โทรศัพท์มือถือของไป๋อวิ๋นซีดังขึ้น พอรับสายได้ไม่นานสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“มีอะไรหรือเปล่า?” เย่ฝานถามด้วยความเป็ห่วง
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าแล้วบอกว่า “ไม่มีอะไร ลูกสาวของพี่ฉันป่วย เดี๋ยวเลิกงานแล้วฉันต้องไปเยี่ยมหน่อย”
เย่ฝานกะพริบตาพลางพูดว่า “ป่วยเหรอ? งั้นฉันไปด้วย?”
“ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ นายอย่าไปเลย?”
“ทำไมล่ะ?” เย่ฝานถามอย่างไม่เข้าใจ
“คุณตาของฉันก็อยู่ด้วย ฉันกลัวว่านายจะทำให้ท่านโมโหอีก!” ไป๋อวิ๋นซีตอบกลับด้วยท่าทีจริงจัง
เย่ฝานพูดอย่างไม่เห็นด้วยว่า “นายคิดมากเกินไปหรือเปล่า! ฉันเป็คนที่ใครเห็นใครก็รัก ดอกไม้ยังเบ่งบานต้อนรับฉันเลย ผู้ใหญ่ท่านปากอาจบอกไม่ชอบฉัน ไม่แน่ว่าในใจลึกๆ อาจจะชอบฉันมากก็ได้… เมื่อก่อนพวกคนแก่บางคนก็เป็อย่างนี้ ถึงจะคอยด่าว่าฉันตลอด แต่หลังๆ ก็มีคนมาบอกฉันว่าที่พวกท่านว่ากล่าวตักเตือน เป็เพราะรักฉันมากนั่นเอง”
ภพที่แล้วในสำนักปี้อวิ๋นมีผู้าุโหลายท่านที่ไม่ชอบหน้าเย่ฝาน เอาแต่ดุด่าเขา ทว่าต่อมาภายหลังก็ได้รู้ความจริงว่าผู้าุโเ่าั้ชอบเย่ฝานมาก และยังอยากยกลูกศิษย์ของตนให้เป็ภรรยาเขาอีกด้วย
ไป๋อวิ๋นซี “…” เ้าหมอนี่ช่างมั่นใจในตนเองเหลือเกิน
“นายรีบไปช่วยอาจารย์จางจัดการธุระให้เสร็จก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้นเหตุการณ์ยิ่งจะยืดเยื้อไปกันใหญ่ ไปช่วยทหารเ่าั้ให้พ้นจากอันตรายก่อนเถอะ” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก
เย่ฝานพยักหน้ารับแล้วพูดว่า “ได้ งั้นฉันไปกับเขา นายอย่ามัวแต่คิดถึงฉันก็แล้วกัน!”
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะอย่างเ็า “วางใจเถอะ ฉันไม่มีเวลาคิดถึงนายหรอก”
เย่ฝาน “…”
พอไป๋อวิ๋นซีเลิกงานก็รีบไปโรงพยาบาลทันที เซี่ยวฉือเดินออกมาอย่างลุกลี้ลุกลน “เย่ฝานล่ะ เขาไม่ได้อยู่กับหลานเหรอ? ตาได้ยินว่าพวกเธออยู่ด้วยกันบ่อยๆ นี่!”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้าพลางตอบ “ไม่ได้มาด้วยครับ! มีอะไรเหรอครับ?”
ไป๋อวิ๋นซีนึกถึงคำพูดของเย่ฝานขึ้นมา : ฉันเป็คนที่ใครเห็นใครก็รัก ผู้ใหญ่ท่านปากอาจบอกไม่ชอบฉัน ไม่แน่ว่าในใจลึกๆ อาจจะชอบฉันมากก็ได้… หรือว่าที่เขาพูดจะเป็ความจริง ที่แท้คุณตาก็ชอบเย่ฝานนี่เอง
เซี่ยวฉือขมวดคิ้วพูดด้วยความกังวลว่า “โม่โม่ดูแปลกไป! ถ้าเย่ฝานอยู่ที่นี่ น่าจะช่วยอะไรได้บ้าง”
“แปลกไป? แปลกไปยังไงครับ?” ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย
“เหมือนจะโดนผีเข้าน่ะสิ!” เซี่ยวฉือตอบ
สีหน้าของไป๋อวิ๋นซีกลายเป็ขุ่นมัวทันที เดิมทีเขาคิดว่าโม่โม่แค่ไม่สบายเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะโดนผีเข้า หากรู้ก่อนหน้านี้ว่าหลานถูกผีเข้า เขาก็จะพาเย่ฝานมาด้วยกัน
“คุณตา ทำไมเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้ครับ!” ถ้าเซี่ยวฉือบอกเื่นี้ั้แ่แรก เขาจะพาเย่ฝานมาด้วยแน่นอน
“ตอนแรกโม่โม่แค่หมดสติไปเท่านั้น ดูไม่มีปัญหาอะไร แต่พอโม่โม่ตื่นขึ้นมา กลับมีท่าทางแปลกไปไม่เหมือนคนเดิม” เซี่ยวฉือเอ่ย
“ผมขอไปดูหน่อยครับ”
ไป๋อวิ๋นซีเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยก็เห็นโม่โม่นั่งอยู่บนเตียง กำลังกินไก่ย่างโดยไม่ใช้ตะเกียบ ทว่าใช้มือจับไก่ขึ้นมาฉีกกิน
“เกิดอะไรขึ้นครับ” อวิ๋นซีถามความจากพี่สะใภ้ใหญ่นามว่าจูเสวี่ยเป่า
“ตอนโม่โม่ตื่นขึ้นมาก็บอกว่าหิว พอไม่ให้กินก็ไล่กัดคนไปทั่ว เด็กตัวแค่นี้ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน แปลกมาก! เธอกินไก่ย่างไปตั้งสองตัวแล้ว” จูเสวี่ยเป่าเล่าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและกังวล
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้วล่ะ!”
