เมื่อเจอกับความเด็ดขาดของเฟิ่งหลิง อวิ๋นซูก็ไม่ได้ใกับฉากนองเืตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย นางมองไปยังไหล่ที่ถูกฟันของหลานเซียงเหลียง นอกจากรอยแผลลึกแล้ว ยังปรากฏรอยประทับสีน้ำเงินจางๆ คล้ายกับเป็สัญลักษณ์พิเศษอย่างหนึ่ง พริบตานั้น ภาพวาดจำนวนมากปรากฏขึ้นมาในหัวของนาง
“ฟันแขนเสื้อเขาให้ขาด!”
คำพูดกะทันหันของนางทำให้ั์ตาของเฟิ่งหลิงสั่นไหว ไม่รอให้บุรุษผู้ได้รับาเ็ตอบสนอง กระบี่พลันพุ่งทะยานกลางอากาศ คมประบี่สายลมอันแหลมคมตัดแขนเสื้อบริเวณไหล่ของหลานเซียงเหลียงจนขาด เผยให้เห็นิัใต้ร่มผ้าปรากฏแก่สายตา
ตอนแรกยังไม่รู้เป้าหมายของอีกฝ่าย ทว่าเมื่อเขาก้มลงมองตราประทับสีน้ำเงินที่ดูพิเศษตรงไหล่ของตน ทำให้หลานเซียงเหลียงรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ปกติ เขาก้าวถอยหลังไปหลายก้าว มองไปยังอวิ๋นซูอย่างระมัดระวัง
บุรุษหน้ากากผู้นั้นถึงกับมีพลังภายในเช่นนี้เชียว หลานเซียงเหลียงประสบกับความจริงที่ว่าตนไม่ใช่คู่มือของเขา สมองรีบคิดคำนวณว่าตนจะสลัดออกไปอย่างไรดี ทว่าครูฝึกม้าที่ลึกลับผู้นั้นกลับเอ่ยปากออกมา “ปล่อยเขาไป”
เฟิ่งหลิงประหลาดใจ หันกลับไปสบเข้ากับสายตาลึกล้ำของนางเข้า นางพยักหน้าเบาๆ บุรุษหน้ากากลังเลครู่หนึ่ง หากเป็ความ้าของนาง เขาย่อมทำตามทุกอย่าง
เก็บกระบี่เข้าฝักอย่างคล่องแคล่ว หลานเซียงเหลียงกัดฟัน นี่มันหมายความว่าอย่างไร? เขาไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะรู้ฐานะของตนหรือไม่ หากรู้ เหตุใดจึงปล่อยตนไป?
“เ้า...เ้าเป็ใครกันแน่?” เมื่อมองดวงตาเปล่งประกายของอวิ๋นซู ใจของหลานเซียงเหลียงพลันสั่นสะท้าน ความรู้สึกคุ้นเคยแล่นพล่านในใจอีกครั้ง เขามั่นใจแล้วว่าตนเองเคยพบคนผู้นี้มาก่อน ทว่าเหตุใดกลับคิดไม่ออก?
อวิ๋นซูเยื้องย่างเข้าไปใกล้ มองบุรุษที่กำลังกุมแผลของตน สุดท้ายมุมปากยกโค้งเป็รอยยิ้มที่ทำให้ผู้คนมิอาจคาดเดา “ยาถอนพิษข้าไม่อาจให้เ้าได้ หากเ้าไม่สามารถแก้ไขวิกฤตนี้ได้ด้วยตนเอง จะช้าจะเร็วเ้าก็ต้องตายด้วยน้ำมือของจักรพรรดิเซียวอยู่ดี”
เฟิ่งหลิงเห็นได้ชัดว่าสีหน้าของหลานเซียงเหลียงเปลี่ยนไป เขารู้สึกว่าในคำพูดของอวิ๋นซูมีความหมายอื่นแอบแฝง บุรุษผู้ได้รับาเ็ก้มหน้า ราวกับในใจของเขากำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่กับอะไรบางอย่าง สุดท้ายจึงเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลันเผยรอยยิ้มโกรธแค้นออกมา สองหมัดกำแน่น “ไม่! ข้าจะไม่ตาย ไม่ตายแน่นอน!”
