ในตอนนั้นคุณผู้ช่วยถงเซ่าิมองตรงไปนิ่งๆ ราวกับไม่เห็นภาพการแสดงความรักต่อหน้าสาธารณชนนี้
สวี่เทากับหลินฉีเจิ้งเองก็ก้มหน้ากระแอมไอเบาๆ พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้พวกเขาทั้งสองจะดวงตามืดบอดมากแค่ไหน ก็สามารถเดาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้แล้ว ดังนั้นทั้งสองจึงพากันถอนหายใจออกมาในใจ การไปขอร้องฉินซี ถือว่าไปขอได้ถูกคนแล้ว เกรงว่าหากเป็คนอื่น เพียงจะพูดกับเฉินเจวี๋ยสักคำก็อาจจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
ฉินซียกแก้วสุราขึ้นดื่มอีกโดยไม่รู้ตัว พอผ่านไปสักพัก ก็เริ่มเวียนหัวขึ้นมา ในตอนนี้เขาเพิ่งจะได้รู้ว่า ที่แท้สุรานี้ก็มีผลตามมา และอย่าได้พูดถึงคนคออ่อนอย่างเขาเลย แค่สุราลงท้องไปแก้วเดียว ก็เริ่มจะไร้สติแล้ว
ในตอนนี้หลินฉีเจิ้งเป็ฝ่ายออกปากพูดเื่บทบาทในภาพยนตร์กับฉินซีขึ้นมา “ได้ยินเหลาสวี่บอกว่า คุณชายฉินสนใจจะแสดงบทบาทในภาพยนตร์ ถ้าคุณชายฉินสนใจล่ะก็ ตอนนี้พวกเราสามารถกำหนดตัวละครได้เลยนะครับ ผมเอาบทมาด้วย” เขาพูดไปพร้อมกับหยิบปึกกระดาษ A4 ที่ถูกเย็บเข้าด้วยกันออกจากกระเป๋าเอกสาร
ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าหลินฉีเจิ้งจะเตรียมพร้อมขนาดนี้ เขานวดขมับตัวเองพลางกล่าว “รบกวนขอผมดูหน่อยนะครับ”
หลินฉีเจิ้งส่งบทให้ฉินซี ฉินซีเปิดดูคร่าวๆ นี่เป็บทที่น่าสนใจมากเล่มหนึ่ง “ถ้าสะดวก ผมขอเอากลับไปดูให้ดีหน่อยได้ไหมครับ?” ตอนนี้พอฉินซีเผชิญหน้ากับตัวอักษร้านั้น ก็รู้สึกว่าตัวอักษรเ่าั้มันช่างลายตาชวนสับสน อย่างนี้จะเอาตรงไหนมาพิจารณาตัวละครได้อีก? แม้ว่าชาติก่อนเขาจะรู้บทบาทของตัวละครดีอยู่แล้ว แต่เขาก็ต้องไตร่ตรองให้ดี จะได้เลือกบทบาทที่จะรับแสดงได้
เขาไม่ใช่คนที่ชอบเลือกบทบาทภายใต้ความเร่งรีบมาแต่ไหนแต่ไร
แน่นอนว่าหลินฉีเจิ้งไม่มีปัญหาอะไร เขาพยักหน้า “ได้ครับ ถ้าแบบนั้นคุณชายฉินก็เอากลับไปค่อยๆ อ่านนะ ถ้าตัดสินใจได้แล้วก็ค่อยบอกผมนะครับ”
ตอนที่พวกเขาพูดถึงบทบาทในภาพยนตร์ เฉินเจวี๋ยก็ไม่ได้พูดอะไร เขาทานอาหารไปอย่างเชื่องช้าด้วยท่าทางสง่างาม นี่คือความสูงส่งที่คนอื่นไม่สามารถลอกเลียนได้ หลังจากทานไปสักพัก ถงเซ่าิก็โน้มตัวลงเอ่ยเตือนเฉินเจวี๋ยว่าควรกลับได้แล้ว ตอนกลางคืนยังต้องวิดีโอคอลประชุมอีก
เมื่อหลินฉีเจิ้งกับสวี่เทาได้ยิน มีที่ไหนยังจะกล้ารั้งเฉินเจวี๋ยไว้ ทั้งสองคนรีบลุกขึ้นไปส่งพวกเขากลับด้วยรอยยิ้ม
