ฉินหวยหยวนรีบเดินอย่างเร่งรีบ ใช้เวลาไม่นานเขาจึงถึงห้องสมุด หลังก้าวเท้าเข้าไปในห้องซึ่งใช้รับรองแขก เขาเห็นยวี้ฉือเยี่ยนกำลังยืนไพล่มือเอาไว้ข้างหลัง สายตาของอีกฝ่ายหลุบมองพื้น โดยไม่รู้ว่าฝั่งนั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ชายสูงศักดิ์สวมเพียงเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อนธรรมดา ้าศีรษะสวมผ้าพันตาข่ายสีดำอย่างเรียบร้อย ส่งผลให้เขาดูเหมือนคุณชายตระกูลร่ำรวยธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งการแต่งกายดังกล่าวแตกต่างจากยามปกติ ที่มักจะแสดงออกถึงความพิถีพิถันสง่างามสมฐานะ เห็นได้ชัดเจนว่าคราวนี้เขาเดินทางมาอย่างระแวดระวัง
ฉินหวยหยวนคิดว่า ยวี้ฉือเยี่ยนอาจจะพบแล้วว่าคนรอบกายของเขามีสายลับปะปนอยู่
ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้า ยวี้ฉือเยี่ยนจึงถูกฉุดออกมาจากห้วงภวังค์แห่งการครุ่นคิด เขาหันหลังกลับมามองฉินหวยหยวน ใบหน้าของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนก้มศีรษะคำนับ “ฉินไท่ซือ”
ฉินหวยหยวนรีบคำนับอย่างเป็ทางการด้วยความเคารพ “เฉินเข้าเฝ้าองค์ชายรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
“ฉินไท่ซือไม่จำเป็ต้องคำนับอย่างเป็ทางการหรอก” ยวี้ฉือเยี่ยนประสานมือทั้งสองข้าง ประโยคถัดมาเอ่ยขึ้นว่า “มาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ไม่ทราบว่า จะเป็การรบกวนฉินไท่ซือหรือไม่”
“องค์ชายพูดอะไรกัน องค์ชายมาที่นี่ ก็ถือว่าเป็เกียรติเป็ศรีแก่บ้านของกระหม่อมแล้ว มิทราบว่าองค์ชายมีเื่อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ทั้งสองนั่งอยู่บนเก้าอี้กลม ฉี่ไท่ยกน้ำชามาให้ เรียบร้อยแล้วจึงออกไปพร้อมปิดประตูด้วยความใส่ใจ และยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก
ยวี้ฉือเยี่ยนทำหน้านิ่วและเอ่ยขึ้น “วันนี้มาที่นี่เป็เพราะมีเื่ด่วนจริงๆ อยู่สองเื่ คนของท่านอ๋องหนิงที่อยู่ที่เมืองซีฮวาได้รับข่าวมาว่า ต้าโจวกับพวกเราสู้รบกันอีกครั้ง ตอนนี้เมืองซีฮวาได้สู้รบกันแล้ว”
ฉินหวยหยวนได้ยินคำพูดดังกล่าวก็ขมวดคิ้วฉับ
เมืองซีฮวาอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก และที่นั่นเป็เมืองหน้าด่านสำคัญ ไม่ว่าจะเป็ทางบกหรือทางน้ำ ต่างต้องใช้ซีฮวาเป็จุดเชื่อมต่อการสัญจร หากเมืองซีฮวาถูกตีแตกขึ้นมา ระยะเวลาล่มสลายของต้าเยี่ยนก็คงจะคืบคลานเข้ามาเร็วมากกว่าเดิม
ฝ่ายยวี้ฉือเยี่ยนเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของฉินหวยหยวนแล้ว เขาก็ถอนหายใจอย่างไม่มีทางเลือก “แม่ทัพทั้งสองนายที่คุมอยู่ที่ซีฮวานั้นต่างเป็พี่ชายของภรรยาฉินไท่ซือ และไม่รู้ว่าตอนนี้เป็อย่างไรบ้างแล้ว”
