เฟิ่งสือจิ่นััน้ำเย็นไม่ได้ แต่ผ้ารองระดูต้องได้รับการซักล้าง เดิมที จวินเชียนจี้ไม่อยากให้นางลงจากเตียงในเวลากลางคืนด้วยซ้ำ มีแต่ตอนกลางวันเท่านั้น นางถึงจะออกมาเดินเล่นในสวนได้ เหตุนี้ เฟิ่งสือจิ่นจึงเริ่มกลุ้มใจกับผ้ารองระดูที่กองพะเนินอยู่ในห้อง นางพูดกับจวินเชียนจี้ด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม “อาจารย์... หมอตำแยบอกว่าผ้ารองระดู เมื่อถอดแล้วต้องรีบซักให้สะอาด ครั้งหน้าจะได้นำมาใช้ใหม่”
จวินเชียนจี้นิ่งเงียบอยู่ชั่วครู่ “เปลี่ยนผืนใหม่ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นกล่าว “ทั้งที่แค่ซักก็ใช้ซ้ำได้แล้วแท้ๆ” นางเห็นจวินเชียนจี้เตรียมจะเดินเข้ามาหา ราวกับอยากจะขนผ้ารองระดูของนางออกไป ใบหน้าจึงร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟเผา “อาจารย์ เตาที่ท่านใช้เคี่ยวซุปไก่ยังอยู่ข้างนอกหรือไม่ ช่วยต้มน้ำให้ข้าหน่อยได้ไหม?”
นางไม่ได้เป็ไข้จนสติเลอะเลือนเสียหน่อย จะให้อาจารย์ซักของแบบนั้นแทนได้อย่างไร จวินเชียนจี้ก้าวเข้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว นางก็ถอยกลับไปด้านหลังด้วยร่างที่สั่นเทาและพยายามปิดบังผ้ารองระดูเอาไว้อย่างสุดชีวิต ท้ายที่สุดจวินเชียนจี้ก็จำต้องเดินออกไปจากห้องเพื่อต้มน้ำให้นางตามคำขอ
เฟิ่งสือจิ่นซักและตากผ้ารองระดูในตอนกลางคืน คาดว่าพรุ่งนี้เช้าผ้าพวกนี้ก็น่าจะแห้งสนิทแล้ว เมื่อตากเสร็จ เฟิ่งสือจิ่นจึงปัดมือและเดินกลับเข้าไปในห้องอย่างพึงพอใจ จวินเชียนจี้มองตามหลังนาง จู่ๆ เขาก็เรียกนางไว้ “สือจิ่น...”
เฟิ่งสือจิ่นหันกลับไปมอง “อะไรหรือ?”
ราตรีอำพรางความอึดอัดระคนเขินอายบนใบหน้าของจวินเชียนจี้เอาไว้ เขาเบนสายตาไปทางอื่นพลางพูดด้วยเสียงราบเรียบ “ข้างหลังเ้า เปียกแล้ว”
เฟิ่งสือจิ่น “...”
สิบกว่าปีที่ผ่านมา เฟิ่งสือจิ่นไม่เคยตระหนักถึงปัญหาที่แสนรุนแรงประการหนึ่งมาก่อน นั่นก็คือ แท้จริงแล้ว การเป็ผู้หญิงลำบากถึงเพียงนี้เชียวหรือ การมีระดูคือสิ่งที่ยืนยันว่าโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ในตอนแรก นางรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย แต่เมื่อคิดว่าในทุกๆ เดือน จะมี่หนึ่งที่ตนจะกินหรือดื่มของที่ชอบตามใจตัวเองไม่ได้ แถมยังะโโลดเต้นไม่ได้อีก แค่คิดนางก็รู้สึกหงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว
หมอหญิงคนนั้นพูดถูก สามสี่วันต่อจากนั้น เมื่อระดูใกล้จะหมดลง ร่างกายของนางก็ค่อยๆ ดีขึ้นเช่นกัน ไข้ที่เป็อยู่ก็ค่อยๆ หายไป แม้แต่ไอเย็นที่แฝงอยู่ในร่างกายจนกลายเป็โรคก็ลดน้อยลงไปด้วย เหมือนผ่านการขับพิษมาอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อหายไข้ เฟิ่งสือจิ่นก็กลับมามีสติอีกครั้ง นางไม่ตามติดจวินเชียนจี้ไปทุกที่เหมือนหลายวันก่อนแล้ว แต่จวินเชียนจี้กลับยังเข้าๆ ออกๆ ห้องของเฟิ่งสือจิ่นทั้งวัน เขายังเป็ห่วง และไม่อาจวางใจเื่สุขภาพของนางได้นั่นเอง
ขณะที่จวินเชียนจี้กำลังเคี่ยวซุปไก่ เฟิ่งสือจิ่นก็ยืนเกาะอยู่ที่ข้างประตูพลางพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน “อาจารย์... ท่านกำลังทำเมนูพิเศษให้ข้าหรือ?”