ตอนที่ฉินซีลุกขึ้นมา ก็รู้สึกว่าโถงทางเดินงดงามตรงหน้าโอนเอนจนแยกแยะทิศทางไม่ได้ เขายกมือของตัวเองขึ้นมาดู จากนั้นก็เหลือบมองสวี่เทากับหลินฉีเจิ้ง ก่อนที่สุดท้ายจะเลือกวางมือลงบนตัวของเฉินเจวี๋ย เฉินเจวี๋ยรับเขาเข้ามาในอ้อมอกอย่างเป็ธรรมชาติ “คออ่อนขนาดนี้แล้วยังตะกละดื่มลงไปอีก?” คำพูดของเฉินเจวี๋ยฟังดูราวกับคำว่ากล่าวระหว่างคนรัก เดิมทีสวี่เทาและหลินฉีเจิ้งก็ไม่กล้าฟังนัก ตอนนี้จึงพร้อมใจกันแสร้งทำเป็หูหนวกและเป็ใบ้ขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย
เฉินเจวี๋ยพาฉินซีขึ้นรถ ในตอนที่กำลังจะจากไป ใบหน้าของหลินฉีเจิ้งเต็มไปด้วยความซึ้งใจราวกับอยากจะล้มตัวลงไป รองใต้ล้อรถให้ขับผ่านไปเป็การส่งพวกเขาเสียให้ได้
ถงเซ่าิขับรถเข้าไปยังเขตคฤหาสน์ ที่นี่คือสถานที่ที่ถงเซ่าิไปจัดการมาให้หลังจากเฉินเจวี๋ยตัดสินใจจะอาศัยอยู่ในเมืองหนิงชื่อ ที่นี่ถูกขายต่อมาจากลูกคนรวยที่ไม่มีเงินดูแล ดังนั้นหลังจากซื้อต่อมาแล้วก็ไม่ได้ปรับแก้อะไรด้านในนัก เพียงเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดเท่านั้น แบบนี้สะดวกมากและยังสามารถเข้าอยู่ได้ทันที
ข้าวของของฉินซีถูกจัดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เขานำข้าวของของตัวเองไปไว้ที่ห้องข้างๆ ห้องของเฉินเจวี๋ย เพียงแต่หลังจากกลับมายังคฤหาสน์ ฉินซีก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงกลับไปที่ห้องนอนข้างๆ แล้ว เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะมีปฏิกิริยากับสุราขาวมากขนาดนี้ เขาจึงทำได้เพียงทิ้งตัวลงบนบ่าของเฉินเจวี๋ยอย่างอ่อนแรง ก่อนจะถูกเฉินเจวี๋ยพาเข้าห้องนอนไป
ในตอนที่เฉินเจวี๋ยไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำ ฉินซีก็นอนหลับไปบนเตียงก่อนแล้ว
ความจริงเฉินเจวี๋ยไม่ได้มีการประชุมผ่านวิดีโอคอลอะไร ที่เขาไปทานอาหารในครั้งนี้ก็เพื่อไว้หน้าฉินซีเท่านั้น พอพูดคุยกันเสร็จสิ้น เฉินเจวี๋ยไม่อยากจะอยู่ที่นั่นต่อแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นว่าฉินซีเริ่มเมาจนใบหน้าแดงก่ำ เฉินเจวี๋ยก็ยิ่งไม่อยากให้ฉินซีอยู่ที่นั่นต่อ ดังนั้นเขาจึงทำภาษามือบอกกับถงเซ่าิ และถงเซ่าิก็ให้ความร่วมมือด้วยการเข้ามาเตือนให้เฉินเจวี๋ยกลับมาประชุม
เฉินเจวี๋ยนั่งลงบริเวณหัวเตียง แล้วอดลูบลงไปบนพวงแก้มของฉินซีไม่ได้
ถงเซ่าิยังคงยืนอยู่ตรงนั้น อยู่ดีๆ ก็ได้ยินเ้านายของตัวเองถามขึ้น “นายว่า การมีความรักเป็ยังไง?”
ถงเซ่าิรู้สึกว่าหยาดเหงื่อบนศีรษะของตัวเองไหลรินเปียกชุ่มไปหมด มีความรักเหรอ? มีความรักอะไรกันล่ะ? เ้านาย... คุณกดขี่ผมมานานขนาดนี้ ผมยังไม่เคยมีความรักมาก่อนเลยนะครับ! ถงเซ่าิทำได้เพียงะโเช่นนี้อยู่ในใจ ใบหน้าของเขานิ่งแข็ง ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเป็การเป็งาน “เ้านายดีกับคุณชายฉินขนาดนี้ ไม่ได้เรียกว่ามีความรักหรอกเหรอครับ?”