เขาเดินโซซัดโซเซหลายก้าว ก่อนจะหันกายหายไปในป่าลึก
เฟิ่งหลิงหันมามองอวิ๋นซูราวกับกำลังใคร่ครวญ “คุณหนูหก ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน”
“...อืม” ทั้งสองทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น บรรยากาศรอบกายของนางปกคลุมไปด้วยความห่างเหินอีกครั้ง
ทั้งสองคน หนึ่งนำหน้า หนึ่งตามหลัง รักษาระยะห่างเอาไว้จนกระทั่งออกจากป่า อวิ๋นซูจึงหันมาช้าๆ พยักหน้าเบาๆ ให้เฟิ่งหลิง
ออกจากที่นี่ไปก็จะปลอดภัยขึ้นมาก มิหนำซ้ำหน้ากากนั่นยังดึงดูดสายตาของผู้คนมากเกินไป มองเงาหลังของหญิงสาวที่ห่างออกไป เฟิ่งหลิงทอดถอนใจ เขาไม่ได้ถามความสงสัยในใจของตนออกไป เฉกเช่นว่าเหตุใดต้องปล่อยให้คนที่้าทำร้ายนางผู้นั้นมีชีวิตหนีไป เขาทราบว่าอวิ๋นซูกระทำเื่ใดๆ ย่อมมีเหตุผลของตนเอง เพียงแต่สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือ เื่ที่นางกำลังทำนั้นเต็มไปด้วยอันตรายหรือไม่
ใช่แล้ว เขามักจะรู้สึกว่านางมีความลับมากมาย คล้ายกับกำลังดำเนินแผนการอะไรบางอย่าง อีกทั้งอันตรายในวันนี้ นางเองก็คาดเดาเอาไว้แล้วใช่หรือไม่? หากว่าเป็เช่นนี้จริงๆ ...
อวิ๋นซูเลี้ยวผ่านหัวโค้งไปแล้วจึงรู้สึกได้ว่าการเฝ้ามองด้านหลังนั้นหายไป คุณชายสามเฟิ่ง เป็คนดีมากจริงๆ
เมื่อย้อนนึกกลับไป ตราประทับสีน้ำเงินนั้นอวิ๋นซูเองก็รู้จัก หลังจากที่เซียวอี้เชินขึ้นครองราชย์ ได้ปราบปรามแคว้นต่างๆ ไปหลายแคว้น หนึ่งในแคว้นเ่าั้ มีแคว้นหนึ่งที่บนร่างของเชื้อพระวงศ์จะมีความพิเศษอยู่ ซึ่งก็คือการสลักตราประทับเช่นนั้นเอาไว้บนร่างกาย ไม่นึกว่าผู้ที่เป็ถึงเชื้อพระวงศ์อย่างหลานเซียงเหลียงจะยินยอมอยู่ข้างกายเซียวอี้เชิน คอยทำหน้าที่เป็ครูฝึกม้า ไม่ต้องคิดเยอะนางก็ทราบว่าอีกฝ่าย้าทำอะไร
เขาสามารถทำให้เซียวอี้เชินมอบหมายหน้าที่การแข่งขันให้แก่เขา เห็นได้ว่าฝีมือของคนผู้นี้ยอดเยี่ยม มิฉะนั้นคนที่มีความระแวดระวังคนหนึ่ง จะตรวจสอบไม่พบเื้ัของหลานเซียงเหลียงเชียวหรือ อย่างไรก็ตามครั้งนี้นางสามารถบอกได้ว่าเซียวอี้เชินเริ่มสงสัยในความสามารถของเขาอีกครั้งแล้ว มิน่าเล่าเขาถึงได้โกรธจนทนไม่ไหว ต้องวิ่งมาล้างแค้นนางถึงที่นี่
คนคนนี้ปล่อยไว้จะมีประโยชน์ในภายหลัง! เหมือนเป็การฝังอันตรายไว้ข้างกายเซียวอี้เชิน พันธมิตรที่แฝงอันตรายเช่นนี้ อวิ๋นซูย่อมไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปแน่ ที่นางไม่ให้ยาแก้โรคระบาดม้าก็เพื่อจะทดสอบความสามารถของเขา หากความลำบากที่เห็นอยู่ตรงหน้ายังมิอาจจัดการได้ เช่นนั้นวันหน้าเขาจะต้องพ่ายแพ้อยู่ในกำมือของเซียวอี้เชินอย่างแน่นอน หากว่าสามารถเรียกคืนความเชื่อใจจากเซียวอี้เชินได้อีกครั้ง จะเป็การแสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้ควรค่าแก่การใช้งาน!
เมื่อกลับเข้าไปในเรือนไผ่ สาวใช้ทั้งสามก็รีบออกมาต้อนรับ ร่างกายของอนุห้าใหญ่เทอะทะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของนางมีรอยยิ้มที่ดูพิเศษกว่าทุกวัน “คุณหนูหก”
อวิ๋นซูประหลาดใจ “เกิดเื่อะไรขึ้นหรือเ้าคะ?”
