ในตอนนี้มีเสียงพูดที่อ่อนโยนดังมาจากด้านหลัง “น้องสามพี่รองเป็ลูกของภรรยาเอก เพื่อนของนางจะต้องสูงศักดิ์เช่นกันเ้าอย่าไปยั่วให้นางโกรธ!”
ต้วนชิงิที่ได้ฟังรู้สึกคล้ายมีบางอย่างผิดปกติ...คุณหนูสามผู้นี้ช่างน่ารำคาญใจ ยิ่งคุณหนูใหญ่ตรงหน้ายิ่งดูมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว...แม้เชวียหนิงหรานจะเป็ลูกสาวภรรยาเอกที่ต่อหน้าคงไม่มีใครกล้ากลั่นแกล้งนางทว่าภายในใจพวกนางเหล่านี้แทบอยากจะเหยียบย่ำเชวียหนิงหรานให้จมอยู่ใต้ฝ่าเท้าเป็แน่
คำพูดของสาวน้อยผู้นั้นทำให้เชวียหนิงหรานโกรธจนตัวสั่นกำลังจะพูดอย่างหาเื่กลับไปว่า ‘เมื่อครู่เ้าพูดอะไรนะ’ทว่าต้วนชิงิใช้แรงบีบไปที่มือของนางเอื้อนเอ่ยเสียงเบาละม้ายกระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน“เ้ารอดูข้าสั่งสอนพวกนางหน่อยเป็อย่างไร!”
เมื่อพูดจบนางก็หมุนตัวกลับมามองไปยังเด็กสาวสองคนนั้น พลางก้มหน้าเล็กน้อยทำความเคารพเอ่ยเสียงเรียบ “สองท่านนี้ คงเป็คุณหนูใหญ่จวนเชวียกับคุณหนูสาม ต้วนชิงิขอคารวะ!”
เด็กสาวสองคนนี้คนที่ดูค่อนข้างโตหน่อย อายุน่าจะราวสิบสี่ปี วันนี้นางสวมชุดกระโปรงข้างบนสีชมพูปักลวดลายฮวาหลัว ด้านล่างสวมกระโปรงจีบรอบตัวสีขาวไข่มุกใบหน้าเรียวได้รูปขาวใสละม้ายหยกขาว สองพวงแก้มแต้มสีชมพูอ่อนมองดูคล้ายผลหลี[1] ผัดแป้งทั่วทั้งใบหน้าเหมือนสีฉยงฮวา[2] ขาวบริสุทธิ์ระเรื่อแดงอ่อนๆ ละม้ายดอกไม้ที่เพิ่งผลิบานก็ไม่ปาน
คิ้วโก่งเรียวสวยดำขลับละม้ายออกมาจากภาพวาดแววตาประกายระยิบระยับสดใสคู่นั้นดั่ง์สรรค์สร้างมาชวนให้ผู้คนที่ได้มองต่างต้องตกอยู่ในภวังค์ของความปรารถนาข้อมือสวมกำไลหยกสีขาวน้ำนมเมื่อต้องแสงไฟ สะท้อนเปล่งประกายเจิดจรัสออกมาขับให้เสื้อผ้าสีอ่อนดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เด็กสาวคนนี้ภายนอกดูมีความอ่อนโยนแม้กระทั่งวาจาคำพูดก็แสนไพเราะเสนาะหูทว่าหากมองให้ลึกเข้าไปในดวงตากลับพบความเ็าที่แผ่ซ่านออกมาอีกทั้งเวลาพบหน้าเชวียหนิงหราน สายตาที่มองมาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นชิงชังจนทำให้คนอย่างต้วนชิงิมองแล้วตระหนกไม่น้อย!
