ในค่ำคืนอันเงียบสงบ ภายในห้องสำนึกผิดเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
ลมหนาวอันเสียดแทงพัดเข้ามาตามช่องราวกับกำลังเยาะเย้ยผู้ที่อยู่ภายในห้อง เสียงนี้ยามสูงก็ประดุจเสียงร่ำไห้ ยามเมื่อเสียงต่ำก็ราวกับสำเนียงของคนตาย
หลิ่วอวิ๋นชิงขดตัวอยู่ในมุมด้วยอาการสั่นเทา ร่างกายเ็ปจนชาไปทั้งร่าง สติของนางเริ่มพร่าเลือน ห้องสำนึกตนอันกว้างใหญ่ จากมุมมองของนางในยามนี้กลับไม่ต่างอะไรกับโลงศพ ทำให้นางหอบหายใจด้วยความสิ้นหวัง
เพียงสิ่งเดียวที่นางยังจำได้อย่างชัดเจนก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนต้องขอบคุณหลิ่วอวิ๋นซู!
นับว่านางได้เห็นอย่างกระจ่างชัดแล้ว และได้รู้ตำแหน่งของตนเองอย่างชัดเจน เดิมทีอี๋เหนียงที่ควรจะปกป้องคุ้มครองในยามที่นาง้ามากที่สุด ต่อหน้าท่านย่ากลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง!
ในใจของหลิ่วอวิ๋นชิงรู้สึกเหน็บหนาว ไม่อาจระงับความขบขันอันไร้เสียงได้ การที่ตนไม่คาดหวังกับอี๋เหนียงเป็สิ่งที่ถูกต้องดังคาด!
ทันใดนั้น นางก็อดกลั้นน้ำตาไม่ไหวอีกต่อไป!
เพราะเหตุใด? เพราะเหตุใดจึงไม่มีคนเข้าใจนาง? เหตุใดั้แ่ต้นจึงมีเพียงนางที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้? นางเพียงแค่้าเอาชนะและแย่งชิงสิ่งของที่เดิมทีเป็ของนางกลับมา นางก็แค่หวังว่าตนเองจะสามารถได้รับการเอาอกเอาใจจากผู้คน เหตุใดทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมาถึงนางแล้วจึงกลายเป็ไร้ปรานีเช่นนี้ไปได้?
หลิ่วอวิ๋นชิงหันหน้าเข้ากำแพงอันเย็นเยียบอยู่เช่นนั้น ก้มหน้าลงราวกับหุ่นกระบอก
...
“หลิ่วอวิ๋นชิงถูกขังไว้ในห้องสำนึกตนอีกแล้วหรือ?” ภายในห้อง เหลยซื่อมองหลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง
“ผู้ใดใช้ให้นางทำเื่โง่ๆ เองเล่า” ได้ยินมาว่าเพื่อที่จะทำลายชื่อเสียงของนังสารเลวนั่น จึงหาเื่หลอกลวงผู้คนไปทั่ว ในใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋ากลับรู้สึกสบายอารมณ์ยิ่งนัก ไม่ต้องให้ตนเองลงมือ นังสารเลวนั่นยิ่งสร้างศัตรูมากก็ยิ่งดี จะช้าจะเร็วก็ต้องมีสักวัน อยากรู้นักว่านางจะหมดท่าอยู่บนฝ่ามือของผู้อื่นเช่นไร
“ฮ่าๆ นางไม่รู้จักอยู่อย่างสงบเลยจริงๆ” ในมือของเหลยซื่อกำลังปักอะไรบางอย่างอยู่ ท่าทางจริงจังเช่นนั้นดึงดูดความสนใจของหลิ่วอวิ๋นฮว๋า
“ท่านแม่เ้าคะ ท่านกำลังทำอะไรหรือ?”