“คุณหนู รีบเข้าไปดูเร็วเ้าค่ะ!” อวี้เอ๋อร์จูงอวิ๋นซูอย่างกระตือรือร้น พบว่าในห้องโถงมีกล่องผ้าไหมงดงามหลายกองเต็มไปหมด อนุห้าแย้มยิ้ม “คุณหนูหกเ้าคะ ของเหล่านี้ล้วนเป็ของขวัญของคุณหนู”
ของขวัญ? อวิ๋นซูขมวดคิ้ว ชุนเซียงยิ้มพลางหยิบจดหมายออกมาส่งให้นาง “คุณหนูรีบอ่านเถิดเ้าค่ะ”
อนุห้าและสาวใช้ทั้งสามสบตากับ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
อวิ๋นซูเปิดจดหมายอย่างสงสัย ตัวอักษรบนจดหมายทั้งงดงามและอิสระ เป็กลอนบทหนึ่ง โฉมงามสะคราญ บุรุษหมายปอง...
“ผู้ใดส่งมาหรือ?”
“คุณหนูเ้าคะ อย่าปิดบังพวกเราเลย! ทุกคนในจวนโหวเขาลือกันหมดแล้ว บอกว่าคุณชายสามจวนชางติ้งโหวมาสู่ขอคุณหนู! ของเหล่านี้เป็ของที่คุณชายสามส่งมาเป็ของหมั้น!”
“...” ของหมั้น? นางเคยพบแต่ส่งหยกพกเป็ของหมั้น แต่ของเหล่านี้มากเกินไป ราวกับสินสอดก็มิปาน
เหตุใดเมื่อครู่จึงไม่ได้ยินเขาบอกเล่า อวิ๋นซูรู้สึกว่าเื่นี้ไม่เหมือนสิ่งที่เฟิ่งหลิงจะกระทำ ไม่สนใจสาวใช้ทั้งสามที่ทำลังดีใจจนตัวลอย นางเปิดดูทุกกล่องอย่างสงบ สุดท้ายจึงเห็นเบาะแสในผ้าไหมผ้าแพรหลายพับ
สีสันสะดุดตาเช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงนิสัยซุกซนของผู้เลือก ทำให้นางนึกถึงคนผู้หนึ่ง
อนุห้าได้สติกลับมาจากความปลื้มปีติ “แต่ได้ยินว่า คุณชายสามผู้นั้นร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยง่าย หากคุณหนูหกแต่งออกไปจริงๆ ...” นางไม่ได้กล่าวออกมาให้ชัดเจน ทว่าผู้ใดก็ล้วนทราบความหมายของอนุห้า สาวใช้ทั้งสามจึงตื่นจากความยินดี ใช่แล้ว หากคุณหนูแต่งไปแล้วเกิดเื่อะไรขึ้น อย่าพูดถึงความสุขชั่วชีวิตเลย จวนชางติ้งโหวคงจะผลักความผิดทุกอย่างให้คุณหนูแน่! เหตุใดพวกนางจึงไม่คิดถึงจุดนี้ นับว่าถูกความฟุ้งเฟ้อจอมปลอมพวกนี้ทำเอาตาพร่าเลือนไปแล้ว
“เช่นนั้น...จะส่งของเหล่านี้กลับไปหรือ? อย่างไรเสียฮูหยินผู้เฒ่าและท่านโหวก็ยังไม่ได้ตอบตกลง”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าคุณชายสามจวนชางติ้งโหวรูปงามยิ่งนัก...”
เซี่ยเหอกล่าวจบ ทุกคนพลันมองไปที่นาง สาวใช้นางนี้เบนสายตาออกไปอย่างกระอักกระอ่วน “ข้าได้ยินมาจากสาวใช้ในห้องของคุณหนูรอง นางเคยได้ยินคุณหนูรองสนทนากับฮูหยินเื่นี้...”
ผู้ใดก็ทราบว่าหลิ่วอวิ๋นฮว๋าไม่ยอมแต่งกับถังยาโดยเด็ดขาด แต่นางถึงกับกล่าวชมว่าคุณชายสามรูปงาม ได้ยินเช่นนี้ฟังดูราวกับหวั่นไหวอย่างไรอย่างนั้น เห็นได้ชัดว่าคุณชายสามจะต้องรูปงามราวเทพเซียน!
“อย่าคาดเดากันไปเลย ของพวกนี้ไม่ใช่คุณชายสามเฟิ่งส่งมาหรอก” อวิ๋นซูยิ้มบางๆ ทั้งสี่ในห้องโถงมองไปยังนางด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูหมายถึง..?”
...
วันต่อมา
“คุณชาย นี่คือของที่ท่าน้าขอรับ...” ภายในร้านอาวุธแห่งนึ่ง หลงจู๊นำสินค้าอันประณีตส่งไปเบื้องหน้าอวิ๋นซู เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่านี่เป็เพียงสนับข้อมือธรรมดาๆ ชุดหนึ่ง
อวิ๋นซูสบตากับหลงจู๊ครู่หนึ่ง ก่อนจะลองสวมสนับข้อมือ ขนาดเหมาะสมกับข้อมือเรียวบาง นางหมุนข้อมือไปมา เล็บขาวสะอาดขยับเบาๆ ไปบนกระดุม พบประกายสีเงินสายหนึ่ง เข็มบางๆ พุ่งผ่านข้างกายหลงจู๊ไป อีกฝ่ายตะลึงก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างหวาดเกรง “คุณชายอย่าล้อข้าน้อยเล่นเลยขอรับ ของสิ่งนี้ร้ายกาจมาก หากไม่ระวังจะทำให้าเ็ได้!”
