เขายืนชะงักอยู่กับที่โดยมีเปลวเพลิงร้อนแรงเป็ภาพพื้นหลัง ทั้งที่อากาศกำลังร้อนระอุแท้ๆ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง เด็กผู้หญิงที่งดงามสดใส แววตาสวยที่แฝงไปด้วยความลึกซึ้งกินใจ รอยยิ้มที่อบอุ่นจนเหมือนกับฤดูใบไม้ผลิ ราวกับว่าเพียงนางยิ้ม ต้นหลิวก็พร้อมจะผลิใบแตกก้าน ดอกไม้นานาชนิดก็พร้อมจะแย้มบานอีกคราเช่นนั้น นางชอบนั่งแกว่งขาเบาๆ อยู่เหนือกำแพงเป็ประจำ โดยยันมือทั้งสองข้างลงบนกำแพงข้างกาย เหนือหัวเป็กิ่งไม้ที่ไร้ซึ่งใบ และมีหิมะบางๆ ปกคลุมอยู่ เมื่อเขามาถึง นางก็มักจะพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม หมอกสีขาวพ่นออกมาจากริมฝีปากสวยขณะมันขยับขึ้น “กู้เหยียน ข้ารอเ้ามานานแล้วนะ”
ซูกู้เหยียนก้มมองเฟิ่งสือจิ่น ลมหายใจกระทบลงบนใบหน้าเนียนใสของนางอย่างต่อเนื่อง ตกลงแล้ว คนไหนคือเฟิ่งสือจิ่นกันแน่ ทำไมจู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าภาพของหญิงตรงหน้าทาบซ้ำกับภาพในความทรงจำ เหมือนเป็คนที่พบเจอกันอีกครั้งหลังต้องจากกันไปนาน เหมือนนางเป็คนที่เขาคุ้นเคยมากที่สุด... เขาคิดว่านางจงใจแสดงละครเพื่อดึงดูดความสนใจจากตนมาโดยตลอด คิดไม่ถึงว่าแม้แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางก็ยังแสดงละครอยู่... ซึ่งแผนของนางสำเร็จแล้ว เขาถูกนางดึงดูดความสนใจไปั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ หากไม่ใช่เช่นนั้น ทำไมเมื่อรู้ว่านางมีอันตรายตนถึงรู้สึกกังวล เป็ห่วง และหวาดกลัวเช่นนี้
เสียงฝีเท้าอันแสนวุ่นวายของฝูงคนด้านนอกกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ซูกู้เหยียนดึงสติกลับมาอีกครั้ง เขาบอกกับนาง “เฟิ่งสือจิ่น อดทนเอาไว้”
เขากระชับเสื้อผ้าบนร่างของเฟิ่งสือจิ่น ดึงให้มันปกคลุมร่างกายของนางจนมิดชิด จากนั้นก็ยัดแขนของนางเข้าไปในเสื้ออีกครั้ง เมื่อทำเสร็จจึงอุ้มนางเดินออกไปจากอาคาร ทว่าเพิ่งเดินไปได้ไม่ไกลก็พบว่าคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยท่าทางรีบร้อน ผู้ดูแลแห่งจวนองค์ชายพูดอย่างร้อนใจ “ฝ่าา เปลวไฟลุกลามใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว จะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
ซูกู้เหยียนพูดอย่างใจเย็น “คืนนี้ลมแรง ต้องดับไฟให้ได้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้น ไฟต้องลามไปที่อื่นแน่ๆ ที่โรงครัวของวิทยาลัยหลวงมีบ่อบาดาลอยู่แห่งหนึ่ง จงไปเอาน้ำจากที่นั่นมาราดดับไฟ ไปเร็ว!”