“พี่น้องสองคนนี้อุทิศตนเพื่อบ้านเมือง พวกเขาปกป้องเมืองซีฮวาด้วยความตั้งใจและแน่วแน่ ไม่ว่าอย่างไรย่อมต้องปกป้องเมืองซีฮวาเอาไว้ได้เป็แน่ โอกาสที่เราจะชนะนั้นมีเยอะกว่าหลายส่วน” ฉินหวยหยวนยังคงมุ่นคิ้ว กล่าวว่า “ข่าวนี้มาทันเวลาพอดี คิดว่าในวันพรุ่งนี้ในราชสำนักเองก็คงจะต้องรู้กันหมดทุกคนเป็แน่ ถึงตอนนั้นก็ต้องมีการอภิปราย พวกเราสามารถหารือเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้ล่วงหน้าได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ยวี้ฉือเยี่ยนก้มศีรษะ ท่าทางของเขาคล้ายเหนื่อยหน่ายเต็มทน “ถกเถียงกันในราชสำนักกับคนเ่าั้จะมีประโยชน์อะไรหรือ? หรือว่าต้าโจวยังกลัวพวกเราสาปแช่งอีก? หากว่าการสาปแช่งนั้นมีประโยชน์จริงๆ ข้าก็อยากที่จะเรียนรู้วิชาการสาปแช่งคนทุกวัน สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือจะต้องรบชนะต้าโจว ท่านอ๋องหนิงยังคงตั้งใจที่จะออกไปรบข้างนอกด้วย แต่เสด็จพ่อก็ยังไม่อนุญาต”
ฉินหวยหยวนรู้ว่าองค์ชายยอมบอกเื่ราวเหล่านี้ให้เขาฟัง เป็การแสดงความเชื่อถือในตัวเขาขององค์ชาย เขารู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก แต่เขาไม่กล้าจะเข้าไปแทรกแซงเื่ราชวงศ์ อย่างไรก็ดี เขายังลดเสียงลงเพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้
เมื่อได้ปรึกษาเื่การเมืองแล้ว พวกเขาทั้งคู่สนทนากันจนลืมเวลา กระทั่งทุกอย่างได้เสร็จสมบูรณ์ ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
ยวี้ฉือเยี่ยนไม่ใช่คนโง่เขลาและไร้มารยาท ดังนั้นเขาก็คิดว่าจะลากลับแล้ว
เพียงแต่ว่าเมื่อเขายืนขึ้น ยวี้ฉือเยี่ยนกลับนึกเื่สำคัญอีกเื่หนึ่งได้
ใบหน้าของเขาค่อนข้างเขินอายขณะถาม “กล้าถามไท่ซือ วันนี้ฟู่หวงได้เรียกคุณหนูสี่ให้เข้าไปที่วังใช่หรือไม่?”
ฮ่องเต้ออกพระราชโองการเรียกคนสามคน แต่องค์ชายพูดถึงคุณหนูคนเดียวเท่านั้น นั่นทำให้ฉินหวยหยวนคะเนเหตุการณ์บางอย่างได้
“มีเื่ที่ว่านี้ เหตุใดองค์ชายถึงได้ถามเื่ดังกล่าวหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ยวี้ฉือเยี่ยนมีความประหม่าอยู่หลายส่วนและเอ่ยขึ้น “ฟู่หวง... ได้ทำให้คุณหนูต้องลำบากใจ เอ่อ...ได้ตำหนิคุณหนูในจวนหรือไม่?”
ฉินหวยหยวนรู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆ ฮ่องเต้ได้มอบคู่แต่งงานให้กับฉินหยีหนิง เมื่อได้ฟังองค์ชายเอ่ยปากด้วยคำถามเช่นนั้น เขายิ่งเชื่อเื่การคาดเดาของตนแล้ว เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้ว่าองค์ชายทำอะไรไว้ ถึงได้ทำให้ฮ่องเต้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมากะทันหัน
ดังนั้นฉินหวยหยวนจึงเปล่งเสียงหัวเราะ พลางพูดด้วยความสบายๆ อย่างจงใจ “เป็เื่จริงที่วันนี้หวงช่างกับหวงโฮ่วได้ออกพระราชโองการเรียกลูกสาวของกระหม่อมเข้าเฝ้า และตั้งใจจะจัดเื่การแต่งงานให้กับนางพ่ะย่ะค่ะ”
ยวี้ฉือเยี่ยนแสดงออกถึงความประหลาดใจอย่างชัดเจน พริบตาต่อมาใบหน้าของเขากลับดูมีความสุข รีบเอ่ยถามคล้ายกำลังร้อนรน “ฟู่หวง้ายกคุณหนูสี่ให้กับผู้ใดหรือ?”