“อย่างนั้นเหรอ? นายออกไปเถอะ” เฉินเจวี๋ยไม่เคยทำดีกับใครมาก่อน ดังนั้นเขาจึงมักจะรู้สึกมึนงงว่างเปล่าอยู่เสมอ ในสมองของเขามีแต่ภาพฉินซีในชุดสีแดง และภาพลักษณ์ของตงฟางปู๋ป้ายที่เคยเห็นในจอ
หากจะหาคำมาอธิบาย นั่นก็สามารถบอกได้ว่า ‘งามสง่าไร้ผู้ใดเทียบ’
เฉินเจวี๋ยรู้สึกว่าฉินซีที่มีท่าทางแบบนั้น ช่างเย้ายวนใจคนเป็อย่างมาก
ภาพในสมองเริ่มซ้อนทับกับคนที่นอนหลับอยู่บนหมอนตรงหน้า เขาจึงอดโน้มตัวลงไปจ้องมองใบหน้าของฉินซีไม่ได้ ใบหน้าของฉินซีผ่องใสขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนผิวพรรณจะดีขึ้นและดูสดใสขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะหลังจากดื่มจนเมา ใบหน้าของอีกฝ่ายจึงแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็เพราะเมาหรือเปล่า ดังนั้นแม้แต่การหายใจก็ยังลืมเลือนไป ทั้งที่ยังสามารถหายใจทางจมูกได้ แต่ก็ยังอ้าปากออกน้อยๆ ปรากฏให้เห็นลิ้นสีชมพูด้านใน
เฉินเจวี๋ยรู้สึกว่าลำคอของตัวเองเริ่มแห้งผากขึ้นมาแล้ว
เขายกมือขึ้นไล้ไปตามใบหน้าของฉินซี ความจริงมันคือใบหน้าที่บอบบางมาก ถ้าหากเป็เขาในตอนนั้น บางทีอาจทำให้สิ่งงดงามตรงหน้าแตกสลายไปนานแล้วก็ได้ เนื่องจากตัวเขาอยู่ในความมืด แล้วจะปล่อยให้มีสิ่งที่งดงามและสมบูรณ์แบบเช่นนี้อยู่ได้อย่างไร? แต่ในตอนนี้ภายในสมองของเขากลับเหลืออยู่เพียงคำว่า… ‘อยากได้’
เฉินเจวี๋ยหลับตาลง ในที่สุดเขาก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาคิดว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉินซีควรจะทำหรอกเหรอ?
บริการเขา!
เติมเต็มความ้าของเขา!
เฉินเจวี๋ยแหวกชุดคลุมอาบน้ำบนตัวออก จากนั้นก็จัดการถอดเสื้อผ้าของฉินซี เฉินเจวี๋ยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเื่บนเตียงค่อนข้างน้อย อย่างแรกเป็เพราะเขาค่อนข้างไร้ความ้า อย่างที่สองเป็เพราะน้อยคนที่จะทำให้เขารู้สึกดี และอย่างที่สามคือเขามีอาการของโรคกลัวความสกปรกค่อนข้างหนัก ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้หมายความว่า เขาจะมีความรู้ทางด้านนี้ไม่เพียงพอ ครั้งหนึ่งเฉินเจวี๋ยเคยอ่านหนังสือมามากมาย แม้แต่หนังสือแบบนั้นก็ตาม
เขาแหวกเสื้อผ้าบนตัวของฉินซีออกอย่างราบรื่น เหมือนอย่างที่เขาคิดในระหว่างมองฉินซีในกองถ่าย
เขาจูบลงบนริมฝีปากของฉินซี
ฉินซีขยับตัวเล็กน้อยเพราะความไม่สบายตัว
ในนาทีนี้ เฉินเจวี๋ยรู้สึกได้ถึงความหอมหวาน และความสุขที่สามารถเอาไว้ได้ในที่สุด
แต่ในตอนนี้ฉินซีกลับกำลังรู้สึกได้ถึงฝันร้าย
ฉินซีลืมตาขึ้นมาด้วยความย่ำแย่ เนื่องจากไฟในห้องนอนค่อนข้างมืด ดังนั้นเมื่อลืมตาที่พร่าเลือน เขาก็มองอะไรไม่ออก ความคิดในสมองของฉินซีตีกันวุ่นวาย เดิมทีก็ไม่ได้คิดว่าใครกำลังทับอยู่บนร่าง เขาผลักตัวของเฉินเจวี๋ยออกไปโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็ะโด่าออกมา “ออกไป! ไอ้ชั่ว!”