ใบหน้าของเหลยซื่อเจือไปด้วยความกระอักกระอ่วนอยู่หลายส่วน “อีกไม่นานก็จะเป็วันเกิดของบิดาเ้าแล้ว ข้าอยากจะปักเสื้อคลุมให้เขาตัวหนึ่ง”
แต่ไหนแต่ไรชางหรงโหวก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันเกิดของตนเองมากนัก เพียงแค่จัดงานเลี้ยงในจวน ทานอาหารกับภรรยาและคุณหนูคุณชายทั้งหลายมื้อหนึ่ง เรียบง่ายเป็อย่างมาก กระทั่งคนของบ้านรองและบ้านสามก็ไม่ได้เชิญ เพราะในยามปกติทานอาหารอันโอชะจนคุ้นชิน เขาจึงชอบทานอาหารจิบชากับบุตรสาวบุตรชายในจวนโหวของตนเองอย่างเรียบง่าย
แต่อย่างไรในสายตาของบุตรชายบุตรสาวเช่นหลิ่วอวิ๋นฮว๋า บิดาของพวกเขามีนิสัยที่ค่อนข้างจะสุขุมเ็า ไม่ชอบความครึกครื้น
ถึงแม้จะกล่าวว่าจัดงานฉลองวันเกิดตามสบายภายในครอบครัว แต่พวกเขาก็ยังต้องส่งของขวัญเพื่อแสดงถึงน้ำใจ ทุกปีล้วนมีเหลยซื่อเป็ผู้จัดการดูแล แต่ปีนี้...เข็มในมือของเหลยซื่อตกลง ในใจรู้สึกโดดเดี่ยวและเศร้าโศก
แต่ไหนแต่ไรก็เห็นเพียงรอยยิ้มของคนใหม่ไม่เห็นน้ำตาของคนเก่า ทุกวันนี้ท่านโหวกลับจวนมาก็มักจะไปหาอนุสี่ ใช้เวลาอย่างมีความสุขกับคุณชายสิบ ไม่เคยมาห้องของตนเองอีกเลย เหลยซื่อและหลิ่วอวิ๋นฮว๋าพบว่าในจวนโหวแห่งนี้ นับวันพวกนางก็ยิ่งเหมือนกับคนนอก ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ต้อนรับ ท่านโหวเบื่อหน่าย แล้วยังมีสายตามากมายทิ่มแทงเข้ามาทั้งวันทำให้พวกนางไม่มีความสุข
แม้จะคิดเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อย่างรีบร้อน แต่เหลยซื่อกลับไม่มีแผนการอยู่ในมือ วันนี้ทำได้เพียงอาศัยความโปรดปรานที่ไทเฮามีต่อหลิ่วอวิ๋นฮว๋าเพื่อให้ได้ตำแหน่งพระชายารัชทายาทในเร็ววัน เมื่อถึงตอนนั้น จะยังมีผู้ใดกล้ามารังแกพวกนางอีก?
“เวลาไม่เช้าแล้ว เ้าพักผ่อนเร็วๆ หน่อยเถิด พรุ่งนี้เช้ายังต้องเข้าวังไปอยู่เป็เพื่อนไทเฮา”
“เ้าค่ะ ท่านแม่”
เหลยซื่อเก็บผ้าคลุมที่ยังทำไม่เสร็จแล้วถอยออกไปเสียงเบา เดินอยู่บนระเบียงเงียบๆ เพียงคนเดียว
จวนโหวยามค่ำคืนเงียบเป็พิเศษ มีเพียงลมที่พัดปะทะโคมไฟจนสั่นไหว
ในความมืดครึ้มเบื้องหน้า ร่างกายกำยำทั้งสองทำให้เหลยซื่อหยุดฝีเท้า
“ท่านโหว ของของคุณชายสามต้องส่งกลับหรือไม่ขอรับ?”
อวิ๋นฮั่น? หรือว่าท่านโหวเตรียมจะรับเขากลับมาแล้ว?
“ไม่จำเป็ เอาไปฝังไว้เถอะ”
“...” เหลยซื่อที่เดิมทีคิดจะก้าวเข้าไปพลันหยุดชะงัก ท่านโหวหมายความว่าอย่างไร เหตุใดจึงต้องนำสิ่งของของอวิ๋นฮั่นไปฝังไว้ด้วย?
