เ้าสามถูกขังไว้ในกลอง[1] อาจดูไม่ออกว่าฉินอิ่งเยว่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้ ทว่านางเป็ผู้ที่คอยมองจากด้านข้าง เื่นี้ ฉินอิ่งเยว่ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน
หลังออกจากตำหนักสือหนิงกง เฉินอ๋องเอ่ยกับองค์รัชทายาทว่า “วันนี้คือวันประสูติของพี่ใหญ่ ในเมื่อพี่ใหญ่เข้าวังมาแล้ว คงจะต้องไปตำหนักคุนหนิงกงเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮาเหนียงเหนียงใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ถ้าเช่นนั้นน้องขอทูลลา”
องค์รัชทายาทพยักหน้า “เ้าสาม เ้าคงไม่ตำหนิพี่ใช่หรือไม่? สามารถเข้าใจความปวดใจของพี่ใช่หรือไม่?”
“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” เฉินอ๋องเอ่ยทั้งรอยยิ้ม
รอยยิ้มของเฉินอ๋องผ่อนคลายและจริงใจเหลือเกิน ราวกับไม่มีความหมายแฝงอะไรแม้แต่นิด
“เ้าจงวางใจเื่พระชายา ข้าจะมุ่งหน้าสืบหาต่อไป ่นี้เ้าจงสงบจิตสงบใจคัดตำราอยู่ภายในจวนเถิด ข้าจะจับตัวคนร้ายมาให้ได้ ส่วนพระชายา เป็ต้องเห็นคน หากตายต้องเห็นศพ หากพระชายาประสบเคราะห์ภัยอะไรจริงๆ เปิ่นกงจะจับโจรพวกนั้นมาสังหารด้วยห้าม้าแยกศพ!”
เฉินอ๋องหัวเราะ “เื่โจรบุกจวนองค์รัชทายาท น้องไม่กราบทูลต่อหน้าไทเฮาเพราะเชื่อพี่ใหญ่ ข้าเชื่อว่าพี่ใหญ่สามารถทำเื่ทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบพ่ะย่ะค่ะ...”
“หึๆ... เปิ่นกงแค่พยายามสุดความสามารถ แต่...หากพระชายามีอันเป็ไป น้องสามต้องปล่อยวางเสียแล้ว” องค์รัชทายาทจงใจขู่ขวัญเฉินอ๋อง
ทว่าเฉินอ๋องแค่หัวเราะและหันไปหาฉินอิ่งเยว่ “ฮุ้ยเหม่ยเหรินจะตามพี่ใหญ่ไปคุนหนิงกงหรือออกนอกวังกับเปิ่นหวาง?”
“น้องสาม!” องค์รัชทายาทตักเตือน
เฉินอ๋องส่ายหน้า “พี่ใหญ่ไม่จำเป็ต้องเตือนข้า ข้าเป็คนไม่รู้จักจำ ถูกงูกัดหนเดียวกลัวเชือกนับสิบปี หากใช้ชีวิตเช่นนั้นไม่เหนื่อยเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
กล่าวจบเดินออกไปอย่างสง่างามโดยไม่รอคำตอบจากฉินอิ่งเยว่
เมื่อมองแผ่นหลังของเฉินอ๋อง สายตาขององค์รัชทายาทฉายแววแน่วแน่... เ้าสาม ครั้งนี้เ้าพ่ายแพ้แล้วจริงๆ
เดิมทีเขาคิดว่าเ้าสามอาจมีวิธีการรับมืออย่างรอบคอบ แต่จากการหยั่งเชิงเมื่อครู่ เ้าสามกลับไม่ทำอะไร แท้จริงแล้วเป็เขาที่คิดไปเองว่าเ้าสามเป็คนสลับซับซ้อน หรือเื่นี้ง่ายดายเกินไปกันแน่?
หรืออาจเพราะเ้าแสร้งทำเหมือนมีแผนการในใจ คิดอยากจะให้เขากระวนกระวายไปเอง?
