งค่ายกลนั้นเป็ปฏิปักษ์กับภูตผีปีศาจ องค์หญิงนั่นจึงสิ้นชีพมลายไปท่ามกลางสายฟ้าฟาด
“ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว” ไป๋อวิ๋นเฟยถอนหายใจโล่งอก
“พี่รองวางใจเถอะครับ ผีดิบนั่นมันไม่เหลือแม้แต่ซาก” ไป๋อวิ๋นซีกล่าว
“ผีดิบตนนั้นน่าจะเป็ตนเดียวกับที่นายเคยเจอที่สุสานโบราณในมณฑลซานซีแน่ๆ เมื่อสองวันก่อน ที่มณฑลซานซีมีผีดิบหลายตตนออกจากสุสานโบราณมาอาละวาด มีผีดิบสองตนลอบเข้าไปปลุกปลํ้าหญิงสาวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแถบชายเขาอีกด้วย เบื้องบนได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษนำอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ไปปราบพวกมัน สามารถสังหารพวกมันได้เพียงสองตนเท่านั้น! ส่วนพวกที่เหลือต่างอาศัย่ชุลมุนหลบหนีไปได้” ไป๋อวิ๋นเฟยเล่า
ไป๋อวิ๋นซีย่นคิ้วเข้าหากัน “มีเื่แบบนี้ด้วยเหรอครับ? ทำไมผมถึงไม่รู้เื่เลย!”
“เบื้องบนสั่งให้ปิดข่าวนี้อย่างเงียบที่สุด” ไป๋อวิ๋นเฟยพูด
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้ว แล้วคิดในใจว่า เดิมทีผีดิบสิบแปดตนที่อยู่ในสุสานจะอยู่ใต้อาณัติขององค์หญิงผีดิบ โดยปกติแล้วพวกเขาจะไม่สามารถออกนอกลู่นอกทางได้เลย เป็อย่างที่รู้กันว่าธรรมเนียมปฏิบัติในยุคก่อนนั้นเคร่งครัดมาก ประกอบกับนิสัยจอมเผด็จการขององค์หญิง พวกเขาจึงไม่กล้าทำตัวเหลวไหล แต่ตอนนี้พวกมันคงรับรู้ได้ว่าองค์หญิงผีดิบตนนั้นไม่อยู่แล้ว จึงหลุดจากพันธนาการแล้วออกมาอาละวาด
“ในสุสานโบราณน่าจะมีผีดิบสิบแปดตน...”
“สำนักเหมาซานได้ส่งคนเข้าไปที่สุสานโบราณนั่นแล้ว ได้ยินว่าเ้าสำนักออกโรงด้วยตนเองเลยนะ พวกเขาจับผีดิบไปหมดแล้ว” ไป๋อวิ๋นเฟยกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า แล้วพูดว่า “อ้อ สำนักเหมาซานได้กำไรก้อนใหญ่ไปเลยนะครับ”
ที่ตั้งของสุสานโบราณมีลักษณะพิเศษ องค์หญิงผีดิบที่น่าเกรงกลัวที่สุดได้ถูกจัดการไปแล้ว ความร้ายกาจของราชบุตรเขยผีดิบที่เหลือคงไม่เท่ากับองค์หญิง หากสำนักเหมาซานสามารถทำให้ผีดิบเ่าั้สวามิภักดิ์ต่อพวกเขาได้ ผีดิบพวกนั้นก็จะกลายเป็แขนเป็ขาช่วยในการต่อกรกับศัตรู
…….................................................................................
เมื่อไป๋อวิ๋นซีกลับไปถึงคฤหาสน์ ก็เห็นเย่ฝานนอนนิ่งอยู่บนพื้นราวกับเป็อัมพาต สีหน้าของเขาจึงดูเคร่งเครียดขึ้นมา
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝาน แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “นายเป็อะไรไป?”