“ทางฮูหยิน ต้องบอกหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่จำเป็ ไม่ใช่เื่ที่ดีงามอะไร วันนี้์เรียกเขากลับไปแล้ว ไม่นานก็คงได้ไปเกิดใหม่”
เพียงพริบตาคนทั้งสองก็เลี้ยวเข้าไปในเรือนแห่งหนึ่ง เหลยซื่อรู้สึกถึงความเย็นวาบที่แผ่ขึ้นมาจากเท้า นางไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่ พวกเขาพูดถึงอวิ๋นฮั่นหรือ? อะไรคือไม่นานคงได้ไปเกิดใหม่?
ฝีเท้าของเหลยซื่อเลื่อนลอย นางสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งของตนเอง ตามไปอย่างเงียบๆ
เพียงไม่นาน ก็เห็นรองแม่ทัพที่ตามหลังท่านโหวเมื่อครู่นี้ ในมือถือของอะไรบางอย่างเดินตรงไปข้างนอก
เหลยซื่อ้าดูให้แน่ชัด ไม่คิดว่าเท้าจะไปถูกแจกันดอกไม้ใบหนึ่ง
“ผู้ใด? ผู้ใดอยู่ตรงนั้น!”
รองแม่ทัพโผล่ศีรษะมามอง อาศัยแสงจากโคมไฟบริเวณระเบียง มองเห็นสีหน้าอันแปลกประหลาดของเหลยซื่อ
“...ฮูหยิน”
ภายในป่าไผ่ที่ไร้ผู้คน เหลยซื่อถืออาภรณ์ในมือของตนอย่างยากที่จะเชื่อ บนนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นดิน อาภรณ์ตัวนี้นางย่อมจำได้อย่างแน่นอน เป็ตนเองที่เย็บให้ในตอนที่หลิ่วอวิ๋นฮั่นไปจากเมือง
“ที่ท่านพูด เป็เื่จริงหรือ...”
รองแม่ทัพทราบว่าเมื่อครู่นี้เหลยซื่อแอบฟังการสนทนาของเขาและท่านโหว ย่อมทราบว่าปิดบังต่อไปไม่ได้แล้ว “ฮูหยินขอรับ ท่านโหวเองก็กังวลว่าท่านจะโศกเศร้า ดังนั้นจึงไม่ได้บอกกล่าว คุณชายสามติดเชื้อโรคระบาดภายในค่ายทหารมานานแล้ว และจากไปโดยไม่อาจรักษาได้”
“เพราะเหตุใด!” เหลยซื่อพลันเงยหน้าขึ้นเบิกตากว้าง “เพราะเหตุใดเขาติดเชื้อโรคระบาดแต่กลับไม่ให้เขากลับมา อะไรคือจากไปโดยรักษาไม่ได้?”
เมื่อเห็นสตรีตรงหน้าตื่นตระหนกเช่นนี้ รองแม่ทัพก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “คุณชายสามไม่ยอมกินยาที่คุณหนูหกจัดให้ ท่านโหวออกคำสั่งให้จับตาดูคุณชายเอาไว้ ไม่นานคุณชายก็อาการแย่ลง...”
หลิ่วอวิ๋นซู?! “เป็นางที่ทำร้ายฮั่นเอ๋อร์ของข้าจนตาย!”
รองแม่ทัพไม่ทราบว่าบุคคลที่นางกล่าวถึงคือผู้ใด จะอย่างไรการตายของคุณชายสามก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะกำหนดได้ “ฮูหยินขอรับ คุณชายสามป่วยตายขอรับ”
“ไร้สาระ! ฮั่นเอ๋อร์ของข้าถูกหลิ่วอวิ๋นซูทำร้ายจนตาย!”
อะไรนะ? เหตุใดฮูหยินจึงเข้าใจผิด ตนเองยังพูดไม่ชัดเจนพอหรือ? รองแม่ทัพยัง้าจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่เสียงเ็าเคร่งขรึมของเหลยซื่อดังขึ้น “ท่านโหวเล่า เหตุใดจึงไม่รับร่างกายของฮั่นเอ๋อร์กลับมา แล้วยังเผาสิ่งของของเขาอีก นี่หมายความว่าอย่างไร?”