อย่างน้อยก็สามารถมั่นใจได้ข้อหนึ่งว่าเ้ามีแผนการในใจจริง อีกทั้งยังได้ผลดังคาด หมู่โฮ่วทรงตื่นตระหนกเพราะคำพูดของเ้าสาม ด้วยเหตุนี้ถึงไม่ได้เชิญเสด็จพ่อให้เสด็จมา
“เยว่เอ๋อร์ เ้าตามข้าไปตำหนักคุนหนิงกงเพื่อฉิ่งอานเสด็จแม่” องค์รัชทายาทเอ่ย
“เพคะ” ฉินอิ่งเยว่ขานรับเสียงเบาเพื่ออำพรางความยินดีในใจ
ฉินอิ่งเยว่เดินตามหลังองค์รัชทายาทจนมาถึงตำหนักคุนหนิงกง กำแพงวังสูงตระหง่าน ชายคาตามแบบสถาปัตยกรรมจีน กระเบื้องเคลือบแวววาวสีมรกต ตามด้วยท้องฟ้าสีครามอันกว้างขวางเหนือพระราชวังเว่ยหยางกงแห่งนี้กำลังสะท้อนเข้าสู่ม่านของนาง... แค่ได้มอง หัวใจดวงนี้ก็รู้สึกยินดีจนพูดไม่ออก...
สตรีที่มีอำนาจชี้ขาดภายในพระราชวังเว่ยหยางกงแห่งนี้ถึงจะเป็หงส์ท่ามกลางมนุษย์และเป็ที่เคารพของผู้คนทั่วหล้า ฮูหยินใหญ่งั้นรึ? หึๆ...จะถือว่ามีค่าอะไรกัน? เมื่ออยู่ต่อหน้านาง ยังเทียบไม่ได้แม้แต่มดที่คลานอยู่บนดิน ถึงยามนั้น นางอยากให้คนสารเลวนั่นตายอย่างไรมันก็ต้องตายอย่างนั้น...
แต่เมื่อถึงตอนนั้น นางจะไม่ยอมให้คนสารเลวนั่นตาย เพราะบนโลกใบนี้ยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าความตายอยู่
เคยได้ยินบทลงโทษอันโหดร้ายทารุณที่เรียกว่า “กุ้นสิง[2]” คือการจับคนมาตัดแขนขาทั้งสี่ เฉือนใบหู ควักดวงตา ตัดจมูกและลิ้น... จนเหลือเพียงร่างไม่ต่างจากไม้กระบองที่เรียกว่า “เหรินกุ้น[3]” ถ้าจับฮูหยินใหญ่มาทำเหรินกุ้นจะต้องน่าสนุกไม่น้อย
ไม่รู้ว่าความเ็ปเช่นนี้ เมื่อเทียบความเ็ปของพวกที่ถูกเฆี่ยนตีจนตายและเอาศพให้สุนัขกิน อย่างไหนจะทรมานกว่ากัน...
เมื่อเดินอยู่ในพระราชวังเว่ยหยางกง เพราะเดินตามหลังองค์รัชทายาท แน่นอนว่านางไม่ต้องก้มหน้าก้มตา นางอยากมองตรงไหนก็มองได้ตามใจชอบ ขอเพียงองค์รัชทายาทไม่หันหลังกลับมาก็ไม่มีผู้ใดตำหนิที่นางไม่สำรวม บรรดานางกำนัลและขันทีที่เดินผ้ามาต่างก้มหน้าทำความเคารพองค์รัชทายาท ผู้ใดจะกล้ามองนาง? ผู้ใดจะกล้าลบหลู่นาง?
แต่การหยิบยืมความน่าเกรงขามของผู้อื่นในวันนี้ ถึงอย่างไรก็น่ายินดีนัก หากมีวันหนึ่งที่นางกลายเป็นายหญิงของพระราชวังเว่ยหยางกง วันนั้นถึงจะเป็วันที่นางมีความสุขมากที่สุด...
องค์รัชทายาทพบว่าฉินอิ่งเยว่นิ่งเงียบตลอดทาง คำถามสักประโยคก็ยังไม่มี ด้วยเหตุนี้จึงอดหันไปมองนางไม่ได้
ฉินอิ่งเยว่รีบเก็บสายตากลับมา นางก้มหน้าลงและยืนรอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
“เ้าชอบพระราชวังเว่ยหยางกงงั้นหรือ?” องค์รัชทายาทถาม
เขาเห็นแล้วว่าสายตาของนางตอนมองสำรวจพระราชวังเว่ยหยางกงแห่งนี้เปี่ยมด้วยความชอบใจ
ฉินอิ่งเยว่รู้ว่าองค์รัชทายาทจะต้องเห็นท่าทีของนางแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็ต้องปิดบังและพยักหน้ารับจากใจจริง “หม่อมฉันชอบมากเพคะ”
“เพราะอะไร?” องค์รัชทายาทถาม
“เพราะไท่จื่อเตี้ยนเซี่ยคือมกุฎราชกุมาร วันข้างหน้าจะต้องเข้ามาประทับในพระราชวังเว่ยหยางกงอย่างแน่นอน ขอเพียงมีวาสนาได้ติดตามเตี้ยนเซี่ยเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังเว่ยหยางกง หม่อมฉันถึงจะสามารถมองเห็นเตี้ยนเซี่ยในทุกๆ วันเพคะ...” ฉินอิ่งเยว่เอ่ยเสียงหวาน
องค์รัชทายาทมองนางด้วยแววตาแฝงความหมายลึกซึ้ง...