ฉินหวยหยวนพูดตอบ “หวงโฮ่วเหนียงเนียงได้บอกว่า หลานชายของนางกับลูกสาวของกระหม่อมมีความเหมาะสมที่จะครองคู่กันพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าเปี่ยมล้นด้วยความสุขของยวี้ฉือเยี่ยนกลายเป็แข็งเกร็งทันควัน ก่อนซีดเซียวลงพร้อมกับสีแดงระเรื่อเมื่ออึดใจก่อนค่อยๆ จางไป ครั้นความรู้สึกปีติถูกทำให้เย็นลง เขาจึงไม่้าคิดเกินความเป็จริงอีกต่อไป รวมถึงไม่สามารถที่จะคิดในเื่ที่ไม่ควรอีก หลังครุ่นคิดถึงสาเหตุของเื่แล้ว ทันใดนั้นเขากลับทรุดนั่งลงบนเก้าอี้กลมราวกับหมดแรงพร้อมพึมพำ “เป็เพราะข้าที่ทำร้ายนางเอง”
ฉินหวยหยวนใกับท่าทางขององค์ชายรัชทายาทเป็อย่างมาก
คิดไปว่า องค์ชายรัชทายาทเป็เช่นนี้ หรือว่าองค์ชายกับหยีเจี่ยร์ได้...
เป็ไปไม่ได้สิ พวกเขายังไม่ได้มีโอกาสแม้แต่จะได้พบกันเลย ถ้าจะบอกว่าครั้งก่อนที่องค์ชายรัชทายาทได้พบกับหยีเจี่ยร์ แล้วเขาก็ชอบนาง ฉินหวยหยวนก็เชื่อเช่นนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วในฐานะที่ตนเองเป็ผู้ชายเหมือนกัน จึงรู้จักธรรมชาติของบุรุษมากที่สุด...ชื่นชอบความสวยความงาม ใครๆ ก็รู้ดี ยิ่งหยีเจี่ยร์สวยงดงามปานนั้นเสียด้วย
เพียงแต่ว่า พวกเขาไม่น่าจะพัฒนาไปได้ไกลถึงเพียงนี้สิ เหตุใดสีหน้าขององค์ชายรัชทายาทถึงเป็เช่นนั้นเล่า?
“องค์ชาย ได้โปรดยกโทษให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ ตกลงเกิดเื่อะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ? เฉินไม่เข้าใจถึงสาเหตุที่หวงช่างและหวงโฮ่วเหนียงเนียงจะจัดการเื่การแต่งงานอย่างกะทันหันปานนี้เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ”
ในเวลานั้นยวี้ฉือเยี่ยนคิดแต่เพียงว่า ฉินหยีหนิงได้ถูกยกให้แต่งงานกับหลานชายของฉาวหวงโฮ่วแล้ว จะมีเวลาคิดเื่อื่นเสียที่ไหนกัน เขาถึงได้เอ่ยออกไปด้วยความท้อแท้ “มันเป็ความผิดของข้าเอง เมื่อครั้งก่อนข้าได้เห็นคุณหนูสี่และคิดถึงจนมิอาจจะลืมเลือนนางได้ จึงกลับไปวาดภาพของนาง ใครจะรู้ว่าบ่าวที่รับใช้รอบๆ ตัวข้านั้นเป็คนที่หวงโฮ่วจัดมาให้ จึงนำความลับนี้ไปบอกให้นางรู้ ข้ารู้ว่านางจะต้องใช้วิธีดังกล่าวกับข้า แต่ข้าไม่ได้คาดคิดว่ามันจะเป็เช่นนี้”
เื่มันเป็อย่างนี้นี่เอง
ทันใดนั้นฉินหวยหยวนก็เข้าใจความกลัวของฮ่องเต้ในทันที
ทว่าพอได้มองดูท่าทีผิดหวังขององค์ชายแล้ว ฉินหวยหยวนก็รู้สึกทั้งโกรธและตลก
