การผ่าตัดของหลี่ชุนหลานประสบความสำเร็จเป็อย่างมาก เพียงวันนี้เธอก็มีแรงพูดคุยกับเซียวปิงได้ ั้แ่่เช้ามาจนถึงตอนนี้แล้ว พวกเขาพูดคุยกันเป็เวลานานพอควร และเื่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือเื่ในกองทัพของลูกสาวซูเพ่ยหย่า หลี่ชุนหลานคงคิดถึงลูกสาวมากจริงๆ
หลี่ชุนหลานแลดูอารมณ์ดีมาก แต่เซียวปิงกลับรู้สึกแอบสลดใจ เพราะเขารู้ดีว่า แม้การผ่าตัดจะเป็ไปได้ด้วยดี แต่เธอก็จะคงอยู่ได้อีกไม่เกินสองปี...เขาตัดสินใจปิดบังเื่นี้ต่อหลี่ชุนหลาน แต่ทางด้านซูเสียวเสี่ยว ไม่ว่ายังไงก็ยังต้องหาโอกาสบอกเธออยู่ดี เพียงแต่...เธอเพิ่งได้รับเหตุะเืใจหลายเื่ติดกัน และดูเหมือนเธอเองจะยังไม่หายเศร้าเลย แล้วแบบนี้เขาจะพูดออกไปได้อย่างไรล่ะ
เมื่อเห็นว่าจวนจะเที่ยงแล้ว หลี่ชุนหลานจึงกล่าวยิ้มแย้ม “เสียวเสี่ยวก็มาแล้ว เสี่ยวปิง เธอไม่ต้องอยู่เป็เพื่อนน้าแล้วก็ได้ ยิ่งที่ทางร้านยัง้าเธออีก”
เซียวปิงยิ้มพลางยืดตัวยืนขึ้น “วางใจเถอะครับคุณน้า ทางร้านมีผมดูแลอยู่ ไม่เกิดเื่แน่นอนครับ เอาไว้ผมจะหาเวลามาเยี่ยมใหม่นะครับ”
“ได้จ้ะ...กลับดีๆ นะลูก”
เซียวปิงออกจากห้องพักฟื้น เมื่อไปถึงหน้าบันได ก็ได้พบกับจางอีจื่อที่เดินตรงเข้ามาหา “จางเหล่า ที่การผ่าตัดในครั้งนี้ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะได้นายช่วยแท้ๆ เลย” เซียวปิงกล่าวระคนหัวเราะ
จางอีจื่อน้ำเสียงราบเรียบ “ในเมื่อเป็แม่เขาเพ่ยหย่า ฉันแหกกฎตัวเองสักครั้งจะเป็ไรไป...วันพรุ่งนี้ฉันจะกลับปักกิ่งแล้ว นายไม่ต้องไปส่งฉันหรอก”
“เร็วขนาดนี้เลย?” เซียวปิงใ “ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยเหรอ ทำไมรีบกลับจัง?”
จางอีจื่อเสียงแข็ง กล่าวว่า “ฉันจะอยู่เหงาๆ คนเดียวที่นี่ไปทำไม ขนาดกินข้าวกับใครบางคนอยู่ ยังถูกทิ้งให้กินคนเดียวได้เลย”
เซียวปิงรู้สึกละอายขึ้นมา ร้อนรนกล่าว “เื่นั้น...ตอนนั้นมันมีเหตุสุดวิสัยนี่นาจางเหล่า เอาอย่างนี้ดีไหม คืนนี้เดี๋ยวฉันเลี้ยงขอโทษเอง เราไปกินที่ร้านอื่นกัน เป็ไง?”
