เลขาเปิดประตูออก เมื่อเห็นเด็กสาวที่อยู่ด้านนอกก็นิ่งไปชั่วครู่ “คุณหนูซย่า”
ซย่าชิงหลีพยักหน้าให้เธอ แล้วผลักประตูเดินผ่านเข้าไป ผู้ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะหันหน้าไปมอง ขี้บุหรี่ร่วงหล่นลงบนโต๊ะ น้ำเสียงของเขานุ่มนวล แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากกลับไร้ความอ่อนโยนเลยแม้แต่น้อย “ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เธอเข้ามาที่นี่หรอกเหรอ?”
ซย่าชิงหลีกำมือแน่น รอยยิ้มของเธอเบ่งบานดั่งดอกไม้ เธอเดินผ่านโซฟานั่นไป ก่อนจะพูดออเซาะพร้อมชายตามองชายหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้า “คุณจี่ หรือว่าคุณจะไม่คิดถึงฉันเลยเหรอคะ?”
จี่อวี้เซวียนหัวเราะเบาๆ และนำบุหรี่ส่งขึ้นไปที่ปาก ความร้ายกาจปรากฏขึ้นบนรูปลักษณ์ที่ดูสุภาพอ่อนโยน ทว่านั่นกลับทำให้ซย่าชิงหลีลุ่มหลง
“ไม่ไปอยู่กับแฟนหนุ่มของเธอแล้วหรือไง?” จี่อวี้เซวียนถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
เลขาที่อยู่ด้านข้างส่งสายตาเย้ยหยันไปทางซย่าชิงหลี
ใบหน้าของซย่าชิงหลีกลายเป็แดงก่ำ แต่กลับยังคงทำท่าทางนิ่งเฉยเช่นเดิม เธอพูดออกมา “ฉันเลิกกับเขาแล้ว”
“เลิกแล้ว?” จี่อวี้เซวียนดับบุหรี่ลง “ถ้าแบบนั้นก็ไร้ความหมายแล้ว”
ใบหน้าของซย่าชิงหลีพลันขาวซีด “หรือว่าั้แ่ตอนแรก คุณแค่หยอกกันเล่นเท่านั้นเหรอ?”
“ถ้าไม่ใช่แบบนั้น แล้วเธอคิดว่ายังไงล่ะ?” จี่อวี้เซวียนพูดพร้อมทั้งหยิบรีโมตกดเปิดโทรทัศน์ บางทีอาจจะเพราะอยู่ๆ ก็อยากจะดูข่าวในตอนนี้ขึ้นมา แต่เมื่อโทรทัศน์ถูกเปิดขึ้น ก็กำลังฉายกระบี่เย้ยยุทธจักรตอนที่ 12 อยู่ เด็กชายสวมชุดแดงนอนอยู่บนเตียง คนงามปรากฏให้เห็นต้นขาสีขาวกระจ่างวับๆ แวมๆ สาบเสื้อบนบ่าเปิดออกกว่าครึ่ง จี่อวี้เซวียนอดหรี่ตาลงไม่ได้
เหอะ รู้สึกคุ้นตาอยู่นิดหน่อยนะ
เลขารีบร้อนอยากจะเข้าไปเปลี่ยนช่อง ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว เพราะก่อนหน้านี้เธอเป็คนแอบใช้โทรทัศน์เครื่องนี้ดูละครดังไป
สีหน้าของซย่าชิงหลีซีดขาว “เขา เขา...”
จี่อวี้เซวียนพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจอะไร “ทำไมล่ะ? หรือว่าเธอจะรู้จักกับคนในโทรทัศน์นั่น?”