จวินเชียนจี้พูดด้วยท่าทางนิ่งเรียบ “ข้าก็ทำเช่นนี้มาตั้งหลายวันแล้วนี่ ทำไม ไม่อร่อยหรือ?”
“ไม่ๆๆๆ...” จวินเชียนจี้หันกลับมามอง เฟิ่งสือจิ่นจึงเปลี่ยนมาพยักหน้าหงึกหงัก “ไม่สิ อร่อยๆ ข้าชอบรสชาติของซุปนั่นมากเลย!” แท้จริงแล้ว ตอนนี้นางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าซุปนั่นมีรสชาติอย่างไรกันแน่ อย่าว่าแต่รสชาติของซุปเลย แม้แต่เื่ราวตลอดหลายวันนี้ นางก็จำได้เพียงเลือนรางเท่านั้น
จวินเชียนจี้หันกลับไปเคี่ยวซุปต่อ เขาบอก “เช่นนั้น การที่ข้าทำเมนูพิเศษให้เ้าเช่นนี้ มันเป็ปัญหาตรงไหนหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นก้าวออกไปนอกประตู นางนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ จวินเชียนจี้ “ในเมื่อเป็ซุปที่เคี่ยวเพื่อข้าโดยเฉพาะ เช่นนั้นจะลำบากอาจารย์ได้อย่างไร ให้ข้าทำซุปต่อเถอะ”
จวินเชียนจี้คล้อยสายตาลงต่ำ เขาทอดมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเข้าไปแตะหน้าผากของนางเบาๆ “ที่แท้สมองก็กลับมาเป็ปกติแล้วนี่เอง” เขาพูดขึ้น
“ว่าไงนะ?”
“ไม่มีอะไร เ้ากลับไปนอนพักเถอะ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นเพิ่งหายป่วย แต่กลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีชีวิตชีวาเป็อย่างมาก ขณะกำลังมองดูเ้าสามมัดะโเล่นอยู่ภายในสวน นางก็คันไม้คันมือ อยากเข้าไปวิ่งเล่นกับมันเหลือเกิน ต่อให้นางนั่งเฝ้าหม้อซุปต่อไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี จวินเชียนจี้ไม่ยอมให้นางเข้าไปยุ่งด้วยซ้ำ อีกอย่างเขาก็พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว นางย่อมไม่อาจขัดคำสั่งเป็ธรรมดา จึงจำต้องกลับเข้าไปในห้องแต่โดยดี
เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้กลับขึ้นไปนอนบนเตียง แต่ไปนอนฟุบอยู่ที่ริมหน้าต่าง และเรียกเ้าสามมัดมาเล่นด้วยแทน ท่าทางของนางแฝงไปด้วยกลิ่นอายของความเกียจคร้านและเบื่อหน่าย คาดว่าน่าจะเป็เพราะนอนพักบนเตียงมานานหลายวันนั่นเอง
จวินเชียนจี้ยกถ้วยซุปที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมลอยกระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้เฟิ่งสือจิ่นน้ำลายไหลเป็ทาง จวินเชียนจี้เห็นนางดื่มซุปอย่างเอร็ดอร่อยจึงพูดด้วยเสียงราบเรียบ “ครั้งนี้ ไม่บังคับให้อาจารย์ดื่มซุปด้วยช้อนและถ้วยเดียวกับเ้า ดื่มสลับกับเ้าคนละคำเหมือนหลายวันก่อนแล้วหรือ”
“พรืด... แคกๆ...”