ครู่หนึ่งเอ่ยถามคล้ายหยอกล้อว่า “เป็เพราะเ้าชอบเปิ่นกง ถึงได้รู้สึกชอบพระราชวังเว่ยหยางกงแห่งนี้ หรือเป็เพราะเ้าชอบพระราชวังเว่ยหยางกงแห่งนี้ ถึงได้รู้สึกชอบเปิ่นกง?”
น้ำเสียงของเขาแฝงความหยอกล้อ ทว่าฉินอิ่งเยว่รู้ว่านี่ไม่ใช่คำถามเรื่อยเปื่อย
แต่... ในเมื่อเขาถามเช่นนี้แล้ว หากนางจะบอกว่าเป็เพราะชอบเขา ถึงได้ชอบพระราชวังเว่ยหยางกงแห่งนี้ จะฟังดูเสแสร้งเกินไปหรือไม่? ในเมื่อเขาถามเช่นนี้แสดงว่ามีความสงสัย
แล้วเหตุใดเขาถึงสงสัยกันเล่า? แสดงว่าเขารู้สึกว่านางเหมือนกับสตรีนางอีกมากมายที่ไม่มีทางรักบุรุษผู้หนึ่งอย่างลุ่มหลงเมามายจนเกินไป
เพราะเขาคิดว่าความรักของนางเกิดขึ้นเพราะความปรารถนาบางสิ่ง
และแค่คำพูดย่อมไม่มีประโยชน์อะไร ไม่ว่าตอนนี้นางจะบอกว่ารักมั่นเพียงใด องค์รัชทายาทคงไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน องค์รัชทายาทเป็บุรุษที่มักซ่อนแผนการไว้ในใจไม่เผยออกมาเช่นนี้ สิ่งที่สามารถทำให้เขาเชื่อมีเพียงการที่เขาได้เห็นความจริงกับตาตัวเองเท่านั้น
ฉินอิ่งเยว่คลี่ยิ้มแย้ม “บางครั้งคำพูดก็ไร้ประโยชน์มากที่สุดเพคะ วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล หากเตี้ยนเซี่ยไม่เบื่อหน่ายหม่อมฉันเสียั้แ่ตอนนี้ เหตุใดถึงไม่เดินไปดูไปเล่าเพคะ? ถือเป็ความสนุกอีกอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ?”
องค์รัชทายาทหัวเราะ สายตาทอดมองไปยังกำแพงสูงตระหง่านของพระราชวัง...
“นี่คือกำแพงของพระราชวังเว่ยหยางกง ทั้งสูงและงดงามเป็อย่างมาก... นอกจากเ้าของพระราชวังเว่ยหยางกงแห่งนี้ คาดว่าทุกคนล้วนเงยหน้ามองมัน แต่เมื่อมีแผ่นดินไหวูเาะเือย่างกะทันหัน มันก็พังพินาศอย่างน่าอนาถมากที่สุด ยามนี้เ้ากับเปิ่นกงกำลังยืนอยู่ใต้กำแพงสูงนี้ หากตอนนี้เกิดแผ่นดินไหว เ้ากับข้าคงต้องสิ้นใจอยู่ใต้กำแพงสูงนี้ด้วยกัน... มันสามารถทำให้เ้าพอใจ แต่ก็สามารถทำให้เ้าตายได้เช่นกัน... เ้า กลัวหรือไม่?”
“องค์รัชทายาททรงแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม สามารถต้านทานแผ่นดินไหวูเาะเืเ่าั้เพคะ” ฉินอิ่งเยว่ย่อกายถอนสายบัวและกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
องค์รัชทายาทยกยิ้ม หลังประคองนางให้ลุกขึ้นจึงตบหลังมือนางอย่างแ่เบา “ขอให้เป็ดังคำมงคลของเ้า”
เฉินอ๋องพึ่งจะเดินมาถึงอุทยานอวี้ฮวา...
