ม้าจำนวนนับไม่ถ้วนวิ่งขวักไขว่บนถนนที่ฝุ่นคลุ้ง ม้าพวกนั้นจอดเทียบห่างจากทางเข้าเมืองไปหลายร้อยเมตร ประตูเมืองที่ใหญ่โตโอ่อ่าส่งให้ผู้คนที่อยู่เบื้องล่างนั้นเล็กจ้อย
โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าตัวเองซวยมาก กว่าจะคลานออกมาจากรถม้าได้ ตั้งใจจะสูดลมหายใจสดชื่นซะหน่อย แต่ไม่วายเจอเข้ากับขบวนม้าที่ควบผ่าน แล้วม้านั้นก็เตะจนฝุ่นตลบอัดหน้าโหยวเสี่ยวโม่ แถมเข้าไปในปากด้วย
“ถุย…”
โหยวเสี่ยวโม่รีบเช็ดปากอย่างเหนื่อยหน่าย จากนั้นถ่มน้ำลายเปื้อนขี้ฝุ่นออกมา เหลือทนแล้ว
ขบวนม้านี้ ช่างไม่วิเคราะห์ถึงคนอื่นบ้างเลย นี่คือนอกเมืองฮุยจี๋ ทุกวันคนที่ยืนรอต่อแถวเพื่อเข้าเมืองนั้นนับไม่ถ้วน พวกเขาโหวกเหวกขนาดนี้ คนที่รับผลกระทบไม่ใช่แค่เขาแน่ คนไม่น้อยที่มีฝุ่นเกาะเต็มหน้า แต่ที่ทำให้เขาฉงนคือ พวกเขาต่างเผยสีหน้าโกรธเคืองแต่ไม่กล้าเอ่ยอะไร
ขณะที่กำลังสงสัย ก็มีคนให้คำตอบเขา
“แกน่ะ คือคนที่ถ่มน้ำลายเมื่อครู่หรือ?”
ชายตัวผอมที่ขี่ม้าตัวใหญ่หันม้ากลับมาทางโหยวเสี่ยวโม่ มองต่ำลงมาทางโหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังเช็ดปาก สีหน้าจองหองราวกับกำลังดูมดตัวหนึ่ง
โหยวเสี่ยวโม่ตะลึงงัน นี่มันอะไรกัน ทำฝุ่นเข้าปากเขาเต็มไปหมด ยังไม่ให้เขาถ่มน้ำลายออกมาเลยหรือ?
แต่ก็ทึ่งที่เขายังอุตส่าห์ได้ยินเสียงถ่มน้ำลายท่ามกลางเสียงม้าวิ่งเช่นนี้
ขณะที่คิดเช่นนี้ เขาก็เห็นคนรอบข้างนั้นมองเขาด้วยสีหน้าเวทนาแล้วก็สมเพช แต่ไม่มีใครคิดออกหน้าแทนเขา บางคนถึงขั้นกอดอกรอชมฉากสนุกสนานฉากนี้
โหยวเสี่ยวโม่นึกแล้วก็ถามขึ้น “ไม่ทราบว่าท่านมีเื่อะไรรึ?”
ชายผอมสูงแค่นหัวเราะแล้วเอ่ย “แกน่ะ ดูไม่ออกเลยนะว่าจะกล้าดีขนาดนี้ แต่ต่อหน้าข้า ถึงกล้าแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์ มันต้องพูดกันด้วยหมัด”
กล้าดี? โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองไม่เคยมีก็คือความกล้า
แต่ฟังเขาพูดตั้งนานไม่เห็นเข้าประเด็นสักที เขาเองก็เริ่มระอา ร่างกายโยกเยกมาครึ่งค่อนวัน ตอนนี้ยังอาการแย่ไม่หาย จึงเอ่ย “พี่ชายท่านนี้ ท่านมีเื่อะไรกันแน่?”