“วิชาห้าผีขนทรัพย์ใช้ไม่ได้ผล แผนล้มแล้ว” เย่ฝานตอบด้วยความเศร้าใจ
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“ฉันไม่น่าดูถูกระบบรักษาความปลอดภัยสมัยนี้! นึกไม่ถึงเลยว่าจะป้องกันผีได้” เย่ฝานพูดอย่างเซ็งๆ
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“นายลงมือกับหินก้อนนั้นแล้วเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
ก่อนที่ไป๋อวิ๋นซีจะกลับมาเขาได้รับโทรศัพท์จากไป๋อวิ๋นจิ่น อยู่ดีๆ อุปกรณ์นิรภัยในพิพิธภัณฑ์ก็จับความเคลื่อนไหวบางอย่างได้ ทำให้เสียงเตือนดังกึกก้องไปทั่ว เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ แต่กลับไม่พบอะไรเลย
หลังจากเกิดเื่ ก็ได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่ก็ไม่พบอะไร เนื่องด้วยพิจารณาถึงเหตุผลด้านความปลอดภัย ทางพิพิธภัณฑ์จึงได้เคลื่อนย้ายของไปยังที่ปลอดภัยกว่าทันที
“ฉันส่งผีน้อยไปขโมยของแต่ไม่สำเร็จ ภายหลังฉันเลยไปดูด้วยตัวเอง แต่หินกลับหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าผู้มีเป้าหมายเดียวกันจากที่ไหนขโมยตัดหน้าไปก่อน ได้ยินว่าเป็หน่วยภารกิจพิเศษของประเทศเอ็ม ทำไมพวกเขาถึงสนใจไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ได้นะ!” คนทั่วไปจะไม่รู้สึกถึงความเยือกเย็นของไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ แต่ของชิ้นนี้สามารถทำให้ิญญาหนาวเหน็บราวกับน้ำแข็งได้ บุคคลทั่วไปเมื่อได้ัักับของสิ่งนี้จะพบกับเื่ไม่ดี หากมีไว้ในมือย่อมไม่เกิดผลดีแน่
ไป๋อวิ๋นซีนั่งอยู่บนโซฟาพลางอธิบาย “ผลการตรวจสอบไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ก้อนนั้นบ่งบอกว่า มันมีส่วนประกอบของสสารที่ยังไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน มีความเป็ไปได้ว่ามันน่าจะมาจากนอกโลก ดังนั้นมันจึงมีคุณค่าด้านการวิจัยมาก...”
เย่ฝานถอนหายใจ “รู้อย่างนี้ฉันน่าจะลงมือให้เร็วกว่านี้ ตอนนี้ไม่รู้ว่าของนั่นถูกหน่วยภารกิจพิเศษเอาไปที่ไหนแล้วก็ไม่รู้”
ไป๋อวิ๋นซีเหลือบตามองบน แล้วพูดว่า “ของนั้นไม่ได้ถูกหน่วยงานพิเศษของประเทศไหนเอาไปทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซีแวบหนึ่งแล้วถามว่า “ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว ย้ายไปที่ไหนเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าตอบ “ไม่รู้!”
เย่ฝานถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ไป๋อวิ๋นซียื่นขาไปเตะเย่ฝานที่แกล้งนอนตายอยู่บนพื้น “นายอยากได้ของที่มีธาตุเย็นขนาดนั้นไปทำไม? ฉันมีร่างไขกระดูกหงส์บริสุทธิ์ นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าร่างกายของฉันจะมีไอเย็นคายออกมาไม่ขาดสาย?”
เย่ฝานพยักหน้า “มันก็ใช่อยู่หรอก! แต่ว่าของนั่นมันไม่เลวเลยนะ ฉันสามารถเอามันไปหลอมเป็โอสถเย็นบริสุทธิ์ แล้วเอาไปขายให้ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณได้”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
…….....................................................................
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูระลอกหนึ่งก็ดังขึ้น แล้วประตูก็ถูกผลักเข้ามา ทหารในเครื่องแบบหลายนายเดินเข้ามาในคฤหาสน์ ไป๋อวิ๋นซีเห็นสถานการณ์อย่างนั้นแล้ว ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
ไป๋อวิ๋นซีมองเฉินเอี๋ยนซึ่งเป็ผู้นำทีม แล้วถามอย่างไม่สบอารมณ์ “เ้าหน้าที่เฉิน นี่หมายความว่ายังไง?”
เฉินเอี๋ยนหัวเราะด้วยความประหม่า แล้วพูดด้วยความรู้สึกไม่ดีที่ต้องล่วงเกิน “ผมได้รับคำสั่งมา จึงมีเื่อยากจะขอคำชี้แนะจากคุณชายเย่สักหน่อยครับ”
เย่ฝานกลิ้งตัวอยู่บนพื้นสองรอบแล้วลุกขึ้น “ขอคำชี้แนะ? นายกะว่าจะจ่ายค่าปรึกษาเท่าไรล่ะ!”