“จ๊ะเอ๋!” ทันใดนั้นมีคนผู้หนึ่งะโออกมาจากพุ่มดอกไม้ด้านหลังเพื่อทำให้เขาใ
เฉินอ๋องหันกลับไป “หนิงเอ๋อร์ เ้าซุกซนอีกแล้ว...”
“พี่สามช่างน่าเบื่อจริงๆ! เม่ยเหม่ยรอท่านอยู่ที่นี่ตั้งนาน ท่านไม่ขอบคุณสักคำยังไม่เท่าใด เหตุใดต้องบอกว่าข้าซุกซนด้วยเล่า?”
“เ้ารอข้าทำไมกัน?” เฉินอ๋องเอ่ย
“พี่สี่... พี่สี่! ไม่ต้องซ่อนแล้ว! ออกมาเถิดเพคะ!” เฟิงเป่ยหนิงไม่ตอบคำถามเขา กลับหันไปกวักมืออีกด้านหนึ่ง
“ข้าบอกให้เ้าวิ่ง!”
ทันใดนั้นมีคนพุ่งออกมาจากพุ่มดอกไม้อีกคน!
เฉินอ๋องเห็นร่างนั้นกระโจนออกมา จับจิ้งหรีดยังไม่ทันได้กลับทำตัวเองล้มคะมำไม่เบา น้องสี่ที่ทำตัวไม่ได้เื่ยิ่งกว่าเขากำลังทำหน้ายิ้มไม่ได้หัวเราะไม่ออก
“เอาล่ะ ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก? ประเดี๋ยวนางกำนัลนางใดที่ชื่นชอบเ้ามาเห็นเข้า คงต้องผิดหวังในตัวเ้าเสียแล้ว” เฉินอ๋องเอ่ยหยอกล้อ
เฟิงเป่ยหนิงเห็นพี่สามไม่เป็อะไร รอยยิ้มยังคงเหมือนปกติ ดูไม่เหมือนคนที่พึ่งเสียเปรียบเป็อย่างมากสักนิด นางจึงรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก “พี่สาม ท่านถูกพี่ใหญ่ยั่วโมโหจนเลอะเลือนไปแล้วหรือ?”
“อะไรคือโมโหจนเลอะเลือน? มีอะไรให้ข้าต้องโมโห?” เฉินอ๋องเอ่ยทั้งรอยยิ้ม
เฟิงเป่ยหนิงเบิกดวงตากลมโตฉ่ำน้ำมองเขาครู่หนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงลากยาวว่า “อ้อ... ก็ดีแล้ว ดีแล้วเพคะ ข้ากับพี่สี่เป็ห่วงท่านมากนะเพคะ!”
ดูจากท่าทางของพี่สาม อาจเป็เพราะหลังไปหาเสด็จย่า เสด็จย่าคงจะปกป้องและเข้าข้างเขา
พี่สามเป็คนใจกว้างจนเคยชิน ต่อให้เสด็จย่าไม่ได้ปกป้องเขาอย่างชัดเจนมากนัก พี่สามต้องได้รับความไม่เป็ธรรมไม่มากก็น้อย แต่ถ้าไม่ใช่เื่ตัดสินผิดถูกใหญ่โตอะไร พี่สามมักไม่เก็บมาใส่ใจ
“ใช่แล้วพี่สาม” เฟิงเป่ยจิ้งจัดระเบียบอาภรณ์ “พวกเราเป็ห่วงท่านมากนะพ่ะย่ะค่ะ! หลังจากท่านไปตำหนักสือหนิงกงกับองค์รัชทายาท พวกเราก็รออยู่ที่นี่ตลอดเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม...” เฉินอ๋องชำเลืองมองพุ่มดอกไม้นั้นชั่วครู่ “ข้าก็ดูออกว่าเป็ห่วงข้ามาก”
“ข้ากำลังใช้เวลาให้เป็ประโยชน์ต่างหาก! ยิ่งไปกว่านั้นความกังวลที่ข้ามีต่อพี่สามล้วนอยู่ในใจพ่ะย่ะค่ะ! หากแสดงออกเรื่อยเปื่อยก็ไม่ลึกซึ้งสิพ่ะย่ะค่ะ!” จิ้งอ๋องเอ่ยทั้งรอยยิ้ม
เฉินอ๋องหัวเราะ “เอาล่ะ ข้าไม่เป็อะไร พวกเ้ารีบไปเที่ยวเล่นกันเถิด ไม่ต้องเป็ห่วงข้า”
