ฉินหวยหยวนค่อยๆ ชี้แนะ “เ้าเป็ลูกสาวของข้า สิ่งที่เ้าคิดในตอนนี้กับความรู้สึกไม่พอใจ แน่นอนว่าข้าเข้าใจ เ้าเป็คนฉลาดและมีไหวพริบ เ้าสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนอย่างรวดเร็ว แต่เ้าใจร้อนมากเกินไป เห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนแล้ว ก็ไม่ให้อภัย ทุกๆ อย่างก็ต้องแบ่งแยกถูกผิดออกมาให้ได้
ข้ารู้ว่า เมื่อเ้าโต้เถียงหรือทำอะไรบางอย่างกับคนในบ้านนี้ ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรเ้าได้ แต่เมื่อตอนอยู่ข้างนอกล่ะ? ถ้าเ้าต้องเจอกับคนที่มีทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งมากกว่า ขณะที่เ้าแค่มีแรงเยอะนิดหน่อย จะทำอะไรคนอื่นได้หรือ? อีกอย่างตอนนี้เ้าใช้สถานะของตนเองที่เป็ลูกสาวคนโตของข้า ในบ้านหลังนี้ไม่มีใครทำร้ายลูกสาวของข้าได้ แต่เมื่อเ้าออกไปข้างนอกล่ะ แม้ว่าเ้าจะไม่ได้ริเริ่มยั่วยุคนก่อน แต่ก็มีคนทำร้ายเ้าอยู่ดี หยีเจี่ยร์ เ้าคิดว่า ที่พ่อพูดนั้นมีเหตุผลหรือไม่?”
“ท่านพ่อพูดถูก ลูกสำนึกผิดแล้วเ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงก้มศีรษะด้วยความอับอาย “ลูกจริงจังมากเกินไปแล้ว บางครั้งเมื่อเห็นความอยุติธรรม ก็ยอมรับไม่ได้ จึงหุนหันพลันแล่นขึ้นมา”
ฉินหวยหยวนยิ้ม “ข้าเข้าใจความรู้สึกของเ้า แต่เ้าต้องจำเอาไว้ว่า อันบุญกุศลทั้งหลาย ความกตัญญูต้องมาก่อน แม้ว่าล่าวไท่จุนจะทำไม่ถูก แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็แม่ของข้า เ้า้าเปลี่ยนสถานการณ์ของแม่ของเ้า ข้าเชื่อในตัวเ้าว่า ไม่ได้มีเพียงวิธีการขัดแย้งตรงๆ เช่นวิธีนี้เท่านั้น ข้อมืออันทรงพลังของเ้า สามารถใช้ได้กับฉินฮุ่ยหนิง แต่ถ้าใช้กับล่าวไท่จุน มันเป็การลบหลู่บรรพบุรุษ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ถึงเ้าทะเลาะกับผู้าุโจนตนเองชนะ แล้วจะอย่างไร? วันข้างหน้าคนที่ลำบากก็เป็พวกเ้าสองแม่ลูกนี่แหละ เ้าคิดว่าถูกหรือไม่?”