ชายผอมสูงมองหน้าเขาที่กำลังระอา หน้าเหี้ยมเกรียมขึ้นทันใด ยื่นมือไปด้านหลังพร้อมคว้าดาบสันโค้งอันใหญ่ ง้างแล้วฟาดลงมาหน้าโหยวเสี่ยวโม่ที่กำลังตะลึง ขณะเดียวกันก็เอ่ยขึ้น “ไอ้หนุ่ม ข้าว่าแกคงเข้าเมืองฮุยจี๋ครั้งแรกสินะ ตอนนี้ข้าจะสอนให้แกรู้ถึงกฎข้อนึง อยู่ที่นี่อย่าได้ทำตัวอวดดีเกินไป ในสายตาข้า แกก็ไม่ต่างอะไรกับมด!”
โหยวเสี่ยวโม่คิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าทำไมเขาคนนี้พูดจากันอยู่ดีๆ ถึงได้ลงไม้ลงมือขึ้นมา เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเกินเลยออกไปเลยนี่
แต่ดาบนั้นยังไม่ทันได้มีโอกาสฟาดโดนตัวโหยวเสี่ยวโม่ ช่องประตูรถม้าด้านหลังก็มีมือยาวเรียวสวยราวกับหยกยื่นออกมาตั้งรับดาบสันโค้งนั้นด้วยท่าทีสบายๆ แม้ชายผอมสูงจะออกแรงเท่าใด ดาบนั้นก็กดลงไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว
ชายผอมสูงหน้าถอดสี สายตาฉายแววอำมหิต เอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว “ใครกันกล้าอวดดีกับกลุ่มเขี้ยวหมาป่า ไม่อยากตายดีใช่มั้ย? แน่จริงก็แสดงตัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
“ไอ้หนุ่ม ข้าก็จะสอนแกถึงกฎข้อนึง ต่อหน้าข้า อย่าริอ่านข่มเหงคนของข้า”
ลมพัดผ่านช่องประตูรถม้า เสียงอ่อนหวานดังออกมาจากด้านใน น้ำเสียงชายหนุ่มฟังดูี้เี แต่ในความอืดอาดก็แฝงด้วยความน่าดึงดูด ไม่รีบร้อน ฟังแล้วรื่นหู ทั้งคำพูดที่ได้ยินก็เต็มไปด้วยความดูแคลน เล่นเอาชายผอมสูงตัวเกร็งจนสั่น
ถัดมา รองเท้าปักลายสีขาวเงินก็ยื่นออกมาจากตัวรถ ตามด้วยขาเรียวยาวค่อยๆ ก้าวออกมา ชุดขาวปักเลื่อมทองปลิวไสว ดูองอาจชายชาตรี ดูแล้วอบอุ่น แค่ปรากฏตัวก็สามารถสะกดทุกสายตาไว้
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มมุมปากดูนุ่มนวล ราวกับกำลังสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ไม่ใช่คนที่กำลังสะกดดาบสันโค้งนั่นอยู่
เมื่อเห็นหลิงเซียวปรากฏตัว โหยวเสี่ยวโม่ก็รีบกุลีกุจอไปหลบหลังเขา
เหลียงหลังมองสันดาปที่อยู่ใกล้เขาเพียงเสี้ยวแล้วอุทานในใจ อันตรายจริงๆ หากไม่ใช่เพราะหลิงเซียว เขาคงถูกผ่าออกสองซีกไปแล้ว
เขารู้สึกถึงความอันตรายอย่างแรงกล้า โลกนี้ช่างน่ากลัว เอะอะก็จะฆ่าแกงกัน เขาอยากกลับโลกปัจจุบันแล้ว!