ซย่าชิงหลีอ้าปากออก “...นั่นคือ… แฟน แฟนของฉัน ไม่ แฟนเก่าน่ะ”
“อ้อ?” จี่อวี้เซวียนรู้สึกสนใจขึ้นมา “เธอเล่าเื่แฟนหนุ่มคนนี้ให้ฉันฟังหน่อยสิ”
……
ฉินซีได้รับสายโทรศัพท์จากหยางจื้ออีกครั้ง สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ เขาคิดว่าหยางจื้อจะปล่อยให้เขาเกิดเองดับเอง ก็เลยคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะยื่นโอกาสมาให้เขา อีกฝ่ายพูดว่า “ฉินซี คืนนี้มีงาน ฉันอยากจะพานายไป จะได้พานายไปพบผู้ผลิตหนังละคร หรือพวกนักลงทุนด้วย”
ในหัวของฉินซีคิดคำนวณไป ไม่ได้ตอบรับไปตรงๆ “ผม… ขอคิดหน่อยนะครับ ตอนกี่โมงเหรอครับ? แล้วจัดขึ้นที่ไหน?”
“สามทุ่ม” หลังจากนั้นหยางจื้อก็บอกชื่อร้านอาหารไป
ร้านอาหารนั้น ถือว่าเป็ร้านอาหารชั้นนำของเมืองหนิงชื่อ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร
ฉินซีรู้ดีว่าเป็ไปได้ยากที่งานเลี้ยงทานอาหารในวงการบันเทิงจะเป็เพียงงานเลี้ยงทานอาหารเฉยๆ อย่างไรในงานเลี้ยงทานอาหารมักจะแฝงเื้ัอันสกปรกเอาไว้ เื้ัต่างก็มีสิ่งต่างๆ ซ่อนอยู่ ฉินซีไม่ชอบนัก แต่เขาก็รู้ว่าการเข้าไปในสถานที่แบบนั้นก็มีแต่ต้องตามน้ำไป ในระหว่างที่เขากำลังไตร่ตรองอยู่ หยางกุ้ยเฟินก็โทรหาเขาอีก เมื่อเขารับสาย อีกฝ่ายก็พูดออกมาด้วยความตื่นเต้น “ฉินซี คืนนี้ฉันจะต้องไปกับนายไหม?”
“พี่หยางบอกเธอแล้วเหรอ?”
“อืม บอกแล้วค่ะ”
“เธออย่าไปเลย”
หยางกุ้ยเฟินถอนหายใจด้วยความเสียดายเล็กๆ
ฉินซีมีเหตุผลที่จะไม่พาเธอไปด้วย เขาไม่รู้ว่างานเลี้ยงทานอาหารนี้จะเป็อย่างไร การพาเด็กผู้หญิงไปด้วยคงจะไม่เป็การดีต่อตัวเธอ
เมื่อเวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงสักพัก หยางจื้อก็ส่งข้อความเร่งมา เขาถามฉินซีว่าคิดเสร็จแล้วหรือยัง ทำไมอยู่ๆ หยางจื้อถึงมีน้ำใจขึ้นมาขนาดนี้?
ฉินซีขมวดคิ้ว โทรศัพท์ของเขาสั่นไหว ข้อความอีกฉบับถูกส่งเข้ามา มันถูกส่งมาจากหวังตัน เพื่อบอกให้ฉินซีไปร่วมงานเลี้ยงทานอาหารครั้งนี้เช่นกัน หวังตัน… ถ้าแบบนั้นก็คงไม่น่าจะเป็อะไร ฉินซีวางใจลงเล็กน้อย นิ้วมือของเขาพิมพ์ข้อความส่งไปบอกทั้งสองว่าคืนนี้จะไปให้ตรงเวลา
เมื่อมาถึงตอนกลางคืน ฉินซีก็เรียกรถเข้าไป
หยางจื้อรออยู่หน้าประตูทางเข้า ฉินซียื่นหน้าออกไปมองเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้ยินเสียงของหวังตัน เขาเข้าไปทักทายหยางจื้อก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยถามขึ้น “อาจารย์หวังยังไม่มาเหรอครับ?”