ฉินหวยหยวนอยู่นอกบ้านมากกว่าอยู่ในบ้าน นอกจากมาคำนับล่าวไท่จุนแล้ว เขาไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเื่ในบ้านเท่าใดนัก นึกไม่ถึงว่าเขาสามารถวิเคราะห์คนในบ้านอย่างถี่ถ้วน จนฉินหยีหนิงรู้สึกนับถืออย่างมาก
“ท่านพ่อพูดถูกเ้าค่ะ จริงๆ แล้วลูกก็รู้สึกผิดไปแล้ว ลูกเพียงแค่คิดว่า ถึงอย่างไรล่าวไท่จุนก็ไม่รักข้า ข้าพูดอะไร หรือทำอะไร นางก็ยังคงไม่รักข้าเหมือนเดิม ความเ็าที่มีต่อข้าและท่านแม่ของข้า ก็คงไม่น้อยเหมือนเดิม จึงทำไปเช่นนั้นเ้าค่ะ”
“แต่เ้าก็มีวิธีที่ราบรื่นเช่นกัน เพียงแต่ว่าพอเ้าหัวร้อน ก็อดทนอดกลั้นไม่ได้เสียแล้ว”
ฉินหยีหนิงพยักหน้าอย่างเขินอาย เหมือนแมวตัวน้อยที่รู้ว่าตนเองทำผิดพลาดและขอให้เ้าของให้อภัยอย่างไรอย่างนั้น
ฉินหวยหยวนหัวเราะ “เ้าเป็เด็ก ประมาทหรือหุนหันพลันแล่นต่างก็ไม่ใช่ความผิดที่ใหญ่โต สำหรับพ่อแล้ว พ่อคิดว่าการปฏิบัติต่อผู้อื่น เราไม่สามารถที่จะต้องอดทนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความแข็งแกร่งและมีความอ่อนโยนทั้งสองถึงจะดี พ่อไม่ได้บอกว่าจะไม่อนุญาตให้เ้า ‘มีความแข็งแกร่งและมีความอ่อนโยนอยู่ด้วยกัน’ แต่เ้าจะต้องแยกแยะให้ชัดเจนด้วย สำหรับคนที่เ้าไม่สามารถชนได้ ‘อ่อนโยนข้างนอก แต่แข็งแกร่งข้างใน’ อาจจะเหมาะสมมากกว่านะ”
“เ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงมองฉินหวยหยวนด้วยความชื่นชม ดวงตาของนางเปล่งประกาย “ท่านพ่อ เมื่อสักครู่นี้ มีประโยคที่ว่า ‘มีดที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม’ ทำให้คนที่ทำผิดหน้าแดงไปไม่รู้กี่คนแล้ว ท่านพ่อ เมื่อไรที่ลูกจะเป็เหมือนท่าน ข้ารู้สึกว่าท่านเยี่ยมมากเลยเ้าค่ะ ไม่ทะเลาะ ไม่ส่งเสียงโวยวาย น้ำเสียงก็ไม่ต้องพูดให้ดัง ท่านพ่อสามารถระงับคนได้เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยค!”
เมื่อเห็นว่าสายตาของลูกสาวเปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชม ฉินหวยหยวนจึงรู้สึกพึงพอใจมาก
มือใหญ่ของเขาอดไม่ได้ที่จะััศีรษะของฉินหยีหนิง “วิธีการคือสิ่งหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น ก็คือ สถานะของพ่ออย่างไรเล่า”
ฉินหยีหนิงกะพริบตา ในขณะที่กะพริบตาไปมาก็เข้าใจความหมายของฉินหวยหยวนแล้ว
ท่านพ่อกำลังจะบอกนางว่า การยืนอยู่ในระดับที่สูงขึ้นและทำให้ผู้คนพึ่งพาได้ เท่านี้ก็ทำให้คนเคารพและเกรงกลัวแล้ว
นอกจากนี้เมื่ออยู่ในตำแหน่งนั้นแล้ว ก็ทำหน้าที่ในตำแหน่งของตนให้ดี ถึงจะทำให้คนยอมรับนับถือได้ มิฉะนั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้
ฉินหยีหนิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างมาก “ลูกทราบแล้วเ้าค่ะ วันข้างหน้าจะต้องกตัญญูต่อล่าวไท่จุนอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