ผู้ดูแลได้รับคำสั่ง จึงรีบสั่งให้คนรับใช้ที่มาด้วยกันมุ่งหน้าไปที่โรงครัวทันที อีกด้าน ผู้ดูแลเดินออกไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็วางใจไม่ลงจนต้องเดินกลับมาอีกครั้ง เขามองคนในอ้อมแขนของซูกู้เหยียนแวบหนึ่ง เขาฉลาดและมีทักษะในการพูดไม่น้อย จึงเริ่มเกริ่นขึ้น “ฝ่าา แม่นางคนนี้ไม่เป็ไรใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? พระชายาก็มาเช่นกัน ให้พระชายาดูแลแม่นางผู้นี้ต่อดีไหมพ่ะย่ะค่ะ นางจะได้ได้รับการรักษา และฟื้นขึ้นมาโดยเร็ว”
แท้จริงแล้ว ผู้ดูแลกำลังเตือนเขาว่าพระชายาแห่งองค์ชายสี่ก็มาถึงแล้วนั่นเอง
ซูกู้เหยียนถอดชุดคลุมชั้นนอกให้หลิวอวิ๋นชู ส่วนชุดคลุมชั้นกลางก็อยู่บนร่างของเฟิ่งสือจิ่น จึงมีสภาพน่าขัดเขิน ดูไม่งามนัก แถมยังอุ้มเฟิ่งสือจิ่นด้วยท่าทางสนิทชิดเชื้อเช่นนี้ อย่าว่าแต่พระชายาแห่งองค์ชายสี่เลย หากคนนอกมาเห็นเข้า เขาอาจจะถูกเข้าใจผิดโดยไม่จำเป็ก็ได้
ซูก็เหยียนพูดด้วยเสียงราบเรียบ “ข้ารู้แล้ว เ้าไปดับไฟก่อนเถิด”
เขาอุ้มเฟิ่งสือจิ่น แล้วมุ่งหน้าไปข้างนอกทันที ผู้ดูแลเห็นดังนั้นจึงวางใจ และมุ่งหน้าไปที่โรงครัวเพื่อดับไฟต่อในที่สุด อีกด้าน หากซูกู้เหยียนเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูรั้วของวิทยาลัยหลวง เขาต้องพบกับเฟิ่งสือหนิงระหว่างทางแน่ แต่เพิ่งเดินไปได้ไม่ไกล เขาก็เปลี่ยนใจขึ้นมาเสียก่อน เขาเดินเปลี่ยนทิศ มุ่งหน้าไปยังป่าทึบที่หลังวิทยาลัยหลวงแทน
ในนี้มืดสนิท มีเพียงเสียงของสายลมกับเสียงของฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้นดินเท่านั้น
เขาวางเฟิ่งสือจิ่นลงที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างระมัดระวัง เสียงลมหายใจของคนทั้งสองเด่นชัดท่ามกลางความเงียบงัน ซูกู้เหยียนทรุดนั่งข้างกายเฟิ่งสือจิ่นอย่างหมดแรง เขาแหงนหน้าขึ้น เอนหลังพิงต้นไม้ขนาดใหญ่เื้ั และทอดสายตาขึ้นไปบนฟ้าไกล
น่าเสียดายที่ใบไม้หนาทึบเบื้องบนบดบังท้องนภาจนเกือบหมด จึงไม่เห็นดวงดาวแม้แต่ดวงเดียว
ผ่านไปนาน กว่าเขาจะยื่นมือไปแตะไหล่ของเฟิ่งสือจิ่นเบาๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ร่างบางสั่นสะท้านขึ้นเล็กน้อย ซูกู้เหยียนเงียบลงชั่วครู่ก่อนจะถามขึ้น “ไม่เป็ไรใช่หรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นอ้าปากขึ้น แต่กลับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว นางกำเสื้อผ้าบนร่างกายเอาไว้แน่น หน้าอกขยับขึ้นลง ส่งเสียงหอบหายใจออกมาอย่างทรมาน ซูกู้เหยียนออกแรงลูบสลับกับตีหลังให้นางหลายครั้ง สักพักเฟิ่งสือจิ่นจึงส่งเสียงไอออกมา เสียงไอทั้งแหบพร่าและทุ้มต่ำ เหมือนมีใครเอาทรายหยาบๆ มาถูกับลำคอของนางจนมันพังเสียหายเช่นนั้น แต่ถึงกระนั้น เฟิ่งสือจิ่นก็ยังพยายามอดกลั้นเอาไว้ ไม่ยอมให้ตนส่งเสียงไอออกมา