“อืม” จางอีจื่อขานรับราบเรียบ “ไหนๆ พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้ว ไปกินข้าวด้วยกันสักหน่อยก็ดี หลังจากนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไร...เดี๋ยวฉันจะไปดูอาการคุณแม่เพ่ยหย่าสักหน่อย ดูจากตอนนี้ ร่างกายเธอฟื้นตัวดีใช้ได้เลย อีกประมาณครึ่งเดือนก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
เซียวปิงระคนหัวเราะ “งั้นก็ตามนี้นะ เดี๋ยวฉันโทรหา แล้วคืนนี้ฉันเลี้ยง”
เซียวปิงพูดจบจึงเดินลงบันไดออกจากโรงพยาบาล ทันทีที่มาถึงร้านบะหมี่บ้านซู หลี่หงก็เดินตรงเข้ามาหา พลางทำหน้าทำตาโมโห กล่าวเสียงแ่ “ข้างในมีคนมาหาพี่...ดูก็รู้ว่าเป็พวกคุณชายมีตังค์”
“คุณชายมีตังค์?” เซียวปิงหัวราะร่วน “ฉันไม่รู้จักพวกคนมีเงินในเมืองเจียงเฉินสักหน่อย”
เซียวปิงบ่นพลางเดินตามหลี่หงเข้าไปในร้าน ก่อนจะมองตามมือที่ชี้ไปของหลี่หง ผู้ถูกชี้ เป็หนุ่มชายรุ่นราวคราวเดียวกับเซียวปิง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว คู่กับกางเกงสีขาวยาว...ชายชุดขาวนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้ภายในร้านอย่างใจเย็น เพราะกำลังก้มหน้า จึงมองเห็นเพียงโครงหน้ารางๆ ของเขาเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น หากคุณเป็ผู้หญิง คุณก็ยังจะโดนดึงดูดโดยเขาอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็บุคลิกเท่ๆ แลดูสบายๆ ของเขา หรือจะเป็เส้นโค้งที่สมบูรณ์แบบที่โครงหน้านั่น ล้วนดูดีเกินต้านทานไปหมด
เมื่อเซียวปิงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ชายชุดขาวเงยหน้าขึ้นมองเซียวปิง ก่อนจะลุกยืนพลางยิ้มให้ ชายคนนี้ดูเป็คนมีมารยาทมาก รอยยิ้มที่ใบหน้านั้นก็ดูอบอุ่นและเป็มิตรเอามากๆ จนแม้ว่าเขาจะเป็แค่คนไม่รู้จัก แต่บุคลิกแบบนั้นก็ยังจะทำให้คุณรู้สึกราวเขาเป็เพื่อนสนิทคนหนึ่งของคุณ
“คุณคงจะเป็เซียวปิง?” หนุ่มวัยรุ่นยื่นมือไปข้างหน้า ก่อนจะกล่าวอย่างมีมารยาท “ผมชื่อเย่เทียนิ เป็น้องชายเย่ซินหยี่”
เป็พี่น้องท้องเดียวกันแท้ๆ แต่ช่างต่างกันเหลือเกิน ในตัวเขาไม่มีความเย่อหยิ่งเหมือนที่เย่ซินหยี่มีอยู่มากมายเลย เซียวปิงเองก็รู้สึกถูกชะตากับเขาไม่น้อย จึงยื่นมือออกไปจับตอบ “สวัสดีครับ ผมชื่อเซียวปิง”
ทั้งสองมองประเมินกันและกัน เซียวปิงรู้สึกดีต่อเขามาก เย่เทียนิเองก็เช่นกัน เขาเป็ถึงคุณชายสูงศักดิ์ ั้แ่เด็ก เขาก็เจอผู้คนมากมาย จนทำให้เขาอ่านคนออก...เพียงได้เห็นเซียวปิงแวบเดียว เขาก็รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดาแน่ เมื่อเป็เช่นนี้ที่พี่สาวไม่สามารถสยบเขาได้ ก็ไม่ใช่เื่แปลกอีกต่อไป
“เพราะไม่รู้ว่าจะติดต่อคุณเซียวได้ยังไง ผมจึงต้องถือวิสาสะมารบกวนถึงที่นี่...ผมอยากจะเชิญคุณเซียวไปทานอาหารด้วยกันสักมื้อ ไม่ทราบว่าสะดวกหรือเปล่าครับ? ถ้าคุณเซียวยังไม่ว่าง งั้นเราเปลี่ยนเวลานัดเป็เวลาอื่นก็ได้นะครับ” เย่เทียนิกล่าวยิ้มๆ
เขาพูดอย่างรอบคอบ ทั้งยังมีมารยาท ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่ลืมที่จะให้เกียรติกับเซียวปิงด้วย
ใครดีมาหนึ่งคืบ ฉันดีกลับหนึ่งศอก...นี่คือวิถีของเขา ดังนั้น เมื่อคิดได้ดังนี้ บวกกับตัวเขาเองขณะนี้ก็ยังไม่ได้กินข้าว เขาจึงตอบรับคำเชิญนั้นอย่างไม่น่าสงสัยเลย “งั้นก็ได้ครับ ทานที่ไหนดี?”