“ฝีมือของหลงจู๊ดีมาก ไม่เสียทีที่เป็ร้านอาวุธอันดับหนึ่งในเมืองหลวง” อวิ๋นซูยิ้มอย่างพอใจ เมื่อมีของป้องกันตัว หากพบอันตรายก็สามารถโจมตีศัตรูโดยไม่รู้ตัวได้
ทองแท่งหนึ่งถูกผลักไปเบื้องหน้าหลงจู๊ เขาปัดมือไปมาอย่างหวาดหวั่น “ไม่ได้จริงๆ ขอรับ คุณชายเป็แขกของคุณชายซวี่ จะอย่างไรผู้ต่ำต้อยก็ต้องพยายามเต็มความสามารถ!”
“หลงจู๊รับไปเถิด นี่เป็น้ำใจเล็กน้อยของข้าน้อย” ไม่ผิด คุณชายซวี่ที่เขาพูดก็คือรัชทายาทในตอนนี้ ร้านอาวุธนี้แท้จริงแล้วเป็ของตงฟางซวี่ เพื่อให้เขาสะดวกในการรวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์ในเมือง
หลงจู๊ปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายจึงรับไปอย่างจนใจ มองคุณชายน้อยเดินจากไป เมื่อนึกถึงความสามารถในการฆ่าของอาวุธลับเล็กๆ นั่น ทั้งยังเป็คนที่รัชทายาทแนะนำมา คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย
อย่างไรก็ตามนอกจวนชางติ้งโหว อวิ๋นซูกลับเห็นคนกลุ่มหนึ่ง
เงาร่างงดงามเดินออกมาจากในประตู ใบหน้าเจือแววผิดหวัง “เหตุใดพี่ซูจึงไม่อยู่ในเรือนเล่า?” นางมุ่ยปาก ยืนปักหลักอยู่ตรงประตูมองไปรอบๆ
ทันใดนั้น เงาร่างเลือนรางท่ามกลางกลุ่มคนดึงดูดความสนใจของนาง “พี่สาวซู!” ร่างเล็กวิ่งโผเข้าไป พริบตาเดียวก็เข้าไปจับมืออวิ๋นซู “หลิงเอ๋อร์กำลังคิดว่าจะออกไปตามหาท่านอยู่พอดี! พี่ซูไปไหนมา หลิงเอ๋อร์รอท่านอยู่ในเรือนไผ่ตั้งนาน!”
นางกวัดแกว่งมือของอวิ๋นซูอย่างออดอ้อน มิอาจปิดซ่อนความยินดีบนใบหน้าได้
“เหตุใดวันนี้หลิงเอ๋อร์ถึงมาที่นี่ได้?” อวิ๋นซูมองไปยังดรุณีน้อยไร้เดียงสา สายตาเจือแววอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว
“เอ๋ เหตุใดพี่ซูจึงไม่สวมอาภรณ์ที่พี่สามส่งมาให้เมื่อวานเ้าคะ ไม่ชอบหรือ?” ั์ตาของนางเจือแววเ้าเล่ห์ เน้นคำว่าพี่สามของนางเป็พิเศษ
“ชอบสิ ขอบคุณหลิงเอ๋อร์มาก”
“ไม่ต้องเกรงใจ...ไม่ใช่ๆ พี่สามของข้าบอกให้พี่ซูไม่ต้องเกรงใจ!” อีกนิดเดียวก็เผยไต๋แล้ว! รอยยิ้มเจิดจ้าของเฟิ่งหลิงซ่อนเร้นท่าทางแปลกประหลาดของตน “กลอนบทนั้นพี่ซูชอบหรือไม่เ้าคะ?” หากตอบว่าชอบ ก็แสดงว่ายอมรับความในใจของพี่สามใช่หรือไม่?
“อืม ตัวอักษรของหลิงเอ๋อร์เขียนได้ไม่เลวเลย”
“จริงหรือเ้าคะ? ฮี่ๆ ...อุ๊ย...” ท่าทางของเฟิ่งหลิงเปลี่ยนไป เงยหน้าอย่างอ่อนแรงมองรอยยิ้มเอ็นดูของอวิ๋นซู สายตาเช่นนี้นางคุ้นเคยดี ทุกครั้งที่ตนก่อเื่ พี่สามมักจะแสดงท่าทางเช่นนี้ออกมา หรือว่า...
“พี่ซู...”