เฉินเอี๋ยน “...ต้องขอโทษด้วยนะครับ เนื่องจากเป็งานราชการ ดังนั้นจึงไม่สามารถจ่ายเงินได้ครับ
เย่ฝานนั่งอยู่บนโซฟาอย่างี้เี “เอาล่ะ คุณถามมาเถอะ ถึงแม้จะจ่ายเงิน คาดว่าคงจะไม่กี่หยวนหรอก”
“ไม่นานมานี้ พิพิธภัณฑ์จินเหอได้นำอุกกาบาตชิ้นหนึ่งออกมาแสดง ไม่ทราบว่าคุณชายเย่รู้เื่นี้บ้างไหมครับ”
เฉินเอี๋ยนถามด้วยความเคร่งขรึม
เย่ฝานกลอกตาไปมาแล้วตอบว่า “รู้สิ! ผมเคยไปดูมาแล้ว แต่ว่าสองวันมานี้ไม่เห็นเลย ไม่รู้ว่ามันถูกเคลื่อนย้ายไปที่ไหนแล้ว”
“อุกกาบาตนั่นหายไปแล้วครับ” เฉินเอี๋ยนเอ่ย
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วพูดว่า “มันถูกเคลื่อนย้ายไปซ่อนไว้อีกที่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“มันถูกเคลื่อนย้ายจริงครับ แต่ระหว่างทาง เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหกคน และคนขับรถอีกหนึ่งคนล้วนถูกฆ่าตาย และอุกกาบาตชิ้นนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย”
เย่ฝานทำตาโต แล้วพูดด้วยความผิดหวัง “อะไรนะ! หายไปแล้ว!” แล้วคราวนี้เขาจะไปหาที่ไหนล่ะนี่!
“คุณชายเย่รู้เกี่ยวกับเบาะแสของอุกกาบาตชิ้นนั้นไหมครับ?”
“ผมก็อยากจะรู้นะ แต่ว่าเื่นี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน!” เย่ฝานพูดอย่างเซ็งๆ
ไป๋อวิ๋นซีมองเฉินเอี๋ยนแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “เ้าหน้าที่เฉิน คุณสงสัยว่าเย่ฝานเป็คนทำเื่นี้งั้นเหรอ”
เื่ที่เบื้องบนสงสัยเย่ฝาน ไป๋อวิ๋นซีไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด คราวก่อนที่เขาหมดสติที่พิพิธภัณฑ์ หลังจากนั้นไป๋อวิ๋นจิ่นก็ได้พาเย่ฝานไปที่พิพิธภัณฑ์อีกครั้ง
เฉินเอี๋ยนพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ผมมาสอบถามตามปกติก็แค่นั้นครับ”
“คนทำไม่ใช่เย่ฝาน” ไป๋อวิ๋นซีกล่าวด้วยความเ็า
เย่ฝานกะพริบตาแล้วพูดว่า “ถูกต้อง! ไม่ใช่ผมแน่นอน ผมเป็ประชาชนที่มีวินัยเและเคารพกฎหมาย เื่ฆ่าคนวางเพลิงผมไม่มีทางทำได้ลงคอหรอก การกระทำกับผู้บริสุทธิ์ มันเป็บาปกรรม และเป็อุปสรรคในการบรรลุเซียนด้วย”
เฉินเอี๋ยนกล่าว “ในเมื่อเป็อย่างนี้ พวกผมต้องขอตัวก่อนนะครับ...”
ไป๋อวิ๋นซีมองเฉินเอี๋ยนเดินจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นซี “เป็อะไรไป? อารมณ์ไม่ดีเหรอ”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าตอบ “ไม่มีอะไร”
โบราณว่าไว้ ไม้ใหญ่โดนลมโค่น[1] เกรงว่าความสามารถของเย่ฝานจะทำให้เบื้องบนหวาดระแวงเสียแล้ว ประกอบกับสวีหยวนชิงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลไป๋ เบื้องบนจึงหันมาสงสัยบ้านตระกูลไป๋งั้นเหรอ?
“อวิ๋นซี เื่กระดูกไขเย็นบริสุทธิ์ ฉันคงจะไม่มีหวังแล้วล่ะ แต่ว่ามู่เหลียนผิงบอกว่าอีกไม่นานนี้จะมีการจัดงานชุมนุมแลกเปลี่ยนของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณขึ้น ในงานจะมีคนมาขายของมากมาย เอาไว้พวกเราไปร่วมงานด้วยกันนะ”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าตอบ “ก็ดีเหมือนกัน” หลังจากไป๋อวิ๋นซีได้ฝึกตน ก็มีความสนใจในสิ่งแปลกใหม่เพิ่มขึ้นไม่น้อย
……..................................................................................