“คุณคิดว่าแบบไหนดีกว่ากันครับ ระหว่างออกไปทานข้างนอกกับทานในร้านนี้เลย” เย่เทียนิ
เซียวปิงหัวเราะ กล่าวว่า “ไม่ต้องอุดหนุนร้านผมหรอก ตามใจคนเลี้ยง...คุณเลือกที่เถอะ ยังไงคนที่จ่ายตังค์ก็ไม่ใช่ผมอยู่แล้ว”
ทั้งสองมองกันแวบหนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา เย่เทียนิกล่าวยิ้มแย้ม “งั้นก็ได้ครับ ผมจองห้องอาหารส่วนตัวในร้านหลงจาเอาไว้แล้ว หากเลยเที่ยงแล้วผมยังไม่ไป พวกเขาก็จะยกเลิกการจอง ตอนนี้เหลือเวลาอยู่อีกเยอะเลย พวกเราจะไปกันเลยไหมครับ?”
“ก็ได้”
“เย่เทียนิพูดระคนหัวเราะ “รอสักครู่ครับ”
เขาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นจากโต๊ะ ก่อนพับมันลงหลายทบ แล้วจึงจับมันไว้ในมือ กล่าวยิ้มแย้ม “ไปเถอะครับ”
เซียวปิงคอยสังเกตทุกการกระทำของเขา เขาทำทุกเื่อย่างมีมารยาท ทั้งยังเป็คนละเอียดอ่อน บวกกับฐานะทางบ้านของเขา นับได้ว่าครบองค์ประกอบของผู้ชายสมบูรณ์แบบ ที่เหล่าผู้หญิงทุกคนฝันถึงเลย
รถระดับกลางคันหนึ่งจอดรออยู่กลางถนน โดยมีบอดี้การ์ดสองคนยืนคุมที่ข้างประตู รอจนเซียวปิงและเย่เทียนิลงนั่งบรรทุกในรถแล้ว บอดี้การ์ดทั้งสองจึงนั่งข้างซ้ายและขวาที่เบาะหน้า ก่อนรถจะค่อยๆ แล่นออกไป
“ไม่รู้ว่าการมาโดยพลการของผมในครั้งนี้ จะเป็การเสียมารยาทจนเกินไปหรือเปล่า พอดีเื่นี้เป็เื่คอขาดบาดตาย ผมจึงจำเป็ต้องมาโดยไม่ขออนุญาตก่อน...อีกอย่าง ผมก็อยากจะขอโทษคุณเซียวแทนพี่สาวด้วย นิสัยเธอแข็งกร้าวไปหน่อย เลยอาจจะทำให้คุณเซียวไม่พอใจไป แต่เชื่อเถอะครับ เธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรแน่นอน”
เซียวปิงทอดสายตามองไปยังนอกรถ พลางยิ้มกล่าว “เธอไม่ได้แข็งกร้าวหรอก เพียงแค่ฉลาดเกินไปเท่านั้นเอง...แต่บางครั้ง ความฉลาดก็หลอกเราได้เช่นกัน ถ้าเทียบกันแล้ว คนที่ฉลาดจริงๆ น่าจะเป็คุณมากกว่า”
เย่เทียนิหัวเราะ “พี่สาวผม เธอเก่งมากกว่าผมในทุกๆ เื่ ั้แ่ตอนเด็กๆ แล้วครับ เธอเป็คนหน้าตาดี เหล่าบรรดาคุณชายในเจียงเฉิงจึงเอาแต่หมุนรอบๆ เธอ เธอเรียนเก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็อันดับหนึ่งในเจียงเฉิง แล้วเธอยังมีหัวการค้า คุณพ่อเลยค่อยๆ ส่งต่อธุรกิจให้เธอดูแลทีละอย่าง ั้แ่ก่อนท่านจะป่วยแล้วครับ อันที่จริงเธอทำได้ดีกว่าผมเสียอีก”
เย่เทียนิพูดไป พลางก็ถอนหายใจยาวออกมา “เฮ้อ...แต่สุขภาพคุณพ่อก็...”