เด็กสาวคนนั้นมองแวบไปที่ต้วนชิงิ ก็ชะงักใเล็กน้อย
ทว่าเด็กสาวที่ยืนคู่อยู่กับเชวียหนิงหรานตรงหน้านางอายุไม่น่าจะเกินแปดเก้าปี รูปร่างสวยงาม ผิวพรรณนวลผ่องเกลี้ยงเกลาแต่ใบหน้าเมื่อได้มอง กลับให้ความรู้สึกละม้ายผู้คงแก่เรียนเสียมากกว่า... ดวงตาทั้งคู่ใสสะอาดดั่งน้ำบริสุทธิ์ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดระคนทระนงอยู่ในที คล้ายสามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งก็ไม่ปาน
ในตอนนี้เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้ายกยิ้มขึ้นจนตาแทบจะปิดถึงกัน
คุณหนูใหญ่ของจวนเชวียโดยปกติได้รับการเอ็นดูจากท่านพ่อเป็อย่างมาก และเป็คนที่มีแผนการในใจมากมายแต่เมื่อวันนี้พบต้วนชิงิที่มองนางด้วยสายตานิ่งเฉยกลับรู้สึกได้ถึงความโเี้ที่เก็บซ่อนเอาไว้!
คุณหนูใหญ่จวนเชวียก้มหน้าลงเล็กน้อยค่อยๆ เผยยิ้ม “คารวะคุณหนูใหญ่ต้วนข้าน้อยชื่อเชวียหนิงโหรว เป็คุณหนูใหญ่จวนเชวีย!”
ต้วนชิงิหันไปมองเชวียหนิงโหรวเพื่อดูมือไม้ที่อ่อนช้อย ท่าทางและท่วงท่าแสดงว่าอ่อนโยน นางยกยิ้มน้อยๆตอบกลับเรียบนิ่ง “อ้อเป็คุณหนูใหญ่เชวียนี่เอง!”
คนในเมืองหลวงต่างรู้กันเป็อย่างดีว่าคุณหนูรองจวนเชวียต่างหากที่เป็ลูกภรรยาเอก แต่ต้วนชิงิกลับจงใจเรียกเด็กสาวตรงหน้าว่าคุณหนูใหญ่เพื่อเตือนสตินางว่าเป็แค่ลูกอนุคนหนึ่งเท่านั้น!
นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉยทว่าแฝงความครุ่นคิดบางอย่าง คาดไม่ถึงว่าในใจเชวียหนิงโหรวจะเกิดความตระหนกขึ้นมา
ในเวลานี้เด็กสาวที่อยู่ด้านข้างร้องขึ้นมาว่า “คุณหนูต้วนอะไรกันก็แค่ต้วนชิงิที่ไร้ความสามารถไม่ใช่หรือ? พี่ใหญ่นางไม่ใช่เพื่อนของพี่เสียด้วยซ้ำ เหตุใดจะต้องเกรงใจนางถึงเพียงนี้ด้วยเล่า?”
ต้วนชิงิมองประเมินเด็กสาวคนนั้นอยู่จึงพูดเนิบนาบออกไป “งั้น...ท่านนี้คงจะเป็คุณหนูสามจวนเชวีย เชวียหนิงเชี่ยนเป็แน่!”
ปีนี้เชวียหนิงเชี่ยนอายุเท่ากับต้วนชิงิพอดี
นางยังคงยกยิ้มบางดุจเก่าหันไปพูดกับเชวียหนิงเชี่ยน “ครั้งนี้ชิงิทราบแล้วว่าคุณหนูสามคิดว่า ใครที่เป็เพื่อนถึงจะให้เกียรติแต่ถ้าไม่ใช่เพื่อนก็ไม่จำเป็ต้องให้ความเคารพแต่อย่างใดคุณหนูสามเห็นว่าที่ชิงิพูด ถูกต้องหรือไม่?”
เชวียหนิงเชี่ยนได้ยินที่ต้วนชิงิพูดรู้สึกแปลกๆทว่าไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน นางทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่เดียว จึงพูดอย่างภูมิใจ “ใช่ เป็ดังที่เ้าพูด ถ้าไม่ใช่เพื่อนของข้า เหตุใดข้าต้องให้เกียรติด้วย?”
นางได้ฟังจึงเผยรอยยิ้มเล็กน้อยพูดอย่างเห็นด้วยว่า “เช่นนั้นตามความหมายของคุณหนูสาม ถ้าไม่ใช่เพื่อนในเมืองหลวงที่มีชื่อเสียงของคุณหนูสามคนอื่นก็ถือว่าไม่ได้เื่ใช่หรือไม่?”