เย่ฝานอยู่ในคฤหาสน์ เขาใช้เวลาหลายวันในการตระเตรียมยันต์และของวิเศษ ในที่สุดงานชุมนุมแลกเปลี่ยนของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณก็มาถึง
งานชุมนุมแลกเปลี่ยนของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณถูกจัดขึ้นในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง เมื่อหลายสิบปีก่อน หมู่บ้านนี้มักมีภูตผีออกอาละวาด ต่อมาจึงถูกซื้อโดยสำนักวิทยายุทธ์โบราณแห่งหนึ่งเพื่อใช้เป็ฐานที่มั่น ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในนั้นจึงต้องอพยพออกไปทั้งหมด
เมื่อมีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณจำนวนมากเดินทางเข้ามา บรรยากาศในหมู่บ้านจึงครึกครื้น
“คุณชายเย่ได้เจอของที่ถูกใจหรือยัง?” มู่เหลียนผิงถาม
มู่เหลียนผิงมาร่วมงานพร้อมกับคนของตระกูลมู่ แต่พอเข้ามาในงานแล้ว เขาก็เกาะกลุ่มอยู่กับเย่ฝานและไป๋อวิ๋นซี
เย่ฝานส่ายหน้าพลางตอบว่า “ยังเลย”
เย่ฝานกลอกตาไปมา เดิมทีเขาคิดว่าในงานชุมนุมแลกเปลี่ยนของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณ จะมีแต่เหล่าผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณ แต่ถึงเวลากลับพบว่าในงานมีนักธุรกิจที่ร่ำรวยเข้าร่วมไม่น้อย และยังได้เห็นชาวต่างชาติที่มีฐานะอีกมากมาย
ของวิเศษที่ร้านค้าวิทยายุทธ์โบราณนำมาขายล้วนมีแต่ของพื้นๆ แต่กลับมีราคาสูงลิ่ว แต่ถึงจะเป็เช่นนี้ ก็ยังมีเศรษฐีใจใหญ่ที่ยอมจ่ายเงินซื้อ
เย่ฝานดูร้านขายของที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง แล้วพูดว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าของที่ขายในงานนี้ ล้วนมีแต่ของราคาถูกทั้งนั้นเลย!”
มู่เหลียนผิงคิดในใจว่าร้านค้าในเมืองเล็กๆ ของที่นำออกมาขายย่อมต้องเป็ของทั่วไปอยู่แล้ว แต่ของเหล่านี้ล้วนเป็ของจริง ไม่เหมือนกับของที่ขายตามร้านขายของเก่าซึ่งมีแต่ของเก๊เต็มไปหมด หากเทียบกันอย่างนี้แล้ว ของที่ขายในงานนี้ถือว่าไม่เลว ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณก็ต้องประทังชีวิต โดยเฉพาะยุคสมัยที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบนี้ ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณมากมายจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องคบค้าสมาคมกับคนธรรมดา
“ของคุณภาพดีจะได้เห็นในงานประมูลของที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้สามวันครับ” มู่เหลียนผิงกล่าว
สายตาของเย่ฝานถูกแผงขายของแผงหนึ่งดึงดูด บนแผงลอยนั้นมีของวิเศษรูปร่างเหมือนดาบและเรือใบวางเต็มไปหมด
มู่เหลียนผิงสังเกตสายตาของเย่ฝานที่จดจ่อกับแผงขายของ จึงสงสัยขึ้นในใจ
“ไปกันเถอะ” เย่ฝานกล่าว
“คุณชายเย่ไม่ซื้อเหรอครับ?” เมื่อมู่เหลียนผิงเห็นเย่ฝานไม่สนใจซื้อของในแผงขายของนั้น เขาก็โล่งอกทันที
เย่ฝานเบะปากแล้วพูดว่า “ล้วนแต่เป็ของพื้นๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจสักอย่าง!”
“ช่างกล้าพูดจริงๆ เลยนะ! มองของดีไม่ออกก็อย่าได้เที่ยวพูดว่าเป็ของธรรมดาทั่วไปสิ นายจะถูกผู้เชี่ยวชาญหัวเราะเยาะเอาได้ ของวิเศษของบ้านตระกูลหยางล้วนได้รับเสียงชื่นชมที่ดี นายว่าจริงไหมมู่เหลียนผิง” ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณคนหนึ่งเดินออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
มู่เหลียนผิงมองคนที่เดินออกมาพลางกัดฟันกรอด
เย่ฝานอดขมวดคิ้วไม่ได้ ใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นช่างยโสโอหัง สายตาที่มองมู่เหลียนผิงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามไม่น้อย
--------------------------------------------------------------------------------------------
[1] ไม้ใหญ่โดนลมโค่น เป็สำนวนจีนหมายถึง ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงมักมีแนวโน้มที่จะถูกโจมตี