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยถึงกับนิ่งแข็งไป เขากดตัวฉินซีลงบนเตียงไม่ให้ขยับไปไหนได้
เมื่อเฉินเจวี๋ยเผชิญเข้ากับใบหน้าของฉินซี ความโมโหที่ยังไม่ได้ระบายออกมาก็มลายหายไปจนหมด เนื่องจากเขาเห็นว่าบนใบหน้าของฉินซีเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เฉินเจวี๋ยไม่เคยเห็นฉินซีร้องไห้มาก่อน ในตอนนี้เขาจึงอึ้งไป ใบหน้าที่เดิมทีควรจะประดับไปด้วยรอยยิ้มของฉินซีมองดูแสนบอบบางในเวลานี้ เฉินเจวี๋ยอดรู้สึกร้อนรนขึ้นมาไม่ได้ คงไม่ใช่เพราะรับเื่บนเตียงไม่ได้หรอกใช่ไหม?
ในระหว่างที่เฉินเจวี๋ยกำลังคิดอย่างละเอียดอยู่นั้น อยู่ๆ ฉินซีก็เอื้อมมือขึ้นมาดึงชุดคลุมของเขา จากนั้นก็จับเอวเขาเอาไว้แน่น ก่อนจะอาศัยร่างของเขาเป็ที่พิงนอนหลับสบายไป
เฉินเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความยากจะอธิบาย สงสัยจะฝันร้ายสินะ?
หลังจากนั้นหลายวันฉินซีก็หลบเลี่ยงเฉินเจวี๋ยอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ใช่เพราะฉินซีรู้สึกเขินอาย แต่เขากำลังอึดอัด หลังจากได้สติจากอาการมึนเมา ก็จำเื่ที่เกิดขึ้นในระหว่างเมาได้ชัด ดังนั้นภาพที่เฉินเจวี๋ยคร่อมอยู่บนตัวเขาในตอนที่เกิดอารมณ์จึงปรากฏหมุนวนไปมาในหัว แน่นอนว่าภาพ่ที่เขาทั้งด่าและต่อยตีเฉินเจวี๋ย เนื่องจากคิดว่าเป็จี่อวี้เซวียนเองก็เด่นชัดเช่นกัน
ฉินซีกลัวว่าตัวเองจะหลุดปากพูดอะไรไม่เข้าเื่ เขาไม่กล้าปล่อยให้คนอื่นมาล่วงรู้ ‘ความพิเศษ’ ของเขา บางทีมันอาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาในภายหลังได้ เขาไม่กล้าจะนึกถึงนัก
เมื่อรวมกับหลังจากนั้นหลายวันเฉินเจวี๋ยก็งานยุ่งขึ้นมา และฉินซีก็ทราบว่ากองถ่ายตำนานยุคฉินแจ้งให้เขาไปถ่ายทำเพิ่มเติม ฉินซีจึงเก็บข้าวของเรียบร้อย ตั้งใจจะไปกองถ่าย ทว่าก็ไม่กล้าบอกกับเฉินเจวี๋ยนัก เขารู้สึกว่าตัวเองจะต้องเป็คนถูกเลี้ยงดูที่ประหลาดมากแน่ เพราะเขาน่าจะเป็เพียงคนเดียวที่กล้าต่อยตี และด่านายทุนของตัวเองในระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังคร่อมอยู่้า
ฉินซีถอนหายใจเบาๆ
สาวใช้เดินเข้ามาข้างกายของเขา นำชาแดงและขนมหวานวางบนโต๊ะเล็กตรงหน้าเขาอย่างนอบน้อม “คุณชายฉินอยากทานอะไรอีกไหมคะ?”