“อืม พี่หวังค่อนข้างยุ่งน่ะ เข้าไปก่อนเถอะ” หยางจื้อหันหน้าเดินออกไปทันที เมื่อเดินออกไปได้สองก้าว ดูเหมือนว่าอยู่ๆ ก็คิดอะไรขึ้นได้ จึงรีบหยุดฝีเท้าลงและให้ฉินซีเดินนำเข้าไป ในใจลึกๆ ของฉินซีอยากจะหัวเราะออกมา นึกไม่ถึงเลยว่าหยางจื้อจะมี่เวลาที่ ‘รู้เื่’ ขนาดนี้ด้วย ฉินซีเดินนำหน้าตามที่อีกฝ่าย้า เดิมทีเขาก็หน้าตาโดดเด่นมากอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อท่าทางของเขาเด่นขึ้นมาจากทุกคน เมื่อเดินอยู่ในห้องโถงใหญ่พร้อมกับมีหยางจื้อเดินตามอยู่ด้านหลัง มันก็ให้ความรู้สึกราวกับดาราใหญ่
พนักงานพาทั้งสองไปยังห้องส่วนตัว พอประตูเปิดออกก็เห็นว่าภายในมีคนนั่งอยู่ไม่น้อย มีหลายคนที่ฉินซียังพอรู้จักอยู่บ้าง และแม้จะไม่ได้เป็พวกคนที่มีทรัพยากรที่ดีที่สุดในวงการ แต่ก็เพียงพอให้ดาราหน้าใหม่ไปพึ่งพิงแล้ว ดูเหมือนว่าหยางจื้อจะไม่ได้หลอกเขาจริงๆ...
หยางจื้อพาฉินซีเข้าไปแนะนำกับทุกคนก่อน มีคนที่ยิ้มขึ้นมาทันทีที่เห็นเขา “นี่ไม่ใช่ปรมาจารย์เทพตงฟางเหรอ? มาสิครับ ท่านปรมาจารย์เทพ รีบมานั่งเร็ว”
ฉินซีคิดไม่ถึงว่าคนกลุ่มนี้จะดูละครของเขาด้วย เขาส่งยิ้มให้ทุกคนอย่างมีมารยาท จากนั้นก็นั่งลงกับหยางจื้อ
มีคนเข้ามาพูดคุยเรื่อยเปื่อยด้วยเล็กน้อย นับได้ว่าบรรยากาศค่อนข้างครื้นเครง และไม่ได้วุ่นวายเละเทะอย่างที่คิดไว้ ผ่านไปสักพักก็มีพนักงานเปิดประตูเข้ามาเสิร์ฟอาหาร มีคนตบโต๊ะลงถามพนักงาน “ทำไมไม่เอาตะเกียบมาให้พวกฉันน่ะ? หรือว่าที่นี่ต้องทานอาหารด้วยมือหรือไง?”
อีกคนหัวเราะขึ้นมา “เหล่าหลิน อย่าได้รีบร้อนไป ยังมีอีกคนที่จะมานะ”
“ใครกัน ต้องให้เกียรติขนาดนั้นเชียว?” มีคนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกเล่น
“เดี๋ยวก็จะได้เห็นแล้ว”
เมื่อเขาพูดจบ ประตูด้านหลังพนักงานก็ถูกเปิดออก คนที่มาเยือนเผยยิ้มออกมา น้ำเสียงของเขานุ่มนวล “ขอโทษนะครับ มาสายไปหน่อย”
“ยินดีต้อนรับคุณจี่ครับ เหอะๆ นี่มันเป็เกียรติของพวกเราทุกคนเลยนี่! เป็เกียรติกับทุกคนมากครับ!” มีคนหนึ่งยืนขึ้นมา คนที่เหลือจึงลุกขึ้นตาม
จี่อวี้เซวียนถือเป็ผู้มีอิทธิพลในเมืองหนิงชื่อคนหนึ่ง จะมีใครกล้าไม่ไว้หน้าเขา?
สีหน้าของฉินซีขาวซีดขึ้นมา เพื่อที่จะไม่ทำให้ตัวเองดูแปลกแยก จึงทำได้เพียงลุกตามคนอื่น มีเพียงเขาที่รู้ว่าความจริงหัวใจของตัวเองเต้นเร็วแค่ไหน จี่อวี้เซวียนจะสังเกตเห็นเขาไหม เอาเถอะ ฉินซีต้องยอมรับว่า ใบหน้าของเขาโดดเด่นจากพวกกลุ่มคนธรรมดาๆ เหล่านี้ ก็คงมีแต่คนตาบอดที่มองไม่เห็น
แต่ทำไมจี่อวี้เซวียนถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้? ในสมองของฉินซีเริ่มวุ่นวายขึ้นมา เขาจะถ่ายทำละครเหรอ? อ้อ ใช่ เมื่อชาติก่อนเขาก็อยู่ในวงการบันเทิง มีเส้นสายไปทั่ว ดังนั้นที่ได้เจอเขาที่นี่ก็ไม่มีอะไรน่าแปลก...
