เมื่อร้องไห้จนพอใจแล้วฮูหยินแห่งท่านโหวอันกั๋วจึงเงยหน้าขึ้นมาจากไหล่ของหลิวอวิ๋นชู และสังเกตเห็นเฟิ่งสือจิ่นที่ยืนอยู่ข้างๆ ในที่สุด
หลิวอวิ๋นชูตระหนักได้ว่านี่เป็การเจอกันอย่างเป็ทางการครั้งแรกระหว่างเฟิ่งสือจิ่นกับท่านพ่อและท่านแม่ ตนจึงควรช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่เฟิ่งสือจิ่นเสียหน่อย เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เขาพูดแนะนำ “ท่านแม่ คนนี้ก็คือเฟิ่งสือจิ่น เพื่อนร่วมชั้นของข้า”
ฮูหยินแห่งท่านโหวพยักหน้าเบาๆ นางเช็ดน้ำตาพลางพูดขึ้น “ข้ารู้ นางเป็ศิษย์เอกของท่านราชครู เ้าเอาแต่พูดถึงนางทั้งวัน หากคืนนี้เ้ายอมฟังคำเตือนของพวกเรา ไม่ดึงดันจะออกมาดูการแข่งเรือกับนางข้างนอก แต่ไปร่วมงานเลี้ยงในวังพร้อมกับพวกเราเสียั้แ่แรก ก็คงไม่ถูกลักพาตัวไปเช่นนี้หรอก...”
หลิวอวิ๋นชูมีสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที “ท่านแม่ ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะนาง...”
ฮูหยินมองข้ามหลิวอวิ๋นชูไปอย่างสิ้นเชิง นางเงยหน้ามองเฟิ่งสือจิ่นพลางพูดขึ้น “ต้องขออภัยด้วย คนเราเมื่อแก่ตัวลงก็มักจะชอบบ่นจุกจิกเช่นนี้ หวังว่าคุณหนูเฟิ่งจะไม่ถือสา ข้ามีหลิวอวิ๋นชูเป็ลูกชายแค่คนเดียว จึงปล่อยให้เขาาเ็หรือเป็อันตรายไม่ได้เด็ดขาด”
หลิวอวิ๋นชูโกรธจนแทบจะะเิอยู่แล้ว แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับยังมีท่าทีนิ่งเรียบ “ฮูหยินกล่าวเช่นนี้ก็สมควรแล้ว เื่นี้เป็ความผิดของข้าเอง”
คำพูดเหล่านี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แม้แต่หลิวอวิ๋นชูก็ยังอดเสียใจแทนเฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับคิดว่าเื่ทั้งหมดเป็ความผิดของตนจริงๆ ถ้าหลิวอวิ๋นชูไม่มาเกี่ยวพันกับนาง เื่เช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ั้แ่ได้พบกับนาง เขาก็เจอแต่เื่ร้ายๆ มาโดยตลอด
ท่านโหวอันกั๋วก้าวเข้ามาหา และพูดขึ้นอย่างถูกเวลา “เอาละ นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบกลับกันเถอะ” เขาปรายตามองเฟิ่งสือจิ่นแวบหนึ่ง พบว่านางเนื้อตัวมอมแมม ไม่มีความเรียบร้อยและสำรวมอย่างที่กุลสตรีพึงมีเลยสักนิด ความรู้สึกแรกที่มีต่อเฟิ่งสือจิ่นจึงย่ำแย่ไปด้วย “ตอนที่ข้ารู้ข่าวเื่นี้ ดูเหมือนท่านราชครูจะยังอยู่ในวังหลวง เห็นว่าถูกพระสนมเต๋อเรียกไปพบ แต่ข้าสั่งให้คนนำข่าวไปบอกท่านราชครูแล้ว คาดว่าอีกไม่นานเขาก็คงจะมาถึง เื่ในครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี พวกเ้าก็กลับมาอย่างปลอดภัย แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรอีก”
ท้ายที่สุดท่านโหวอันกั๋วกับฮูหยินก็บอกลาเฟิ่งสือจิ่น แล้วบังคับลากหลิวอวิ๋นชูกลับไปด้วยกัน
เฟิ่งสือจิ่นยืนอยู่ที่เดิม นางยืนมือไขว้หลังราวกับคนแก่ กำลังมองตามร่างของหลิวอวิ๋นชูด้วยสายตาราบเรียบ หลิวอวิ๋นชูถูกลากไปข้างหน้า แต่ก็ยังพยายามดิ้นขัดขืนและหันกลับมามองเฟิ่งสือจิ่นไม่หยุด แม้ร่างของเฟิ่งสือจิ่นจะห่างไกลและเลือนรางลงเรื่อยๆ หลิวอวิ๋นชูก็ยังะโอย่างไม่ยอมถอดใจ “เฟิ่งสือจิ่น ข้าจะไปหาเ้าวันหลังนะ!” เฟิ่งสือจิ่นเพียงก้มหน้าและหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง แผ่นหลังของหลิวอวิ๋นชูก็หายไปสุดถนนแล้ว
เฟิ่งสือจิ่นไม่โกรธเลยสักนิดที่ท่านโหวอันกั๋วกับภรรยามีอคติต่อนาง แม้จะมีตำแหน่งศิษย์เอกของราชครูแห่งแคว้นจิ้นคอยคุ้มภัย แต่เื่ในอดีตก็เป็เหมือนเงาที่คอยติดตามนางไปทุกที่อยู่ดี นางเป็ลูกสาวที่ถูกตระกูลเฟิ่งขับไล่ไสส่ง นอกจากคนสมองทึ่มอย่างหลิวอวิ๋นชู ใครที่ไหนจะอยากเป็เพื่อนกับนางอย่างจริงใจ?