ลมหายใจของนางกระชั้นถี่ รองแม่ทัพลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ฮูหยิน โรคระบาดนี้มีทั้งผู้ที่อาการหนักและเบา ผู้ติดเชื้อทุกคนล้วนถูกจับตามองอย่างเคร่งครัด สิ่งของของพวกเขาล้วนต้องถูกเผาทำลายและฝังกลบไว้ ต่อให้คนตายไปแล้ว ของเ่าั้ก็ยังอันตรายเป็อย่างมาก อาภรณ์ชุดนี้เพราะรีบร้อนจึงเก็บมา ก่อนหน้านี้ผู้น้อยไม่ทราบว่าเป็ของคุณชายสามจึงได้นำกลับมา ท่านโหวเองก็ทำเพื่อความปลอดภัยของพวกท่าน...”
“ไม่! ของของฮั่นเอ๋อร์ข้าไม่อนุญาตให้ฝัง!” เหลยซื่อกอดอาภรณ์เหล่านี้ไว้ในอ้อมอก ดวงตาทั้งสองจับจ้องอยู่ที่รองแม่ทัพผู้นั้น ถอยหลังไปทีละก้าว ทีละก้าว ท่าทางราวกับคนบ้าเช่นนั้นทำให้รองแม่ทัพไม่กล้าเข้าใกล้ ด้วยเกรงว่าจะไปกระตุ้นนาง
จากนั้นเหลยซื่อจึงหันกายเดินเข้าไปในป่าไผ่ที่ไร้ผู้คนอย่างรวดเร็ว รองแม่ทัพกัดฟัน หรือว่าตนเองจะปากมากไปแล้ว?
ยามเช้า
หลิ่วอวิ๋นเฟิงที่กลับมาจากการทำธุระข้างนอกเข้ามาในเรือน ถูกสตรีข้างโต๊ะทำให้ใ เขามองให้ชัดเจน เหลยซื่อมีใบหน้าซีดเซียว ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย กอดอาภรณ์ชุดหนึ่งแนบอก ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างกับตนเอง
“ท่านแม่?!”
เหลยซื่อได้ยินเสียง ดวงตาขุ่นมัวทั้งสองข้างจึงค่อยๆ เลื่อนขึ้น “เฟิงเอ๋อร์ เฟิงเอ๋อร์ น้องชายของเ้าตายแล้ว...ตายแล้ว...”
หลิ่วอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้ว ท่านแม่เป็อะไรไป? “ท่านแม่ขอรับ เกิดเื่อะไรขึ้น ท่านอยู่ที่นี่ทั้งคืนเลยหรือ?”
น้ำตาของเหลยซื่อไหลลงมาอย่างไร้เสียง ท่าทางเช่นนั้นทำให้ผู้คนใยิ่ง “เฟิงเอ๋อร์ บอกแม่มาเถิด ฮั่นเอ๋อร์ตายแล้วใช่หรือไม่?”
อะไรนะ?! หลิ่วอวิ๋นเฟิงยังคงคิดว่าตนเองฟังผิด “ท่านแม่กำลังกล่าวอะไรหรือขอรับ? ผู้ใดตาย?”
“เมื่อคืน...รองแม่ทัพข้างกายพ่อของเ้าบอกข้าว่าฮั่นเอ๋อร์ตายแล้ว บิดาของเ้าบอกว่าเขาตายตอนที่อยู่ที่เจียงหนาน ตอนนี้ร่างกายก็เผาไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ไม่มีเลย...” เหลยซื่อพูดจาสับสน นางกอดอาภรณ์ชุดนั้นขยับร่างกายของตนเบาๆ
“นี่เป็เื่จริงหรือขอรับ? เหตุใดท่านพ่อจึงไม่ได้บอกกับข้า!” ในใจของหลิ่วอวิ๋นเฟิงอดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้
“เป็หลิ่วอวิ๋นซู! เป็หลิ่วอวิ๋นซูทำร้ายฮั่นเอ๋อร์จนตาย!” พริบตานั้นเหลยซื่อจับแขนของหลิ่วอวิ๋นเฟิง เรี่ยวแรงเช่นนั้นราวกับ้าเค้นเืให้ไหลออกมา
“ท่านแม่ขอรับ ท่านพูดให้ชัดเจนเสียหน่อย เหตุใดน้องหกจึงทำร้ายน้องสามจนตายไปได้? รองแม่ทัพพูดเช่นนี้หรือ?”