“สิ่งเหล่านี้ต่างก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร พ่อเชื่อว่าเ้าสามารถจัดการได้ดี แต่เื่ที่เกิดขึ้นในเซียนกูกวนวันนี้ยังมีเื่ที่น่าสงสัยมากมาย เ้าเล่าให้พ่อฟังหน่อยได้หรือไม่”
ฉินหยีหนิงรู้ก่อนนี้แล้วว่าฉินหวยหยวนจะต้องถามถึงเื่นี้อย่างแน่นอน นางย่อมไม่ลังเลที่จะเล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่าน เมื่อเล่าถึงเหยาจือซีแล้ว ฉินหยีหนิงก็ไม่ได้บอกความจริง มิหนำซ้ำยังมีท่าทีที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่นางพูดเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับเสี่ยวเหมาแทน
สำนวนโวหารที่พูดจริงเท็จครึ่งต่อครึ่งเช่นนี้ ฉินหวยหยวนก็ไม่ได้สงสัยมากนัก ได้แต่เอ่ยว่า “ถึงแม้คุณชายเหยาจะรู้จักหัวหน้าจง แต่พ่อดูสายตาและิญญาของเขาแล้ว ก็รู้สึกเหมือนว่า เขาไม่เหมือนคนธรรมดา การที่เ้าสั่งให้คนไปรักษาเขาเป็สิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่การอยู่ห่างๆ จากเขา ก็เป็วิธีที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน”
ฉินหยีหนิงนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นั้แ่ตอนที่นางพบเหยาจือซี และรู้สึกว่าบุคคลนี้ไม่อาจหยั่งถึงได้ ดังนั้นนางจึงพูดอย่างฉลาดว่า “ท่านพ่อไม่ต้องเป็ห่วงนะเ้าคะ”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวของตนไม่ได้ปกปิดตัวเองแม้แต่น้อย ฉินหวยหยวนก็พอใจอย่างมากพลางพยักหน้า “เ้าคิดดูเอาเองเถิด พ่อเชื่อว่าเ้ากระทำสิ่งใดย่อมมีหลักการของเ้าอยู่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เ้าควรให้ความสนใจนั่นคือ เ้าต้องระมัดระวังให้ดี”
“ท่านพ่อช่วยบอกข้าที”
“ตอนนี้ในเมือง มีการเผยแพร่เอกสารของราชวงศ์ต้าโจวกระจายไปทั่วถึงสองครั้ง หวงช่างได้สรุปแล้วว่า สายลับของราชวงศ์ต้าโจวได้บุกเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว ควบคู่ไปกับการสังเกตการณ์ที่เกิดขึ้นที่เซียนกูกวนในวันนี้อีกด้วย ใต้เท้าสูเชื่อว่าคนของต้าโจวจะสร้างภาพลวงตาในที่เกิดเหตุโดยเจตนาให้เกิดความสับสนขึ้นมา หวงช่างรู้แล้ว เกรงว่าจะไม่สบายใจอย่างแน่นอน ถ้าหวงช่างไม่สบายใจ เ้าคิดว่าเขาจะทำอะไรบ้าง?”
หลังจากขบคิดเกี่ยวกับเื่นี้อยู่ครู่หนึ่ง ฉินหยีหนิงจึงพูดอย่างตรงไปตรงมา “หวงช่างคงต้องพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อสงบศึก คงยิ่งมีท่าทีที่อ่อนข้อต่อต้าโจวมากขึ้นไปอีก และใช้มีดในการกำจัดขุนนางผู้ภักดีเพื่อลดความโกรธของต้าโจว”
ฉินหวยหยวนตะลึงกับคำพูดอย่างตรงไปตรงมาของบุตรี
เมื่อเห็นฉินหวยหยวนเงียบลง ฉินหยีหนิงได้เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านพ่อ ลูกพูดผิดหรือเ้าคะ?”