ไม่รอให้ชายผอมสูงได้ปริปาก หลิงเซียวก็ใช้นิ้วดีดดาบสันโค้งกระเด็นออกไป
แรงที่เขาดีดออกนั้นไม่แรงนัก แต่ชายผอมสูงกลับรับไว้ไม่อยู่ บวกกับเขานั่งอยู่หลังม้า เมื่อถูกแรงที่ปะทะเข้าจึงกลิ้งตกลงมาจากหลังม้าทันที ร่างอัดกระแทกกับพื้นจนฝุ่นลอยคละคลุ้ง
“แค่กๆ…” ชายผอมสูงสำลัก จากนั้นตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา เขารู้สึกได้ว่ากระดูกซีกหนึ่งหักไปแล้ว ระหว่างที่จ้องไปยังหลิงเซียว สายตาเต็มไปด้วยความเคืองแค้น “เ้าแน่จริงก็ยืนอยู่ตรงนี้อย่าหนีไปไหนล่ะ แก๊งเขี้ยวหมาป่าไม่ปล่อยพวกเ้าไว้แน่”
หลิงเซียวชะเง้อมองคนของกลุ่มเขี้ยวหมาป่าที่ยืนแกว่งดาบอยู่ไกลๆ
คงเห็นว่าหัวหน้าถูกเล่นงานอย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าลงมือ พลันหลุดขำ ก็แค่พวกไม่ได้ความ ลำพังฝีมือแค่นี้ยังกล้าก่อเื่
“พวกโง่เขลา!” หลิงเซียวขำแกมด่า จากนั้นก็ลากโหยวเสี่ยวโม่ขึ้นรถม้า
ขณะเดียวกัน ม้าเพลิงอัคคีก็ส่งเสียงร้องดัง กระทืบเท้าหลังสองครั้งแล้วออกวิ่งอีกครั้ง เพียงแต่วิ่งช้าลงจากตอนแรก ไม่รู้สึกความโยกเยกมากนัก คงเพราะนี่คือนอกเมืองฮุยจี๋ คนสัญจรไปมา วิ่งเร็วมากไม่ได้
เสียงกระทืบเท้าของม้ากลบเสียงอึกทึกด้านนอก ผู้คนพึ่งสังเกตเห็นว่า ม้าที่ลากรถนั้นอยู่คือม้าเพลิงอัคคี ม้าหายากที่ขึ้นชื่อว่าพยศมาก ความอึดนั้นน่าทึ่งทีเดียว เสียดายที่ม้าประเภทนี้อาศัยอยู่แค่ในป่าลึก ดังนั้นจึงหาเจอได้ยาก คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอที่นี่ ทันใดก็มีเสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นมา เสียดายเพียงว่าเ้าของนั้นจากไปแล้ว
ประตูเมืองฮุยจี๋อยู่เบื้องหน้า ทันใดรถม้าก็ถูกทหารประจำประตูดักไว้ก่อน
ม้าเพลิงอัคคีรับรู้ถึงแรงกดดันเบาๆ จากด้านในรถม้า ส่งเสียงร้องแล้วหยุดลงอย่างขัดไม่ได้
ทหารสองนายโล่งอก ม้าเพลิงอัคคีพวกเขาเคยเห็นมาบ้าง และรู้ว่ามันนิสัยพยศสุดๆ หากมันอยากทะลวงด่านจริง ลำพังเขาสองคนเอาไม่อยู่แน่ อีกทั้งคนที่สามารถควบม้าเพลิงอัคคีได้นั้นหาตัวจับได้ยากมาก หากยั่วโมโหคนในรถม้าเข้า คงลำบากแน่
“ขออภัยขอรับ คนที่เข้าเมืองฮุยจี๋นั้นต้องจ่ายค่าส่วยคนละสองตำลึง” ทหารหนึ่งในนั้นกล่าว
นี่เป็วิธีในการหาเงินของเมืองนี้ ยกเว้นประชากรเมือง คนนอกพื้นที่ที่เข้ามาต่างก็ต้องจ่ายส่วยเข้าเมืองตามจำนวนคน คนเข้าเมืองยิ่งเยอะเงินที่เก็บได้ก็เยอะตาม แม้ว่าสองตำลึงทองสำหรับชาวบ้านทั่วไปจะได้ถึงสองเดือน แต่กับคนส่วนใหญ่แล้ว สองตำลึงทองนับว่าไม่กี่ตังค์ เพียงแค่หาทำเลที่ตั้งแผงขายของ สองตำลึงครู่เดียวก็หมุนกลับมาได้แล้ว