ต่อให้เชวียหนิงเชี่ยนจะโง่เขลาเพียงไรก็ฟังออกว่ามันช่างแปลกพิลึก นางเดินขึ้นไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ตะคอกเสียงดังหน้าใส่ต้วนชิงิ “ข้าพูดอย่างนั้นเมื่อไรกัน?”
อีกฝ่ายจึงผายมือขึ้นมาอย่างไม่สนใจ “แต่ว่า คุณหนูสามเพิ่งจะยอมรับไปเมื่อครู่!”
เชวียหนิงหรานยืนพูดกลั้วหัวเราะอยู่ด้านข้าง “ชิงิ อ่าครั้งหน้าถ้าพวกเราเจอเพื่อนที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงเ่าั้ คงต้องบอกให้ดูดีๆแล้วว่าในสายตาน้องสาม ถ้าใครไม่ใช่เพื่อนของนาง นางจะถือว่าไม่ได้เื่!”
ได้ฟังคำพูดนี้เชวียหนิงเชี่ยนได้ยินถึงกับลมออกหู นางจึงตะคอกใส่เชวียหนิงหรานเสียงดัง “เ้ารังแกข้า!”
พูดจบดวงตาก็แดงขึ้นในทันทีเมื่อเห็นคุณหนูสามบ่อน้ำตาแตก เชวียหนิงหรานได้แต่เบะปากมองอย่างดูแคลนดูท่าทางแล้วเชวียหนิงเชี่ยนผู้นี้ถนัดใช้ลูกไม้แบบนี้ ขอเพียงสู้อีกฝ่ายไม่ได้ก็จะร้องไห้ โวยวาย และขู่จะแขวนคอตาย!
ต้วนชิงิที่ยืนอยู่ด้านข้างได้แต่ส่ายหน้าไปมา “คุณหนูสามพูดว่าคุณหนูรองกลั่นแกล้งนั้น ไม่ทราบว่านางไปรังแกอะไรหรือ?ทั้งหมดเป็คุณหนูสามพูดอยู่ตลอด!”
“เ้า... เ้ามัน...”
เชวียหนิงเชี่ยนเป็เพื่อนคนหนึ่งของต้วนอวี้หรานทั้งยังเคยได้ยินต้วนอวี้หรานพูดให้ร้ายต้วนชิงิไม่น้อย เดิมทีนางคิดว่าต้วนชิงิจะเป็คนไร้ความสามารถจริงๆ นึกไม่ถึงว่านางพูดจาหยาบคายใส่ต้วนชิงิแต่อีกฝ่ายกลับพูดออกมาโดยไม่มีคำหยาบแม้แต่คำเดียวไม่เพียงแต่จะยืนยันว่าชื่อเสียงของนางไม่เป็ความจริงยังทำให้คุณหนูสามพูดอะไรไม่ออก!
ทางด้านเชวียหนิงโหรวมองออกแล้วว่าเด็กสาวผู้นี้ แม้จะอายุน้อยกว่าพวกนาง แต่ว่าร้ายกาจไม่เบา ถ้าเชวียหนิงเชี่ยนยังขืนยุ่งกับนางไม่เลิกเกรงว่าจะต้องเสียรู้ไม่น้อย!
คุณหนูใหญ่เชวียแต่ไหนแต่ไรมาจะใช้น้องสามเป็ด่านหน้าเสมอมามารดาของนางมักใช้อำนาจบาตรใหญ่และความโอหังหากน้องสามเสียเปรียบต่อหน้าเพื่อนของน้องรอง นางก็คงจะไม่ได้ดีไปกว่ากัน!
คิดถึงจุดนี้จึงเอื้อมมือขึ้นดึงชุดของเชวียหนิงเชี่ยนไปที “น้องสามที่นี่มีเพื่อนน้องรองอยู่ด้วย พวกเราไปกันก่อนเถอะ เ้าลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้ท่านพ่อและอี๋เหนียงเรียกพวกเราไปหา เพื่อเลือกชุดสำหรับงานเลี้ยง?”
เชวียหนิงเชี่ยนได้ยินรีบหันไปทางอีกฝ่ายหัวเราะเย้ยหยัน พูดด้วยน้ำเสียงเหน็บแนบ “คุณหนูรอง ท่านพ่อเรียกพวกเราไปเลือกชุดงานเลี้ยงที่จะจัดในอีกไม่กี่วันแต่ไม่ได้เรียกเ้าไปหรือ? จะไปพร้อมกับพวกข้าไหมล่ะ!”