เฟิ่งสือจิ่นเช็ดปากด้วยแขนเสื้อ นางเงยหน้าขึ้น พบว่าจวินเชียนจี้เดินกลับออกไปแล้ว “อาจารย์แค่ล้อเ้าเล่นเท่านั้น” จวินเชียนจี้บอก
อาจารย์หรือจะนำเื่เช่นนี้มาล้อเล่น? เฟิ่งสือจิ่นตกตะลึงเป็อย่างมาก แต่ดูเหมือนน้ำเสียงของเขาจะแฝงไปด้วยความสบายอารมณ์ คล้ายจะอารมณ์ดีไม่น้อย
หลังมื้อเที่ยง เฟิ่งสือจิ่นก็กลับไปนอนกลางวันจนเต็มอิ่ม เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งดวงตะวันก็คล้อยไปทางทิศตะวันตกเสียแล้ว ทว่าแสงตะวันก็ยังร้อนแรงไม่น้อย ต้นไม้นอกหน้าต่างทอดเงาเข้ามา ทำให้ห้องของนางเย็นสบายขึ้นมาก ต้นไหวนอกหน้าต่างเอนพลิ้วไปตามแรงลม จุดแสงที่ส่องทะลุใบไม้ลงมายังพื้นดินก็ขยับไปมาตามการเคลื่อนไหวของต้นไม้เช่นกัน
เสียงของจวินเชียนจี้ดังแว่วขึ้นในสวน เฟิ่งสือจิ่นรีบสวมรองเท้าแล้วเดินไปดูที่ริมหน้าต่าง ในตอนแรก นางยังสะลึมสะลือเล็กน้อย แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้นางใจนแทบจะทรุดลง
ท่ามกลางแสงแดดที่เปล่งประกาย ชุดนักพรตสีเขียวขุ่นของจวินเชียนจี้ถูกส่องจนกลายเป็สีขาวสว่าง ผมสีดำที่สยายอยู่บนไหล่เป็ดั่งธารน้ำตกงดงาม ใบหน้าด้านข้างหล่อเหลาและยาวได้รูป เ้าสามมัดไม่กล้าไปรบกวนการนอนหลับของเฟิ่งสือจิ่น จึงตามติดและะโโลดเต้นอยู่บริเวณปลายเท้าของจวินเชียนจี้ แถมยังกัดทึ้งชายเสื้อของเขาเป็ระยะอีกด้วย เสียงที่เฟิ่งสือจิ่นได้ยินเมื่อครู่ น่าจะเป็เสียงตอนที่จวินเชียนจี้ตำหนิเ้ากระต่ายแสนซนตัวนี้นั่นเอง แต่แม้ว่าปากจะบ่นตำหนิไม่หยุด สองมือก็ยังขยับทำงานอย่างแข็งขัน
เชือกสองสามเส้นผูกเอาไว้ระหว่างกิ่งต้นไหว บนเชือกมีผ้ารองระดูที่ถูกซักจนสะอาดเอี่ยมตากอยู่หลายผืน ระหว่างเดินผ่าน จวินเชียนจี้ยังไม่ลืมที่จะเดินเข้าไปกลับด้านผ้ารองระดู เพื่อให้แสงแดดส่องถึงอีกด้านด้วยท่าทางอารมณ์ดี... น่าอายเหลือเกิน... หากมีคนมาเห็นเขาแตะต้องของใช้ส่วนตัวของสตรีเช่นนี้ ต้องถูกมองว่าเป็โรคจิตแน่ ทว่าท่าทีนิ่งเรียบของเขากลับให้ความรู้สึกเหมือนผ้าที่เขากำลังจับอยู่ไม่ใช่ผ้ารองระดูของเฟิ่งสือจิ่น แต่เป็ของตัวเขาเองต่างหาก!