“เ้าวิเคราะห์ได้ดีมาก” ฉินหวยหยวนยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนพูดว่า “ตอนนี้ครอบครัวของเรากับครอบครัวฉาวแต่งงานสานสัมพันธ์กันแล้ว ดังนั้นในเวลานี้ข้ากับหวงช่างก็ได้กลายเป็ญาติพี่น้องกันแล้ว พวกเราปลอดภัยได้ในระยะเวลาหนึ่ง ส่วนครอบครัวอื่นๆ คงยากที่จะพูดแล้วล่ะ ดังนั้นใน่เวลานี้ ถ้ามีใครจัดงานชมดอกไม้ เ้าก็อย่าไปเข้าร่วมด้วย วันหลังข้าก็จะอธิบายเื่นี้ให้ท่านย่าเ้าฟังด้วย”
“เ้าค่ะ ลูกจะจำไว้เ้าค่ะ”
“ยังมีอีกเื่หนึ่ง เื่ท่านแม่ของเ้า...” เมื่อพูดถึงซุนซื่อ ฉินหวยหยวนพลอยต้องขมวดคิ้วและถอนหายใจ “ในครั้งนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ข้าก็ต้องขอโทษท่านแม่ของเ้าด้วย เ้าต้องดูแลนางให้มากๆ นะ”
ฉินหยีหนิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ครั้นเห็นว่าฉินหวยหยวนรู้สึกผิดต่อซุนซื่อเกี่ยวกับการรับอนุจากฮ่องเต้ หัวใจของนางจึงมีความรู้สึกยากอธิบาย ท่านพ่อถูกบังคับให้ทำและความไม่พอใจของท่านแม่ ความจริงแล้วก็ไม่ผิดเช่นกัน
เื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ท้ายที่สุดแล้วเป็เพราะวิธีการต่างๆ ของหวงช่าง ทำให้ชีวิตที่สงบสุขของพวกนางต้องปั่นป่วนไปแล้ว
ในห้องหนังสือมีความเงียบสงบ หลังจากนั้นไม่นานฉินหวยหยวนได้กล่าวขึ้น “ตอนนี้กองทัพต้าโจวที่เมืองซีฮวาได้เปลี่ยนแม่ทัพแล้ว ข้าไม่รู้ว่าาจะสงบลงหรือไม่”
“ได้เปลี่ยนแม่ทัพแล้วหรือ?” ฉินหยีหนิงพูดด้วยความประหลาดใจ “ท่านอ๋องผางเซียวคนนั้น ไม่ได้เป็แม่ทัพหรือเ้าคะ?”
“ผางจือซีเป็คนที่เย่อหยิ่งและไม่เชื่อฟังคำสั่ง ก่อนสู้รบ เขาปฏิเสธคำสั่งของฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจว ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจวโกรธเกรี้ยว จึงถอดถอนตำแหน่งแม่ทัพผิงหนานแห่งราชวงศ์ต้าโจวออกไป และแม่ทัพผิงหนานแห่งราชวงศ์ต้าโจวคนใหม่นี้ เป็ช่างชูของกรมกลาโหม มีนามว่าเหลียนเฉิงเจี๋ย”
ใบหน้าของฉินหวยหยวนมีรอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏออกมา “เหลียงเฉิงเจี๋ยคนนี้ มีความสามารถทางทหารธรรมดา มิหนำซ้ำเป็คนบ้ากามและโลภมากอีกด้วย เป็คนที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว สายสืบของเราได้รายงานมาว่า ผางจือซีถูกถอดถอนอำนาจแม่ทัพออกไป เพียงแค่สองวันเขาก็มีเื่ทะเลาะกับเหลียงเฉิงเจี๋ยแล้ว และได้ขี่ม้าออกจากค่ายทหารด้วยความโกรธ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าเขาไปที่ไหนกันแน่ ที่สำคัญกองทัพเสือของผางจือซีก็ปฏิเสธที่จะฟังคำสั่งของเหลียงเฉิงเจี๋ยอีกด้วย ถ้าราชวงศ์ต้าโจวยังคงมีปัญหาเช่นนี้อีก วิกฤติของเราอาจได้รับการแก้ไขก็ได้”
ผางจือซี?