ถ้ากล่าวถึงการแต่งงานของฉินหยีหนิง เขาย่อมต้องชื่นชอบชายหนุ่มตรงหน้า เพราะอย่างไรก็ตามแม้ว่าจะไม่ได้แต่งงานกับองค์ชายรัชทายาท ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เป็เช่นนี้อยู่แล้ว เพียงแต่มันจะเป็การดีกว่าหากทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาใกล้ชิดกันอีกระดับหนึ่ง
แม้องค์ชายรัชทายาทจะไม่มีวิสัยทัศน์ทางการเมืองมากมายนัก แต่เขาก็เป็คนดีโดยเนื้อแท้ มีทั้งความพร้อมและความอ่อนโยนของบัณฑิตด้วย ถ้าบุตรีได้แต่งงานกับอีกฝ่าย ตราบใดที่คนทั้งคู่รู้จักจัดการให้ดี ชีวิตหลังการสมรสก็ยากที่จะลำบากอย่างแน่นอน
มิหนำซ้ำชายหนุ่มยังเป็รัชทายาทอีกด้วย และเขาจะได้เป็ฮ่องเต้ในอนาคต ฉินหวยหยวนคิดว่า ถึงแม้ราชวงศ์ต้าเยี่ยนจะปั่นป่วนและราชวงศ์ต้าโจวจะยิ่งใหญ่ รวมถึงทั้งสองแคว้นกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่แคว้นนี้ก็คงไม่ล่มสลายภายในเวลาอันสั้น เหตุการณ์เบื้องหน้ายังไม่แน่ไม่นอนนัก มันยังมีที่ว่างสำหรับความพยายามและการพลิกแพลงอยู่
คิดได้ดังนั้น ฉินหวยหยวนจึงยิ้มอย่างสบายๆ ต่อองค์ชายรัชทายาท “องค์ชาย เมื่อสักครู่นี้เฉินยังพูดไม่จบพ่ะย่ะค่ะ ถึงแม้ว่าฮ่องเต้ตั้งใจจะจัดการเื่การแต่งงานของลูกสาวของกระหม่อม แต่ว่าคุณชายตระกูลฉาวคนนั้นไม่มีกาลเทศะต่อหน้าฮ่องเต้ พฤติกรรมของเขาไม่สามารถยอมรับได้ จึงทำลูกหญิงน้อยของกระหม่อมรู้สึกอับอายและร้องไห้ขึ้นมา จนเกือบจะไปแขวนคอตัวเองแล้ว ดังนั้นเื่การจัดการแต่งงานครั้งนี้ ได้ถูกยกเลิกไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรนะ?” ยวี้ฉือเยี่ยนยืนขึ้นอย่างกระวนกระวาย “คุณหนูสี่ไม่ได้เป็อะไรใช่หรือไม่?”
หลังประโยคคำพูดจบลง องค์ชายรัชทายาทถึงเพิ่งสังเกตเห็นสายตาของฉินหวยหยวน ใบหน้าของเขาแดงก่ำขึ้นมาในทันที แต่ถึงจะเสียใจอย่างไรมันก็สายเกินไปเสียแล้ว เขาแสดงให้เห็นถึงความประสงค์ของตนไปจนหมด ขณะเดียวกันความกังวลทั้งหลายก็อันตรธานสิ้น “ไม่ปิดบังไท่ซือ ข้า...ข้าตกหลุมรักคุณหนูสี่ั้แ่แรกเห็น โปรดขอให้ไท่ซือยกโทษที่ข้าผลุนผลันเช่นนี้ด้วย”
ฉินหวยหยวนหัวเราะและเอ่ยขึ้น “องค์ชายเป็คนดี ชื่นชอบลูกหญิงน้อย ก็เป็ความโชคดีของลูกหญิงน้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อยวี้ฉือเยี่ยนได้ยินคำพูดของฉินหวยหยวน ใบหน้าของเขาพลอยยิ้มแย้มด้วยความดีใจขึ้นมาทันใด “ฉินไท่ซือหมายความว่า ท่านจะไม่คัดค้านเื่นี้หรือ?”
ยวี้ฉือเยี่ยนเดินวนอยู่ที่เดิมสองรอบ ถึงกระนั้นเพียงไม่นาน ความสงบเสงี่ยมและมั่นคงตามปกติของเขาจึงกลับคืนมาอีกครั้ง เขาปรบมือและเอ่ยขึ้น “อืม ในเมื่อฉินไท่ซือพูดเช่นนี้ เปิ่นกงจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน!”