ฉินซีโบกมือไปมา “ไม่แล้วล่ะ” หลี่ซิ่วส่งบทเื่ [ต้นกล้า] มาให้เขาแล้ว สองวันมานี้สมาธิของเขาไม่นิ่งเท่าไร จึงทำได้เพียงหาอะไรทานและดื่มชาแดงไปด้วยเพื่อสงบใจอ่านบท
เขาเปิดบทเื่ต้นกล้าวางไว้บนขา และอ่านฉากต่างๆ ไปสักพัก จากนั้นก็ต้องสะบัดตัวไปมาอย่างห้ามไม่ได้ เขาวางบทลง บทเื่ต้นกล้านั้นมีความสามารถในการดึงอารมณ์มากเกินไป เนื่องจากความพิเศษของตัวละคร ดังนั้นพอตั้งใจไตร่ตรองและพิจารณาตัวละคร เขาก็อินกับบทบาทไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเขาหลุดไปก็ไม่สามารถกลับไปเป็ฉินฮ่องเต้ที่เหมาะสมกับกองถ่ายตำนานยุคฉินได้อีก
ฉินซีถอนหายใจ อยู่ๆ บทตรงหน้าก็ถูกนำออกไป
ฉินซีหันหน้ากลับไปมอง
เฉินเจวี๋ย!
ฉินซีอดกลั้นความอึดอัดบนใบหน้าเอาไว้ “คุณ...” เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะแก้คำพูดของตัวเอง “เหวินซิ่น”
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยอ่อนโยนลงมาเล็กน้อย “นายจะไปถ่ายเสริมที่กองถ่ายตำนานยุคฉินเหรอ?”
ฉินซีใจนนั่งตัวตรง “คุณรู้ได้ยังไงครับ?”
“หลินซงโทรหาฉัน” เฉินเจวี๋ยนั่งลงข้างเขาอย่างเป็ธรรมชาติ “ฉันจะไปส่งนาย ฉันเองก็ต้องไปที่นั่นด้วย”
ฉินซีพยักหน้า ในใจของเขากังวลขึ้นมาอย่างไม่ทันรู้สึกตัว “วันนั้น...”
“วันนั้นนายฝันร้ายเหรอ?” ความจริงเฉินเจวี๋ยรอให้ฉินซีเป็ฝ่ายพูดก่อนมาตลอด แต่ใครจะคิดว่าฉินซีจะสามารถทนเก็บเอาไว้ได้ขนาดนี้ เฉินเจวี๋ยเองก็ให้ความเคารพ และความเป็ส่วนตัวของเขาด้วยการไม่ไต่ถาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะเป็ความสัมพันธ์แบบเลี้ยงดู แต่สำหรับเฉินเจวี๋ยแล้ว ฉินซีไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่ตัวเองเลี้ยงเอาไว้ สิ่งที่ฉินซี้าไม่ใช่การถูกกดขี่ แต่เป็ความเคารพ มีเพียงแบบนั้นจึงจะทำให้เขาเก็บคมเล็บลงไปได้
“ครับ” ฉินซีถอนหายใจออกมาในใจ ดูเหมือนว่าวันนั้นเขาจะไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกไป
“พักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้จะไปส่งที่กองถ่าย” เฉินเจวี๋ยลุกขึ้นเดินไปยังห้องหนังสือ ฉินซีเองก็ถือบทเดินกลับเข้าไปในห้องนอน สาวใช้ตามมาด้านหลังและรีบยกชาแดงกับขนมหวานตามขึ้นไป
เนื่องจากต่อจากนี้จะต้องถ่ายทำเพิ่มเติม ฉินซีจึงไม่มีพื้นที่ในสมองให้ไปอึดอัดต่อ เขากับเฉินเจวี๋ยนอนในห้องนอนเดียวกันอย่างเป็ธรรมชาติ เตียงหลังนั้นกว้างใหญ่พอให้พวกเขาสองคนเปลี่ยนท่าทางได้ทุกรูปแบบ เหอะ... ฉินซีไล่ความคิดวุ่นวายเ่าั้ออกจากสมอง ก่อนจะเอาบทตำนานยุคฉินออกมาทบทวนอีกครั้ง
เมื่อตอนนี้อ่านไปอีกครั้ง บางทีอาจได้รับรู้และตีความต่างออกไปก็ได้ ดังนั้นฉินซีจึงไตร่ตรองไปอย่างระมัดระวัง
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ สงบใจลง
หลังจากถ่ายทำเพิ่มเติมเสร็จสิ้น เขาก็สามารถเตรียมตัวสำหรับการถ่ายทำเื่ต้นกล้าได้แล้ว