“ฉินซี” จี่อวี้เซวียนเห็นฉินซีั้แ่แรก ไม่เพียงเท่านั้น เขายังยกมุมปากขึ้นเรียกชื่อของเขาออกมา ตอนที่ส่งเสียงเรียก น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความนุ่มนวล ทั้งยังแฝงความหยอกล้อไว้ ราวกับชื่อของฉินซีติดอยู่ที่ปลายลิ้น เวลาเรียกออกมาก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกลึกซึ้ง
แต่ฉินซีกลับสั่นสะท้านด้วยความรังเกียจ ท่าทางของจี่อวี้เซวียนในตอนนี้ทำให้เขานึกถึงจี่อวี้เซวียนในชาติก่อน ตอนนั้นจี่อวี้เซวียนเสแสร้งเก่งมาก ทำตัวเป็คนรักที่สมบูรณ์แบบ คนตั้งเท่าไรที่ตกหลุมพรางนี้ เขาเองก็เกือบจะเป็คนโง่ในนั้นเช่นกัน
น้ำเสียงของจี่อวี้เซวียนทำให้สายตาของคนทั้งห้องมองมาที่ฉินซี และไล่พิจารณาเขาราวกับใบมีด ทำเอาฉินซีเกิดรู้สึกไม่ดีนัก
“คุณจี่” ใบหน้าของฉินซีสั่นไหวเล็กน้อย เขาพยายามเผยรอยยิ้มออกมา แน่นอนว่านี่เป็การฝืน เพราะทุกคนต่างก็มองสีหน้าของเขาออก
หยางจื้อขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วหยิกแขนของฉินซี “ยิ้มให้ดูมีความสุขหน่อยสิ!” เขาเตือนฉินซีเสียงเบา
ฉินซีด่าว่า ‘เกี่ยวอะไรกับนายเล่า’ ขึ้นในใจ และยังคงมีท่าทีอึดอัดเช่นเดิม
จี่อวี้เซวียนเสแสร้งเก่งมาก เขาไม่ได้มีท่าทีจะโมโห และยังเดินเข้ามาทางฉินซีเอง “เว้นที่ตรงนี้ไว้ให้ฉันที”
ในตอนนั้นสายตาที่ทุกคนมองมายังฉินซีก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม พวกเขาไม่เคยได้ยินเลยว่า คนหน้าใหม่ที่ชื่อว่าฉินซีรู้จักกับจี่อวี้เซวียนด้วย! อยู่ๆ ก็มาทำแบบนี้ นี่มันน่าใเกินไปแล้ว!