ดังนั้น แค่นางมีหลิวอวิ๋นชูเป็เพื่อนก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว ในตอนแรก นางไม่ได้ใส่ใจกับมิตรภาพระหว่างตนกับหลิวอวิ๋นชูสักเท่าไร แต่ตอนนี้นางกลับมองว่าหลิวอวิ๋นชูเป็เพื่อนที่สนิทสนมและจริงใจที่สุดคนหนึ่ง เป็เพื่อนที่นางอยากคบไปจนวันตาย ความรู้สึกที่นางมีต่อหลิวอวิ๋นชู ไม่เกี่ยวข้องกับฐานะของเขา หรืออคติที่ท่านโหวกับฮูหยินมีต่อนางเลยสักนิด ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่อาจทำลายมันได้อย่างแน่นอน
เฟิ่งสือจิ่นก้าวต่อไปข้างหน้า นางก้มหน้าเดินไปตลอดทาง พ่อค้าที่ตั้งแผงขายของอยู่ริมทางะโเรียกลูกค้า บอกว่าเมื่อขายได้อีกชิ้นก็จะปิดร้านแล้ว แต่หลังจากที่ขายของได้ชิ้นแล้วชิ้นเล่า พ่อค้ากลับยังไม่ปิดร้านและกลับบ้านไปเสียที พ่อค้าสุราและเนื้อย่างกางเต็นท์เอาไว้ที่ริมทาง การค้าขายในยามราตรีเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น กลิ่นหอมของสุราและเนื้อย่างลอยล่องออกไปไกลแสนไกล ชวนให้น้ำลายไหลได้ดีจริงๆ
เฟิ่งสือจิ่นก้มหน้าลงต่ำ นางมองแผ่นหินบนพื้นที่ถอยห่างออกไปแผ่นแล้วแผ่นเล่า มองร่องลึกที่ช่องว่างระหว่างแผ่นหินทรงสี่เหลี่ยมซึ่งทอดยาวออกไปอย่างเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งเท้าของใครบางคนปรากฏอยู่เบื้องหน้า นางหยุดฝีเท้าไม่ทัน ร่างบางจึงชนเข้ากับหน้าอกแกร่งอย่างจัง
กลิ่นดอกไหวอ่อนๆ ที่แสนคุ้นเคยลอยกระจายขึ้นไปในอากาศ เฟิ่งสือจิ่นหลับตาและสูดลมหายใจเข้าลึก ขอบตาของนางร้อนผ่าว จู่ๆ ก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น เดือนหกแล้ว ดอกไหวในเมืองหลวงยังไม่ร่วงอีกหรือนี่...
นางไม่จำเป็ต้องเงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงหน้าด้วยซ้ำ เพราะนางรู้ดีว่าคนผู้นี้ก็คืออาจารย์ที่นางคุ้นเคยมากที่สุดนั่นเอง อาจารย์มารับนางกลับบ้านแล้ว
นางยื่นมือไปกอดเอวของจวินเชียนจี้เอาไว้ และแนบใบหน้าลงบนอกของเขา รับฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงอยู่ภายในนั้น เฟิ่งสือจิ่นพูดพึมพำ “อาจารย์ ท่านไม่ต้องรีบมาหาข้าเช่นนี้ก็ได้ ข้ากลับบ้านเองได้”
เขาต้องวิ่งมาที่นี่แน่ๆ ไม่เช่นนั้น หัวใจของเขาจะเต้นแรง และเขาจะหายใจหอบเช่นนี้หรือ แต่เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้านาง เขามักจะแสดงท่าทีเฉยชา ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสมอ
ครั้งนี้ จวินเชียนจี้ไม่ได้ดันร่างของเฟิ่งสือจิ่นออกไปด้วยท่าทางราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง แม้ทั้งสองคนกำลังยืนอยู่กลางถนนก็ตาม เขายกแขนขึ้นมา และโอบกอดเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้เบาๆ ปกป้องนางด้วยอ้อมแขนของตน เขาพูดด้วยสีหน้าที่ยากจะแกะความหมาย “ข้ากำลังคิดว่า ข้าต้องเก็บเ้าไว้ตรงไหนกันแน่เ้าถึงจะปลอดภัย ที่วังหลวง วิทยาลัยหลวง จวนราชครู ไม่ว่าจะเป็ที่ไหน ข้าก็ไม่สามารถอยู่ข้างกายเ้าได้ตลอดเวลาอยู่ดี และทุกครั้งก็มักจะเกิดเื่ขึ้นเสมอ เป็ความผิดของข้าเองที่ดูแลเ้าได้ไม่ดี”
เฟิ่งสือจิ่นซบหน้าลงบนหน้าอกของเขาและสูดดมกลิ่นกายหอมๆ ของคนตรงหน้า “ข้าเป็คนคิดจะกลับมาเอง และเป็คนเลือกเดินบนเส้นทางนี้เองเช่นกัน ข้ารู้มาั้แ่แรกแล้วว่าต้องแบกรับเื่เหล่านี้เอาไว้ด้วยตนเอง อาจารย์เป็ราชครูของแคว้นจิ้น ไม่มีทางปกป้องข้าได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ศิษย์ไม่โกรธ หรือโทษอาจารย์เลยสักนิด”
นางไม่โทษจวินเชียนจี้ แต่จวินเชียนจี้หรือจะไม่โทษตัวเอง? สิ่งที่เขามอบให้นางได้ก็มีแค่ชายคาที่นางสามารถอยู่อาศัยได้ กับฐานะศิษย์เอกของราชครูเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว เขายังให้อะไรนางได้อีก?