ฉินหยีหนิงได้ยินชื่อนี้แล้ว กลับนึกถึงเหยาจือซีขึ้นมาในทันที
อย่างไรก็ตาม ไม่น่าแปลกใจนักที่ชื่อของทั้งสองคนจะเหมือนกันทุกประการ
ฉินหยีหนิงละความคิดดังกล่าว เพียงพูดว่า “มันจะดี ถ้าพวกเขามีปัญหาภายในกันเอง”
ฉินหวยหยวนยังเสริมอีกว่า “ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะจัดการกับมันอย่างไรแล้ว เราจะได้มีโอกาสได้หายใจด้วย”
ฉินหยีหนิงฟังน้ำเสียงของฉินหวยหยวน นางรู้ทันทีว่า แม้ว่าผางจือซีไม่ได้เป็แม่ทัพนำกองทัพก็ตาม โอกาสที่ต้าเยี่ยนของพวกนางจะชนะก็มีไม่มากอยู่ดี
ถึงแม้ว่าจะมีความหวังไม่มากนัก แต่ฉินหยีหนิงยังหวังว่าพวกนางจะสามารถอยู่ได้อย่างสงบสุขหลังจากปีนี้
**
ต้าเยี่ยนฉลองครบรอบการก่อตั้งแคว้นปีที่สามสิบห้า และต้าโจวฉลองครบรอบสามปี จากนั้นไม่นานวันปีใหม่ที่สุดแสนจะน่าเบื่อก็มาถึง
เนื่องจากฉินหยีหนิงกับซุนซื่อต้องแสดงความไว้อาลัยต่อสมาชิกผู้ชายของครอบครัวติ้งกั๋วกง ไม่เพียงแต่แต่งตัวสีอ่อนเรียบง่ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็งานเลี้ยงอาหารค่ำหรือชมการแสดง พวกนางต่างไม่ได้เข้าร่วมทั้งสิ้น
นอกจากนี้ เพราะคุณหนูหกช่วยฉินฮุ่ยหนิงครั้งที่แล้ว ทำให้ต้องถูกกักขังตามคำสั่งของฮูหยินสอง ถึงกระนั้นในโอกาสเทศกาลปีใหม่ นางย่อมได้รับการปล่อยตัวออกมา
อย่างไรก็ตามฉินฮุ่ยหนิงได้รับคำสั่งจากฉินหวยหยวนให้ปิดบ้านเพื่อทบทวนและคัดลอก ‘คัมภีร์กตัญญูกตเวที’ หนึ่งร้อยครั้ง แต่ไม่รู้ว่าทำไม นางถึงไม่ได้คัดลอกมันในทันทีและในปีใหม่นี้นางหยุดเป็พิเศษ
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ ทัศนคติของฉินหวยหยวนที่มีต่อฉาวหยูชิง
คุณหนูแสนสวยซึ่งอ่อนโยนราวกับน้ำ ฉินหวยหยวนกลับทำเหมือนไม่เห็นนางด้วยซ้ำ อย่างมากเพียงแค่เอาใจนางด้วยการให้นางกินดีอยู่ดี ไม่เคยแม้กระทั่งเหยียบไปที่เรือนของนาง
ฉินหวยหยวนแสดงทัศนคติเยี่ยงนี้ ทำให้ผู้คนในบ้านเคารพซุนซื่อเป็อย่างมาก
ยกเว้นล่าวไท่จุน
“ซุนซื่อกับหยีเจี่ยร์จะไว้อาลัยไม่ใช่หรือ? แน่นอนว่าพวกนางไม่สามารถกินปลาและเนื้อสัตว์ได้แล้ว ให้คนครัวทำอาหารมังสวิรัติส่งไปให้เถิด เรียบง่ายอย่างไร ก็ให้เรียบง่ายอย่างนั้น มิเช่นนั้นจะแสดงความกตัญญูของซุนซื่อได้อย่างไรเล่า นอกจากนี้น้ำแกงรังนกของหยีเจี่ยร์ก็งดแล้ว น้ำแกงรังนกไม่ต้องใช้เงินหรืออย่างไร? ไว้อาลัยอย่างหรูหราเช่นนั้น ใครให้อำนาจกับนางเล่า”
ล่าวไท่จุนถือกล้องยาสูบทองเหลืองซึ่งเพิ่งซื้อมาใหม่ นางยกสูบไปสองครั้ง ก็รู้สึกว่ากล้องยาสูบอันใหม่นี้ใช้งานได้ไม่ดีเท่ากล้องยาสูบทองเหลืองอันเก่า ทำให้นางรู้สึกโกรธอีกครั้ง