หลิ่วอวิ๋นเฟิง้าจะทำให้เหลยซื่อสติแจ่มชัดขึ้นมาบ้าง จึงจับไหล่ทั้งสองของนางเขย่าแรงๆ สองครั้ง แล้วยังนำน้ำชาข้างๆ รินใส่ฝ่ามือ แตะไปบนแก้มของเหลยซื่อเบาๆ
“เขาพูดว่า...ฮั่นเอ๋อร์ติดโรคระบาด ตายแล้ว...”
หากว่าเป็เช่นนี้จริงๆ เหตุใดท่านพ่อจึงไม่บอกกล่าว? หลิ่วอวิ่นเฟิงไม่อยากจะเชื่อ เขายื่นมือออกไปจับแขนของเหลยซื่อ “ท่านแม่ ตามเข้ามา!”
เมื่อคืนชางหรงโหวพักอยู่ที่ห้องหนังสือ ในตอนนี้กำลังลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เสียงประตูถูกผลักออกดังขึ้น “ท่านพ่อ!”
หลิ่วอวิ๋นเฟิงมีท่าทางน่ากลัว ข้างหลังของเขายังมีเหลยซื่อที่หน้าตาซีดเซียวเดินตามมา
“เฟิงเอ๋อร์ กระทั่งเ้าก็ไม่รู้จักมารยาทเช่นนี้หรือ?”
หลิ่วอวิ๋นเฟิงในตอนนี้ไหนเลยจะสนใจสิ่งอื่น “ท่านพ่อขอรับ น้องสามตายแล้วหรือ? นี่เป็เื่จริงหรือขอรับ?”
ชางหรงโหวถลึงตามอง สายตาคมกริบกวาดมองไปบนใบหน้าของเหลยซื่อ “เ้ารู้มาจากที่ใด”
“...กล่าวเช่นนี้ เป็เื่จริงหรือขอรับ?” หลิ่วอวิ๋นเฟิงพลันแข็งค้างอยู่ตรงนั้น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าการแยกจากกันครั้งที่แล้ว จะเป็การแยกจากกันของพี่น้องอย่างพวกเขาทั้งสองไปตลอดกาล
“ท่านโหว...เหตุใด เหตุใดจึงไม่ช่วยฮั่นเอ๋อร์...” เหลยซื่อพูดเสียงค่อย กำชุดนั้นอย่างแ่า
ชางหรงโหวมองปราดเดียวก็สามารถจดจำอาภรณ์ในอ้อมกอดของนางได้ เื่มาถึงขั้นนี้แล้วย่อมปิดบังไม่ได้ “อวิ๋นฮั่นติดเชื้อโรคระบาด ตอนนั้นซูเอ๋อร์ยังไม่ได้ปรุงยาแก้ที่ให้ผลสำเร็จออกมาได้ ทหารที่ตายไม่ได้มีเพียงอวิ๋นฮั่นคนเเดียว” สิ่งที่เขาอยากจะกล่าวก็คือ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ช่วย แต่เขาช่วยไม่ได้
โรคระบาดที่มาจากเจียงหนานครั้งนี้มีคนตายไปจำนวนนับไม่ถ้วน หลิ่วอวิ๋นฮั่นก็เป็เพียงหนึ่งในนั้น ยิ่งไปกว่านั้น หากว่าเขาไม่ทำการทรมานผู้ประสบภัยเช่นนั้น ตนเองก็คงไม่ติดโรคระบาด ภายในค่ายทหารมีเพียงเขาและทหารที่ทำการทรมานผู้ประสบภัยที่ติดเชื้อ หลังจากที่จับตาดูอย่างเคร่งครัดได้ทันการ คนอื่นก็ปลอดภัยไร้อันตราย
“เหตุใด...ท่านจึงไม่พาเขากลับมา..”
“พากลับมา? ให้คนทั้งจวนโหวฝังศพให้เขาหรือ?” เหตุผลที่เกือบจะเรียกได้ว่าเืเย็นของชางหรงโหว ทำให้จิตใจของเหลยซื่อหนาวเหน็บ