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจ ไป๋โม่โม่ถึงแม้อายุยังน้อย แต่ก็เป็คนรักสวยรักงามชอบแต่งตัว ปกติเอาแต่ลดความอ้วน กินก็น้อย ที่ไป๋โม่โม่กินเยอะขนาดนี้ ไป๋อวิ๋นซีเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก หากยังกินเข้าไปอีกก็คงจุกตายแน่ๆ
ทันใดนั้นไป๋โม่โม่ที่กำลังตั้งอกตั้งใจกินไก่ย่างอย่างเอร็ดอร่อยก็ค่อยๆ หันหน้ามาทางไป๋อวิ๋นซี มีบางอย่างที่แปลกประหลาดสะท้อนออกจากแววตาคู่นั่น ทำเอาไป๋อวิ๋นซีขนลุกขนพอง
ไป๋โม่โม่แสยะยิ้มให้ไป๋อวิ๋นซี รอยยิ้มนั้นทำให้รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ไป๋โม่โม่พุ่งเข้าไปหาไป๋อวิ๋นซีทันที การเคลื่อนไหวรวดเร็วจนน่าใ
กำไลพลิกชะตาบนข้อมือของไป๋อวิ๋นซีพลันเปล่งแสงสีเขียว ทำให้ร่างของไป๋โม่โม่กระเด็นไปกระแทกกับผนังอย่างแรง
เงาสีดำหลุดออกจากร่างของไป๋โม่โม่ ไป๋อวิ๋นซีเห็นตัวประหลาดร่างกายผอมแห้งติดกระดูก แต่กลับมีปากกว้างผิดปกติ
ไป๋อวิ๋นซีหยิบยันต์ออกมาหนึ่งแผ่นขว้างไปทางร่างเงาสีดำนั้น แล้วะโไปว่า “สลาย!”
ในขณะนั้นยันต์พลันเปลี่ยนเป็สายฟ้าฟาด ก่อนะเิออกเป็เสี่ยงๆ
ร่างเงาสีดำกรีดร้องด้วยความทรมาน แล้วหนีไปทางหน้าต่าง เซี่ยวฉือที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่อีกด้านก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
“อวิ๋นซี กำไลของหลาน?”
ไป๋อวิ๋นซีมองกำไลพลิกชะตาที่ข้อมือของตนแล้วกล่าวว่า “เย่ฝานให้ผมไว้ครับ”
เย่ฝานเคยบอกว่า ร่างเทียนหยินจะช่วยเสริมพลังของภูตผีปีศาจเป็อย่างดี เมื่อภูตผีััถึงเขาเมื่อไร ย่อมต้องไม่ปล่อยไปง่ายๆ ดังนั้นเย่ฝานจึงมอบกำไลพลิกชะตาและยันต์ป้องกันตัวให้ไป๋อวิ๋นซี
“ของที่หลานขว้างไปเมื่อครู่คืออะไร?” เซี่ยวฉือเอ่ยถาม
“มันคือยันต์สายฟ้าฟาด เย่ฝานก็ให้ไว้เหมือนกันครับ” ไป๋อวิ๋นซีตอบ
เซี่ยวฉือพยักหน้าและถอนหายใจโล่งอก เขาพูดว่า “เ้าหมอนั่นถึงจะชอบกวนประสาท แต่ความสามารถไม่เบาเลยจริงๆ...”
ไป๋โม่โม่ค่อยๆ ลืมตามองดูรอบๆ แวบหนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย “คุณอา หนูอยู่ที่ไหนคะ!”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วพลางถามว่า “หลานไม่รู้เหรอ?”
ไป๋โม่โม่ส่ายหน้าพร้อมตอบกลับ “หนูไม่รู้!”
เซี่ยวฉือมองไป๋โม่โม่แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “โม่โม่ ก่อนจะหมดสติไปหลานทำอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ไปพัวพันกับพวกิญญาได้?”
ไป๋โม่โม่ถูกจ้องมองอย่างแรง หล่อนตอบกลับไปอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “หนูแค่กำลังเล่นผีปากกากับเพื่อน ต่อมาหนูรู้สึกเหมือนมีคนมาลูบหัว แล้วหนูก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย”
เซี่ยวฉือตำหนิหลานด้วยความโมโห “เล่นอะไรไม่เล่น กลับเล่นของแบบนี้”
ไป๋โม่โม่เอามือปิดปากของตน พูดด้วยสีหน้าเ็ปว่า “ท้องของหนูทำไมถึงบวมอย่างนี้เนี่ย!”
ไป๋อวิ๋นซีตอบว่า “เธอกินมากเกินไป เดี๋ยวให้หมอสั่งยารักษากระเพาะให้ก็แล้วกัน”
เซี่ยวฉือเดินตามไป๋อวิ๋นซีออกไป แล้วพูดว่า “อวิ๋นซี ไอ้ตัวเมื่อกี้เหมือนจะหนีไปแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าพลางตอบว่า “อืม”