เมื่อจวินเชียนจี้ทำเสร็จก็พบว่ามีเงาหนึ่งปรากฏขึ้นที่ริมหน้าต่าง แต่เพียงแวบเดียวเงานั้นก็มุดกลับลงไปใต้หน้าต่างเสียแล้ว พลันเสียงครางเบาๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นตามมา
เฟิ่งสือจิ่นเสียหลักล้มลงที่ริมหน้าต่าง เื่ที่น่าอับอายเช่นนี้ เก็บไว้ในใจ ไม่พูดออกไปจะดีกว่า ต้องแสร้งทำเหมือนตนมองไม่เห็นและไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่เช่นนั้น ทั้งนางและอาจารย์ต้องอึดอัดมากแน่ๆ
“สือจิ่น เ้าตื่นแล้วหรือ?” น้ำเสียงใจเย็นของจวินเชียนจี้ดังจากด้านนอก
เฟิ่งสือจิ่นโพล่งออกไปอย่างไร้ความลังเล “ยังไม่ตื่น! ไม่สิ เพิ่งตื่น!”
จวินเชียนจี้เพิ่งเดินออกจากเรือนของเฟิ่งสือจิ่น คนรับใช้ในจวนราชครูก็เดินสวนเข้ามาพอดี อีกฝ่ายกล่าวรายงาน “ท่านราชครู ท่านชายหลิว บุตรของท่านโหวอันกั๋วมาขอพบขอรับ!”
เฟิ่งสือจิ่นที่อยู่ในห้องก็ได้ยินเสียงรายงานเช่นกัน นางชะงักลงเล็กน้อย “หลิวอวิ๋นชู? ครั้งนี้เขายอมเข้าตามตรอกออกตามประตูแล้วหรือ” พูดจบก็รีบสวมเสื้อผ้าแล้วอุ้มเ้าสามมัดขึ้นมา “ไป ไปดูเสียหน่อย”
จวินเชียนจี้ต้อนรับหลิวอวิ๋นชูที่โถงรับแขกอย่างค่อนข้างเป็ทางการ เพราะหลิวอวิ๋นชูเองก็มาเยือนจวนราชครูอย่างเป็ทางการเช่นกัน เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่พาคนรับใช้จำนวนไม่น้อยในบ้านมาด้วย ของที่เขานำมาเยี่ยมเยือนมีมากจนหากนำไปกองในเรือนของเฟิ่งสือจิ่น คงกินพื้นที่ไปมากกว่าครึ่งเลยทีเดียว หีบกล่องน้อยใหญ่วางเรียงราย แลดูยิ่งใหญ่ตระการตาเป็อย่างมาก
เฟิ่งสือจิ่นมาถึงโถงรับแขกทีหลัง ก่อนหน้านี้ หลิวอวิ๋นชูยังอึดอัดและเกร็งไม่น้อย อย่างไรเสียเขาก็ยังเป็เด็กหนุ่มที่มีอายุน้อย จะรับมือกับเื่เช่นนี้คล่องแคล่วลื่นไหลเท่ากับคนเ้าเล่ห์อย่างท่านโหวอันกั๋วผู้เป็บิดาได้อย่างไร เขาไม่ช่ำชองเื่การสานสัมพันธ์สักเท่าใด ยิ่งคนตรงหน้าเป็ถึงราชครูแห่งแคว้นเช่นนี้ ก็เป็เื่ยากที่จะไม่ตื่นเต้น เขาเงยหน้าขึ้นไปเห็นเฟิ่งสือจิ่นพอดี บัดนี้ ใบหน้าหล่อเหลาของเขากลับมาขาวเนียน ไม่เหลือร่องรอยของาแในวันวานแล้ว เขาสวมชุดหรูหรา ดูร่ำรวยและมีชีวิตชีวาเป็อย่างมาก ใบหน้าอัดแน่นไปด้วยความดีอกดีใจซึ่งมีมากจนยากจะเก็บกลั้น เขาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเขินอาย ดูตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