หยางจื้อหัวเราะออกมา “คุณจี่ ผมยกที่ของผมให้นะครับ”
หยางจื้อพูดพร้อมกับอ้อมตัวฉินซีไปนั่งอีกฝั่ง มุมปากของจี่อวี้เซวียนเคลื่อนไหวขึ้นมาเล็กน้อย สีหน้าของเขาดูอบอุ่นมาก ถ้าสมมุติว่ามองเข้าไปทางเขาก็จะต้องเปิดความรู้สึกราวกับเขากำลังชมเชยคุณอยู่ขึ้นมา จี่อวี้เซวียนถนัดในการนำพาความรู้สึกของผู้คนแบบนี้มาก ดังนั้นเขาจึงมั่นใจในการควบคุมเหล่าคนรักหรือลูกน้องข้างกายมาก
ฉินซีหัวเราะเย้ยหยันในใจ นับว่ามีความสามารถแล้ว
หลังจากจี่อวี้เซวียนนั่งลง บรรยากาศในห้องส่วนตัวก็ไม่ปกติขึ้นมา เนื่องจากคนส่วนมากต่างก็คิดหาวิธีเข้าใกล้จี่อวี้เซวียน แม้แต่พวกดาราที่ยังไม่ดังก็มองออกว่าจี่อวี้เซวียนมีราคา ทุกคนจดจ้องมาทางเขาราวกับอยากจะพุ่งเข้าไปในทันที ทั้งยังใช้สายตาไม่พอใจถลึงใส่ฉินซีอีก
ั้แ่ที่จี่อวี้เซวียนทิ้งตัวลงนั่ง ร่างกายของฉินซีก็อดนิ่งแข็งขึ้นมาไม่ได้
เขาขจัดความกลัวตามสัญชาตญาณไปแล้ว มันเหลืออยู่เพียงความเกลียดชัง ความเกลียดชังที่ฝังลึกลงในกระดูก ถ้าข้างมือของเขามีมีดทานอาหาร เกรงว่าบางทีเขาอาจจะใช้มันกรีดหน้าจี่อวี้เซวียนไปแล้ว แต่บางทียังไม่ทันได้กรีดลงไป เขาก็อาจถูกบอดี้การ์ดของจี่อวี้เซวียนสกัดเอาไว้ก่อน อ้อ ใช่ ความจริงจี่อวี้เซวียนเองก็เก่งกาจมากเหมือนกัน อีกฝ่ายมักจะซ่อนปืนเอาไว้ภายใต้เสื้อสูทเสมอ จะมีใครมองออกล่ะ? เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนอยากจะฆ่าจี่อวี้เซวียน ผลก็คือถูกจี่อวี้เซวียนยิงเข้าที่ขา หลังจากนั้นก็เป็อัมพาตไป
ฉินซีจิกลงบนฝ่ามือของตัวเอง
ทำไมเขาถึงตื่นตระหนกขนาดนี้?
การเผชิญหน้ากับเศษสวะอย่างจี่อวี้เซวียน เขาควรจะรู้จักใช้แผนการสักหน่อย เขากลับมาเกิดใหม่อีกครั้งแล้ว ไม่เหมือนกับชาติก่อนแล้ว เขาจะต้องรู้จักใช้วิธีการที่ดีกว่าค่อยๆ ทำให้จี่อวี้เซวียนชดใช้ความเ็ปนั้น
ฉินซีสูดลมหายใจเข้าไป ในที่สุดใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ ผ่อนคลายความตึงเครียดลง
จู่ๆ จี่อวี้เซวียนก็หันมาส่งยิ้มให้เขา “ทำไมสีหน้าถึงแย่ขนาดนั้นล่ะ?”
ฉินซียกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “พอได้เจอคุณจี่ก็เลยตื่นเต้นน่ะครับ”
“เหรอ? ถ้าเฉินเจวี๋ยได้ยินเข้า เขาคงจะหึงตายแน่” จี่อวี้เซวียนยิ้มขึ้นกับตัวเอง
ฉินซีไม่ได้ยิ้ม
หยางจื้ออยากจะยื่นมือเข้าไปหยิกฉินซีด้วยความหวังดีมากเกินไป แต่ฉินซีกลับเตะเขาที่ใต้โต๊ะอย่างไม่เกรงใจ สีหน้าของหยางจื้อพลันบิดเบี้ยว คงจะด่าเขาว่า เ้าโง่ อยู่ในใจ
อย่างไรฉินซีก็เตะออกไปอย่างรุนแรง
ผ่านไปสักพัก อยู่ๆ จี่อวี้เซวียนก็ถามเขาขึ้นอีก “เฉินเจวี๋ยรู้เื่ความสัมพันธ์ของนายกับซย่าชิงหลีหรือเปล่า? นายนี่กล้าไม่เบานะ คบแฟนสาวอยู่แล้วก็ยังจะไปเป็คนรักลับๆ ของเฉินเจวี๋ยอีก”
ในใจของฉินซีเย็นะเืไป ในนาทีนั้น เขารู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของตัวเองสั่นไหวไปเล็กน้อย
“...คุณจี่รู้จัก… ซย่าชิงหลีได้ยังไงครับ?”