เย่เทียนิพูดเพียงครึ่งก็เงียบไป
เซียวปิงหยักยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เย่เทียนิคนนี้ถ่อมตัวมาก จากการพูดจาและหลายๆ สิ่งที่เขาทำ ั้แ่ตอนเพิ่งพบกันจนถึงตอนนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาเป็คนมีวินัยในตัวเองมาก เขาระมัดระวังรอบคอบ เขามีความมั่นใจ แถมยังฉลาด รู้จักมองการณ์ไกลอีกด้วย ที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือผู้ชายที่เก่งกาจแบบนี้กลับยังเอาแต่แสดงความนอบน้อมและถ่อมตัวออกมา...เป็เช่นนี้ แล้วจะให้คิดว่าเขาธรรมดาได้อย่างไร?
จู่ๆ เซียวปิงก็รู้สึกสนอกสนใจตระกูลเย่ขึ้นมา แต่นั่น หาใช่เพราะความร่ำรวยของตระกูลเย่แต่อย่างใด แต่เป็เพราะสามพี่น้องตระกูลเย่ต่างหาก...ทางด้านเย่จื่อคงไม่ต้องพูดถึง สำหรับเซียวปิง เย่จื่อฉลาดไม่น้อยไปกว่าพวกพี่ๆ ของเธอเลย เพียงแต่ เธอมีความใสซื่อและไม่มีพิษมีภัยกับใครมากกว่าเท่านั้นเอง...ส่วนเย่ซินหยี่ เธอเป็ผู้หญิงที่ฉลาดอย่างไม่ต้องสงสัย เธอเป็คนเ้าเล่ห์มาก เธอยังรู้จักการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่้าด้วย ก็เหมือนกับเื่ก่อนหน้านี้ เธอใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งสารพัด เพื่อขอให้เซียวปิงช่วย หากเป็คนอื่น เกรงว่าคงจะตกหลุมพรางเธอไปนานแล้ว...ทางเย่เทียนิยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย แค่เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ทำให้เซียวปิงรู้สึกดีด้วยได้แล้ว
ในตระกูลใหญ่มักมีพวกลูกคุณหนูที่แต่งตัวดี แต่ไม่มีสมองอยู่มาก ทว่าพี่น้องตระกูลเย่ ต่อให้จะเป็เย่ซินหยี่ที่เซียวปิงชัง เขาก็ยังต้องยอมรับว่าเธอเก่งและฉลาดกว่าพวกคุณหนูไร้สมองทั่วไปอยู่มาก...บ้านที่เลี้ยงพวกเขาทั้งสามขึ้นมาได้ ต้องเป็บ้านแบบไหนกันนะ?
หลังจากเย่เทียนิหยุดคำพูดนั้นลง เขาก็เริ่มชวนเซียวปิงคุยเื่อาคารบ้านเรือนภายในเมืองเจียงเฉิง เซียวปิงยิ่งคุยกับเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเต็มไปด้วยความรู้มากมายเหลือเกิน ความรู้ที่มีไม่ใช่เพียงความรู้ในหนังสือเท่านั้น แต่รวมไปถึงความรู้ต่างๆ ในชีวิตประจำวันอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรถแล่นผ่านตึกสูงและถนนสายหนึ่ง เขาก็จะเล่าเกี่ยวกับประวัติของที่นั่นได้อย่างลื่นไหล เช่นว่าเหตุใดจึงมีชื่อเรียกเช่นนั้น ที่นี่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ทำเอาเซียวปิงต้องกลับมามองเขาใหม่เลยทีเดียว
ร้านหลงจา ไม่ใช่ร้านอาหารที่หรูที่สุดในเจียงเฉิงแต่อย่างใด แต่ถือเป็ร้านอาหารระดับกลางๆ เท่านั้น ด้านหนึ่ง เซียวปิงจะได้ไม่รู้สึกว่าไม่ได้รับการให้เกียรติจากเขา อีกด้าน เซียวปิงก็จะไม่รู้สึกว่าเป็จริงเป็จังมากจนเกินไป ดูท่า เย่เทียนิจะคิดเผื่อไว้เยอะเลย
ผู้จัดการร้าน เมื่อเห็นเซียวปิงและเย่เทียนิมาถึง ก็รีบตรงเข้าไป พาทั้งสองไปยังห้องอาหารที่จองเอาไว้อย่างนอบน้อมด้วยตนเอง บอดี้การ์ดทั้งสองของเย่เทียนิเองก็ตามเข้าไปด้วย ทั้งสองยืนอยู่หลังเ้านายตลอด
ผู้จัดการร้านถามยิ้มแย้ม “คุณชายเย่ครับ จะให้เสิร์ฟอาหารเลยไหมครับ?”