“แต่ว่าพี่สาม เื่พี่สะใภ้สามจะทำอย่างไรเพคะ? พี่สามได้เงื่อนงำอะไรมาจากองค์รัชทายาทหรือไม่เพคะ?” เฟิงเป่ยหนิงถาม
เฟิงเป่ยเฉินปรายตามองเด็กผู้หญิงคนนี้ มุมปากยกยิ้มยิ่งกว่าเดิม
เด็กคนนี้ยามปกติแลดูเหมือนไม่สนใจอะไร แต่ความจริงแล้วกลับฉลาดยิ่งนัก! เพียงแต่ปกติไม่ค่อยพบเจอเื่ใหญ่อะไร จึงทำให้ไม่มีโอกาสเผยออกมาก็เท่านั้น
ก่อนหน้านี้หมู่เฟยเป็กังวลต่อน้องสาวของเขายิ่งนัก กลัวว่าหลังนางออกเรือนไปจะถูกบ้านสามีรังแก เขาเคยบอกว่าหนิงเอ๋อร์เป็คนฉลาดอยู่แล้ว ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบอย่างแน่นอน ทว่าหมู่เฟยรักและทะนุถนอมบุตรสาวจนไม่อาจรับรู้... หากมีโอกาสจะต้องทำให้หมู่เฟยรับรู้ถึงความฉลาดของหนิงเอ๋อร์เสียแล้ว
“พี่สาม ท่านจะมองข้าเช่นนี้ทำไมกัน?” เฟิงเป่ยหนิงถูกพี่สามของนางมองจนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
พี่สามของนางหล่อเหลามากเกินไป แม้จะรู้ว่านี่คือพี่ชายที่ตนสนิทสนมที่สุดและมีบิดามารดาคนเดียวกัน แต่บางครั้งที่ถูกพี่สามจ้อง นางกลับอดหน้าแดงไม่ได้
หมู่เฟยนะหมู่เฟย พี่สามเป็บุรุษ เหตุใดต้องทำให้เขาเกิดมารูปงามถึงเพียงนี้? เรียกได้ว่าเป็บุรุษงามนำพาหายนะ!
“พวกเ้าวางใจเถิด” เฉินอ๋องเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “พระชายาจะต้องกลับถึงจวนไม่เกินวันพรุ่งนี้ นอกจากนั้นยังไม่บุบสลายแม้แต่นิด”
“พี่สาม ท่าน...มั่นใจหรือ?” จิ้งอ๋องเอ่ย “ไม่ใช่ว่าน้องเลอะเลือนหรือไม่เชื่อท่าน แต่...ถึงอย่างไรนั่นก็คือพี่สะใภ้สามนะพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดพี่สามถึงสบายอกสบายใจเช่นนี้? หรือว่า... ท่านยังไม่อาจตัดใจจาก...”
[1]ถูกขังไว้ในกลอง ถูกผู้อื่นปกปิดหรืออำพรางจนไม่รู้ว่ารอบข้างเกิดเื่อะไร
[2]กุ้นสิงคือหนึ่งในบทลงโทษอันเหี้ยมโหด กุ้นแปลว่าไม้กระบอง การลงโทษแบบกุ้นสิงไม่ใช่การใช้ไม้กระบองฟาดตามร่างกาย แต่เป็การใช้ไม้กระบอกยัดเข้าปากหรือทวารนักโทษเพื่อให้ทะลุกระเพาะอาหารและตายอย่างทรมาน ในบางครั้งอาจใช้มดกรีดทวารหนักก่อนยัดกระบองเข้าไป ในประวัติศาสตร์ยังไม่มีผู้ใดได้รับบทลงโทษเช่นนี้
[3]เหรินกุ้นคือหนึ่งในบทลงโทษอันเหี้ยมโหด เดิมทีคือการตัดแขนขาเพื่อให้เสียเืจนเสียชีวิต ทว่าเหรินกุ้นในปัจจุบันคือการควักดวงตา ตัดลิ้น ตัดแขนขา ตัดใบหู เหลือแค่ร่างกายที่เหมือนไม้กระบอง ผู้ที่ลงโทษเช่นนี้จะถูกถอดเสื้อผ้า ตรึงไว้บนเวทีและถูกผู้อื่นใช้แส้หนังเฆี่ยนตี ทำให้ร่างกายบิดเบี้ยวไปมาอยู่บนเวที ถือเป็การปฏิบัติต่อผู้อย่างโหดร้ายทารุณและโรคจิต