แม่นมฉินพูดอยู่หลายครั้ง แต่นางก็ไม่กล้าเอ่ยออกไปตรงๆ เพราะจะทำให้ล่าวไท่จุนสงสัยเอาได้ ในท้ายที่สุดทำได้เพียงสั่งให้บ่าวเอาอาหารต้มผักใสๆ ส่งไปที่เรือนซิ่งหนิงเท่านั้น
ในเรือนซิ่งหนิง
ซุนซื่อกำลังถือชามพลางมองข้าวกล้องด้านใน แล้วมองไปที่หม้อต้มน้ำแกงใบผักสีเหลืองที่ถูกต้มจนเละ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายของนางสั่นไปทั้งตัว
“นี่จะทำอะไรกัน จะรังแกข้าที่ไม่มีพ่อแม่หรือ ถึงแม้ว่าข้าจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป แต่ข้าก็ยังเป็ภรรยาเอกของฉินเิ นี่เป็วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อสมาชิกในครอบครัวของฉินเิหรือ”
ซุนซื่อโกรธมากจนอยากจะโยนชามทิ้ง
แต่ฉินหยีหนิงเห็นทันพอดี จึงช่วยชามลายครามสีขาวที่น่าสงสารใบนั้นเอาไว้ได้
หลายวันนี้ไม่รู้ว่าโยนแตกไปแล้วเท่าไร เงินที่เสียไปเพราะทำชามแตก ยังแพงกว่าน้ำแกงที่พวกนางกินเสียอีก
“ท่านแม่ ท่านสงบเถิดเ้าค่ะ ท่านจำสิ่งที่ข้าเคยพูดกับท่านก่อนหน้านี้ที่ว่า ‘จะต้องทนทุกข์ทรมาน ก่อนที่จะได้รับความเคารพนับถือและเป็ที่รักของผู้อื่น’ ได้หรือไม่เ้าคะ? อีกอย่างแม้ว่าอาหารที่พวกเขาส่งมานั้นไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ความเป็จริงแล้ว สิ่งที่พวกเรากินจริงๆ ก็ไม่ได้แย่เลยนะเ้าคะ”
ฉินหยีหนิงยิ้มพร้อมเอ่ยปลอบ “ท่านคิดว่าอาหารมังสวิรัติจากร้านก่วงหยวนนั้นดีหรือไม่เ้าคะ? ลูกจะให้คนไปซื้ออีกครั้ง?”
น้ำตาของซุนซื่อคลออยู่ในดวงตา “พวกเราเป็บ้านเอก ในแต่ละเดือนมีเงินเดือนที่กำหนดเอาไว้อยู่แล้ว ครัวใหญ่ส่งกล่องอาหารเช่นนี้ให้พวกเรา ยังเทียบไม่ได้กับบ่าวเลย เงินเ่าั้ไปอยู่ที่ไหนเล่า? ข้าส่งคนไปถามพวกเขา พวกเขาบอกว่าเราต้องไว้อาลัย จะต้องกินผักจืดๆ หน่อย และเอาเงินของบ้านเอกไปแบ่งให้กับบ้านเล็กเ่าั้ไปไม่น้อย ฉาวหยีเหนียง และยังมีหยีเหนียงของพ่อเ้าอีกสี่คนก็เอาเงินส่วนที่เป็ของพวกเราแบ่งให้ได้เท่าๆ กันกับพวกเราอีกด้วย ล่าวไท่จุนเหมือนกำลังตบหน้าข้าชัดๆ เลย!"
น้ำตาเอ่อคลอในที่สุดก็ร่วงไหลลงมา
เมื่อฉินหยีหนิงมองไม่เห็นหนทาง นางจึงเกลี้ยกล่อมและปลอบประโลม คำพูดเกลี้ยกล่อมต่างๆ ล้วนได้พูดไปหมดแล้ว จนทำให้ซุนซื่อหยุดร้องไห้แล้ว
ทันใดนั้นก็มีเสียงไพเราะเพราะพริ้งของการประจบประแจงดังเข้ามาจากลานบ้าน
แม่นมจินเดินเข้ามารายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ฮูหยินใหญ่ ฉาวหยีเหนียง ฮวาหยีเหนียง หลี่หยีเหนียง เฉียนหยีเหนียง เฉินหยีเหนียงและคุณหนูฮุ่ยหนิงมาเพื่อทักทายท่านเ้าค่ะ”
ซุนซื่อยังไม่ทันได้ตอบปฏิเสธออกมา ม่านก็ถูกเลิกขึ้น พร้อมกลิ่นหอมฟุ้งกระจายพุ่งเข้ามาที่ใบหน้า หยีเหนียงที่แต่งตัวสวยงามเป็พิเศษทั้งหลายเดินเข้ามาก่อน