ดังนั้นค่าส่วยจำนวนนี้ยังพออยู่ในขอบเขตที่รับได้
เมื่อทหารนายนี้พูดจบ มือเรียวยาวยื่นออกมาจากหน้าต่าง ในมือมีเงินสี่ตำลึงทองอยู่
ทหารแอบเหลือบมองตามช่องว่างหน้าต่างที่เปิดออก ก็เห็นเงาคนสองคนในนั้น อีกอย่างหากถึงขั้นใช้ม้าเพลิงอัคคีได้ คงไม่ขาดแคลนเงินไม่กี่ตำลึงหรอก จากนั้นรับเงินสี่ตำลึง ไม่ได้ตรวจดูข้างในรถม้าแต่อย่างใด
ในรถม้า โหยวเสี่ยวโม่กล่าวอย่างดีอกดีใจ “โชคดีที่ข้ายังพอมีเงินติดตัว ไม่งั้นเราคงเข้าเมืองไม่ได้ด้วยซ้ำ”
หลิงเซียวขำที่ไม่ได้บอกเขาเื่หนึ่ง อันที่จริงหากไม่มีเงิน เขาก็ใช้อย่างอื่นแทนได้ หากว่าของสิ่งนั้นมีมูลค่าสูง ทหารก็จะเก็บสิ่งมีค่าไว้แล้วควักเงินตัวเองออกมาแทน
สถานการณ์เช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไป เมืองฮุยจี๋ไม่ได้ห้าม ขึ้นอยู่กับดวงของทหารเอง
“ศิษย์พี่หลิง ต่อจากนี้เราไปไหนกันดี?” หลังจากที่โหยวเสี่ยวโม่เก็บถุงเงินเรียบร้อย หน้าตาตื่นชะเง้อคอมองออกไปนอกหน้าต่าง ทุกตรอกซอกซอยมีคนเดินพลุกพล่าน เทียบกับเมืองเหอผิงแล้วคึกคักกว่าเยอะ เพียงครู่เดียว เขาก็ลืมเื่หน้าประตูเมืองไปหมดสิ้น
“เราไปโรงขายประมูลเพื่อแจ้งสิ่งที่จะขายก่อน จากนั้นค่อยว่ากัน” หลิงเซียวนั่งอยู่ในนั้นอย่างเกียจคร้าน สายตาจดจ้องโหยวเสี่ยวโม่ที่แก้มแดงเรื่อเพราะความตื่นเต้นดีใจ พลันตาพริ้ม
“โรงประมูลอยู่ไหนเหรอ?” โหยวเสี่ยวโม่ถามอย่างฉงน แต่เขาก็สงสัยอยู่ว่าม้าอัคคีเพลิงจะสามารถพาพวกเขาไปถูกที่ได้จริงหรือ? เขาไม่รู้มาก่อนว่าม้านั้นรู้ทางด้วย แต่เขาก็รู้ด้วยว่าในดินแดนหลงเสียงไม่สามารถใช้ความปกติทั่วไปมาจำกัดความได้
“อยู่ตรงหัวมุมถนนเส้นนี้แหละ” หลิงเซียวเอ่ย
โหยวเสี่ยวโม่กำลังจะแง้มผ้าด้านหน้าดู รถม้าก็หยุดทันใด ไม่ทันตั้งตัว ร่างนั้นเกือบพุ่งออกไปข้างหน้า เมื่อเห็นเขากำลังจะลอยออกไป หลิงเซียวก็คว้าหมับไว้แล้วดึงเขาเข้ามา
โหยวเสี่ยวโม่ขวัญกระเจิงอยู่ในอ้อมกอดเขา ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงของหลิงเซียวบนหัวก็เอ่ยขึ้น “ถึงโรงประมูลแล้ว”
พูดจบ หลิงเซียวก็อุ้มเขาะโลงจากรถม้า
หัวมุมนั้นผู้คนเดินขวักไขว่ ปรากฏภาพชายหนุ่มอุ้มชายหนุ่มอีกคนไว้ แม้คนที่ถูกอุ้มอยู่จะเป็เด็กหนุ่มรูปร่างผอมเล็ก แต่ก็เปลี่ยนแปลงเื่ที่เขาเป็ผู้ชายไม่ได้
เมื่อรู้สึกถึงสายตาแปลกประหลาดจากทุกสารทิศ โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดง รีบกระโจนออกจากอ้อมกอดหลิงเซียว