เชวียหนิงหรานโกรธจนพูดไม่ออกใบหน้าซีดขาว เม้มปากไว้แน่นสนิท น้ำตาพรั่งพรูออกมา!ต้วนชิงิทำได้เพียงถอนหายใจเสียงเบา ภายในใจกลับคิด เกรงว่าท่านพ่อของนางคงเอ็นดูลูกอนุมากกว่าลูกภรรยาเอกเป็แน่!
“พี่สาวข้า เื่เลือกเสื้อผ้านั้น คงไม่ต้องให้ถึงมือพี่เลือกเองหรอกไม่แน่ว่าอีกประเดี๋ยวพวกเรากลับเรือนไป เสื้อผ้าก็คงถูกส่งไปที่ห้องแล้ว?”
ต้วนชิงิไม่ได้พูดคำว่า ‘ลูกอนุ’ แม้แต่คำเดียวทว่ากลับสร้างระยะห่างกับสองคนนั้นไม่น้อย!
เชวียหนิงหรานมองต้วนชิงิอย่างซาบซึ้งใจตั้งใจพูดเสียงดัง “ใช่แล้วพวกเรารีบกลับไปดูกันเถอะ ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจส่งไปที่ห้องแล้ว!” พูดจบก็หมุนตัวกลับกำลังจะเดินไป
อีกฝ่ายได้ยินโกรธจนพูดไม่ออกทว่ายกมือขึ้นผลักเชวียหนิงหรานอย่างแรง “ใครใช้ให้เ้าโอหังกับข้า!”
ทั้งสองคนที่กำลังจะเดินออกจากศาลากลางน้ำเมื่อเชวียหนิงหรานโดนผลักเต็มแรงตอนที่ยังไม่ตั้งตัวร่างกายจึงเอียงเอนไปทางต้วนชิงิเดิมทีนางอยากช่วยประคอง แต่เมื่อคิดดูแล้ว ผนวกกับสายตาเหลือบไปเห็นราวจับของสะพานที่ไม่สูงมากจึงแอบยื่นเท้าออกไปขัดขา ทำให้เชวียหนิงหรานไม่อาจทรงตัวได้ร้อง “ว้าย” ออกมาด้วยความใทันทีทันใดนางจึงล้มไปทางด้านเชวียหนิงโหรว เด็กสาวแกล้งทำทีเข้าไปช่วยดึงทว่าไม่ได้ออกแรงแม้แต่น้อย จึงเห็นเพียงเชวียหนิงหรานโซซัดโซเซถลาลากเชวียหนิงโหรวที่ดวงตาเบิกโพลงสีหน้าซีดใให้ลงไปในทะเลสาบด้วยกัน!
เด็กสาวยืนอยู่บนสะพานร้องเรียกเสียงดังลั่น “ใครก็ได้ ช่วยคนตกน้ำด้วย!”
ทางด้านบ่าวรับใช้สูงอายุต่างรีบวิ่งอย่างรีบร้อนคนที่ว่ายน้ำเป็ได้ะโ “ตูม… ตูม...” กันลงไปในน้ำ ช่วยคนทั้งสองอย่างไม่คิดชีวิต!
เสื้อผ้าที่สวมใน่ฤดูหนาวค่อนข้างหนักร่างกายของเชวียหนิงหรานเปียกปอนมอมแมมไปทั้งตัวนางถูกแม่นมสูงอายุแบกขึ้นมาและล้มลงบนสะพานอย่างอ่อนแรงเชวียหนิงหรานใช้สายตาโกรธแค้นมองไปยังน้องสาวคนเล็ก ส่วนเชวียหนิงโหรว ไม่เหลือท่าทางที่อ่อนโยนสูงศักดิ์เหมือนเช่นเดิมเส้นผมของนางกระเซอะกระเซิง แป้งที่ผลัดหน้าหลุดร่วงจนสิ้น เผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวไม่มีแรงแม้แต่จะลุกยืนขึ้นมา!
…...
[1]ผลหลี คือ ลูกแพร์
[2]ฉยงฮวา คือ ต้นยูโรเปียนแครนเบอร์รี่บุช