ั้แ่เมื่อใดหนอ ที่จวินเชียนจี้เริ่มนึกโกรธตัวเองที่ให้อะไรๆ กับนางได้น้อยเหลือเกิน
จวินเชียนจี้จับมือเฟิ่งสือจิ่น พานางเดินกลับบ้าน พลางพูดด้วยท่าทีนิ่งเรียบเหมือนปกติ “กลับบ้านกันเถอะ อาจารย์บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เ้าอยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องออกมาข้างนอก แล้วตอนนี้ ทำไมเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้? ได้ยินองค์ชายสองบอกว่า เ้ากับท่านชายหลิวถูกจับเข้าไปในรังโจรด้วยงั้นหรือ”
เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างภาคภูมิใจ “ท่านชายหลิวถูกลักพาตัวไป หากไม่ใช่เพราะข้าไปช่วยได้ทันเวลา ไม่อยากคิดเลยว่าผลที่ตามมาจะเป็อย่างไร”
จวินเชียนจี้พูดด้วยเสียงที่ยากจะเดาอารมณ์ “เขาถูกลักพาตัวแล้วมันเกี่ยวข้องกับเ้าตรงไหน?”
“อย่างน้อยเขาก็เป็เพื่อนร่วมชั้นของข้านะ” เฟิ่งสือจิ่นแอบมองสำรวจสีหน้าของจวินเชียนจี้ “ศิษย์มองว่าเขาเป็เพื่อนคนหนึ่ง”
“มองว่าเป็เพื่อนงั้นหรือ?” จวินเชียนจี้ชะงักฝีเท้าลง ที่นิ้วของเขามีหยกแขวนชิ้นหนึ่งห้อยอยู่ั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ เฟิ่งสือจิ่นรู้สึกว่าหยกชิ้นนี้ช่างคุ้นตาเสียจริง เมื่อมองดีๆ จึงพบว่านั่นเป็หยกที่หลิวอวิ๋นชูเพิ่งมอบให้นางนั่นเอง มันไปอยู่ในมือของอาจารย์ั้แ่เมื่อไร? จวินเชียนจี้บอก “เ้ามองว่าเขาเป็เพื่อน แต่เขาอาจไม่ได้มองเ้าแบบเดียวกันก็ได้ ไม่เช่นนั้นจะมอบของสิ่งนี้ให้เ้าหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นนิ่งเงียบลงชั่วครู่ “ศิษย์ก็รู้สึกว่าเขาไม่ควรมอบของที่ล้ำค่าเช่นนี้แก่ข้าเหมือนกัน แต่เขาบอกว่าข้าต้องเลือกระหว่างรับผิดชอบในตัวเขากับรับหยกชิ้นนี้เอาไว้ ศิษย์ไม่มีทางเลือกก็เลยต้องรับมาเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันไรก็ถูกอาจารย์พบเข้าเสียแล้ว”
“แล้วเ้ารู้ความหมายของหยกชิ้นนี้หรือไม่?” เมื่อเห็นว่าเฟิ่งสือจิ่นตอบไม่ได้ จวินเชียนจี้จึงคืนหยกแขวนให้นางแล้วเดินไปข้างหน้าต่อ “หยกนี้มีตราประจำตระกูลของท่านโหวอันกั๋ว เป็สมบัติประจำตระกูลหลิว หลิวอวิ๋นชูมอบมันแก่เ้าก็หมายความว่าเขามีใจให้เ้า หากได้เจอเขาอีก จงคืนหยกแก่เขาเสีย”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงชั่วครู่ “ข้ารู้แล้ว อาจารย์”