ซูกู้เหยียนรู้ว่านางกำลังคิดอะไร จึงพูดขึ้น “ไอออกมาให้เต็มที่เถอะ ที่นี่ไม่มีใครได้ยินเสียงของเ้าแน่”
เฟิ่งสือจิ่นได้ยินดังนั้นจึงส่งเสียงไอแรงๆ ออกมา นางไอจนน้ำหูน้ำตาไหลเช่นเดียวกับที่หลิวอวิ๋นชูเคยเป็ ซูกู้เหยียนยกชายเสื้อของตนขึ้นมาเช็ดหน้าให้นางเบาๆ
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความโกรธที่บางเบาจนยากจะสังเกตเห็น “เล่าเื่ทั้งหมดให้ข้าฟังอย่างละเอียดได้หรือไม่ หากนี่เป็ฝีมือของซูเหลียนหรูจริง ข้าจะลงโทษนางอย่างสาสม”
หากไม่ใช่เพราะเจี่ยนซืออินมาส่งข่าว หากไม่ใช่เพราะเขามาถึงทันเวลา หากมาช้าอีกสักนิดละก็ เขาคงได้เก็บศพให้เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูแทนแล้ว แม้ซูเหลียนหรูจะมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเองไปเสียหน่อย แต่เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านางจะทำเื่ที่โเี้เช่นนี้ได้ลงคอ
เฟิ่งสือจิ่นถามด้วยเสียงราบเรียบคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น “หลิวอวิ๋นชูล่ะ?”
“เพื่อปิดบังเื่นี้จากสายตาของผู้อื่น ข้าจึงให้เขาไปจากที่นี่ก่อนแล้ว”
“หากข้าบอกว่า ทั้งหมดนี้เป็ฝีมือของซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาว แล้วมันจะได้อะไรงั้นหรือ?”
“เฟิ่งสือจาว?” ซูกู้เหยียนชะงักอึ้ง
เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะขมขื่น “ก็ใช่น่ะสิ นางเกลียดข้าขนาดนั้น แค้นที่ข้าฆ่าน้องชายของนาง” นางชะงักลงเล็กน้อย ก่อนความอำมหิตและโกรธแค้นจะประกายออกมาให้เห็นทางสีหน้า “ข้าเองก็เกลียดแค้นนางไม่ต่างกัน แค้นที่นางทำให้แม่ของข้าต้องตาย”
ความรู้สึกของซูกู้เหยียนในตอนนี้สลับซับซ้อนเป็อย่างมาก หลายปีมานี้ เขากับเฟิ่งสือหนิงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและมีความสุขมาโดยตลอด แต่บางที สิ่งที่เฟิ่งสือจิ่นกำลังแบกรับอยู่อาจหนักหนากว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มาก
“สือจิ่น” ซูกู้เหยียนพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ขอโทษ ข้ารู้ว่าที่เ้าต้องมาแบกรับสิ่งเหล่านี้เอาไว้ก็เพื่อพี่สาวของเ้า...” ในสายตาของทุกคน พวกนางเป็พี่น้องฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันทุกส่วน แม้แต่เขาเอง ตอนที่ไปเยือนจวนท่านโหวครั้งแรกก็ยังแทบจะแยกทั้งสองไม่ออกเหมือนกัน ดังนั้น การที่เฟิ่งสือหนิงสลับตัวกับเฟิ่งสือจิ่น เฟิ่งสือจิ่นแสร้งเป็เฟิ่งสือหนิงจึงเป็เื่ที่แเีจนแทบจะไม่มีข้อบกพร่องเลย