เย่เทียนิระคนหัวเราะ กล่าว “เสิร์ฟเลยแล้วกันครับ”
“งั้นผมออกไปเตรียมด้านนอกก่อน ไม่รบกวนทั้งสองแล้วครับ...อ้อ คุณเซียว นี่เป็นามบัตรของผม”
ก่อนออกไป ผู้จัดการร้านยื่นนามบัตรใบหนึ่งให้เซียวปิง ด้านหนึ่ง ก็เพื่อมารยาท แต่อีกด้าน ดูเหมือนจะเป็เพราะเขาเป็แขกที่เย่เทียนิพามาด้วยมากกว่า
ทางร้านทำงานกันเร็วมาก พวกพนักงานยกอาหารออกมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว บนโต๊ะมีอาหารอยู่หกอย่าง และแกงอีกหนึ่งอย่าง บวกกับลาฟิต1อีกขวด เย่เทียนิปัดมือไล่ ก่อนพนักงานทั้งหมดจะเดินออกไป “พอได้ไหมครับคุณเซียว” เย่เทียนิถามระคนหัวเราะ
เซียวปิงมองอาหารที่วางเต็มโต๊ะส่ายหัวกล่าว “สิ้นเปลืองเกินไป”
“ไม่เลยครับๆ นี่เป็ครั้งแรกที่เชิญคุณเซียวมาทานข้าว แบบนี้สมควรแล้วครับ...มาครับ ผมรินเหล้าให้”
เซียวปิงไม่ได้เกรงใจใดๆ ปล่อยให้เขารินเหล้าจนเต็มแก้ว ก่อนเย่เทียนิจะยกแก้วขึ้นกล่าว “คุณเซียวครับ แก้วนี้ถือเป็การขอโทษแทนพี่สาวผม ผมดื่มก่อนเลยนะครับ”
พูดจบ เย่เทียนิก็รินเหล้าเข้าปากจนหมดภายในคำเดียว
เย่เทียนิราวจะเป็คนเรียบร้อยมีการศึกษาคนหนึ่ง แต่วิธีการที่เขาใช้จัดการกับเื่ต่างๆ กลับตรงไปตรงมา
เซียวปิงเองก็จะน้อยหน้าไม่ได้ เขาชูแก้วขึ้น กล่าวใจกว้าง “เื่ก่อนหน้านี้ล้วนเป็เื่เล็กทั้งนั้น ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว แก้วนี้ ผมดื่มคืนให้”
เขาดื่มหมดแก้วในอึกเดียวเช่นกัน
เย่เทียนิจับตะเกียบชี้ไปทางอาหารมากมายบนโต๊ะ หัวเราะกล่าว “กินกันเถอะ”
เซียวปิงมองเย่เทียนินิ่ง ก่อนจะเป็ฝ่ายเปิดบทสนทนาด้วยตัวเอง “แต่ก่อน ผมเคยเป็ทหารมาก่อน เลยชอบอะไรที่มากกว่า ที่คุณเย่มาหาผมในวันนี้ คงจะมีเื่อะไรแน่...เรามาคุยเื่สำคัญของคุณกันก่อนไหม?” เขายิ้มบางๆ กล่าว
เย่เทียนิเมื่อเห็นเซียวปิงพูดตรงเช่นนี้ เขาเองก็วางตะเกียบลง กล่าวว่า “งั้นเรามาคุยเื่สำคัญกันก่อนก็ได้ครับ ครั้งนี้ ผมมีเื่จะขอร้องพี่ครับ!”
****************************************
1 ลาฟิต (Chateau Lafite 1869) : เป็ไวน์ที่แพงเป็อันดับสองของโลกค่ะ