แต่นั่นเป็แค่ความคิดของเขาเท่านั้น เขาเชื่อคำพูดเพียงข้างเดียวของเฟิ่งสือหนิง จึงเชื่อมาโดยตลอดว่าเฟิ่งสือหนิงในตอนนี้คือเฟิ่งสือจิ่นในอดีต และเฟิ่งสือจิ่นในตอนนี้ก็คือเฟิ่งสือหนิงเมื่อหลายปีก่อน นางรับความผิดแทนเฟิ่งสือจิ่นตัวจริง เฟิ่งสือจาวและคนอื่นๆ จึงจงเกลียดจงชังนางมาโดยตลอด
คนที่เขารักจนหมดหัวใจคือเฟิ่งสือจิ่นตัวจริงต่างหาก สือหนิง... สือหนิง... เขาเรียกชื่อนี้มานานหลายปี จึงเริ่มคุ้นชินกับมันไปเสียแล้ว
เฟิ่งสือจิ่นยกมือขึ้นมากุมหน้าผากเอาไว้พลางส่ายหน้าเบาๆ “คนเป็พี่ต่างหากที่ควรต้องปกป้องน้องสาว แต่นางมีข้าคอยปกป้อง จึงไม่เคยต้องทนกับการข่มเหงรังแกของเฟิ่งสือเหิงแม้แต่ครั้งเดียว แต่การเสียสละเพื่อพี่น้องก็เป็เื่ที่สมควรอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ตอนที่ท่านแม่ถูกคนพวกนั้นกดดันจนตาย เฟิ่งสือหนิงไม่ได้อยู่ด้วย บางที การที่นางไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในตอนนั้นก็ถือเป็เื่ดี แต่คิดไม่ถึงว่าต่อมา แม้แต่ข้านางก็ละทิ้งได้ลงคอ...”
ซูกู้เหยียนอ้าปากหลายครั้ง เขาอยากจะพูดทักท้วงอะไรออกไปบ้าง แต่ในสถานการณ์และบรรยากาศเช่นนี้ เขาพบว่าตนไม่อาจพูดแก้ต่างแทนเฟิ่งสือหนิงได้เลย วินาทีนี้ เขาััถึงความโศกเศร้าเสียใจของเฟิ่งสือจิ่นได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจน ก่อนหน้านี้ ตอนที่นางตามตื๊อและพยายามอธิบายเื่นี้แก่เขาซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาไม่เคยเชื่อนางแม้แต่ครั้งเดียว แต่ตอนนี้หัวใจของซูกู้เหยียนเริ่มโอนเอนลงแล้ว อะไรเป็สาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้?
เฟิ่งสือจิ่นตื่นจากภวังค์ “ข้าเกือบจะลืมไปเสียสนิทว่าเ้าเป็สามีของเฟิ่งสือหนิง” แต่ไม่ว่าเขาจะเป็ใคร ก็ไม่อาจหยุดยั้งความคิดของนางได้อยู่ดี นางเพียงรู้สึกว่า การพูดเื่เหล่านี้กับคนนอกอย่างซูกู้เหยียนถือเป็เื่ที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง จึงเริ่มพูดเปลี่ยนเื่ “วันนี้ ที่เฟิ่งสือจาวกับซูเหลียนหรูจับข้ากับหลิวอวิ๋นชูไปขังเอาไว้ในอาคารร้างก็เพื่อให้คนทั้งวิทยาลัยมาเห็นพวกเราอยู่ด้วยกันในวันรุ่งขึ้น ชื่อเสียงของข้าจะได้ป่นปี้จนไม่อาจกอบกู้กลับมาได้อีก แต่ถึงแม้เื่นี้จะเป็ฝีมือของพวกนางแล้วจะอย่างไร เ้าเปิดโปงพวกนางได้หรือ? มีหลักฐานอะไร?”
