หลังจากออดิชั่นผ่านแล้ว ฉินซีก็ไม่ได้อยู่ที่วิทยาลัยต่อนานนัก เขาและหลี่ซิ่วแลกช่องทางการติดต่อกันเอาไว้ หลังจากนั้นเขาก็พาหยางกุ้ยเฟินออกมา หยางกุ้ยเฟินเพิ่งจะเคยเจอนักแสดงที่เก่งกาจแบบนี้ จึงคอยพูดชมเชยเขาอยู่ด้านหลัง และทั้งสองก็กลับบ้านมาทั้งแบบนี้
ฉินซีคิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะยังอยู่ที่บ้านจริงๆ ตอนที่เดินเข้าไป เฉินเจวี๋ยก็กำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
โซฟาของฉินซีถูกรื้อออกไปแล้ว โซฟาทรงกลมตัวเล็กถูกย้ายไปยังข้างประตู เฉินเจวี๋ยนั่งอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งถือหนังสือ ใบหน้าที่ยามปกตินิ่งเฉย ดูห่างไกลทั้งยังแฝงความสงบนิ่ง ดูเหมือนว่า... เขาจะดูเข้าถึงง่ายกว่าปกติเยอะเลย เพียงฉินซีก้าวเข้าไป เฉินเจวี๋ยก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวแล้ว เขาหันหน้าไปมองฉินซี “เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
ฉินซีพยักหน้า จนพอเขาเดินเข้าไปใกล้ สีหน้าของเขาก็ต้องเปลี่ยนไปทันที เขารีบยื่นมือไปแย่งหนังสือในมือของเฉินเจวี๋ยอย่างรีบร้อน โดยไม่ทันได้สนใจเื่มารยาทใดๆ
คนที่อยู่ในห้องถูกทำเอาใไป พวกเขาคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ ฉินซีจะทำแบบนี้
แต่มุมปากของเฉินเจวี๋ยเผยรอยยิ้มชั่วร้าย ทั้งยังใช้ประโยชน์จากแขนยาวๆ ของตัวเองยกหนังสือไปด้านหลังอย่างไม่สะทกสะท้าน เท่านี้ฉินซีก็แย่งไปไม่ได้แล้ว...
ฉินซีขบฟันพูด “คุณเฉิน ทำไมถึงรื้อชั้นหนังสือของผมล่ะครับ?” ให้ตายเถอะ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ที่น้องสาววายคนหนึ่งในโลกอินเทอร์เน็ต ที่คุยกันค่อนข้างถูกคอส่งมาให้เขาอ่านหรอกเหรอ? หลังจากไตร่ตรองอยู่เล็กน้อย ก็นึกได้ว่า ในวันเกิดเมื่อปีก่อน ตอนที่เขาได้รับของขวัญชิ้นนี้ พอเปิดดูก็ถูกฉากเรตของบทแรกทำเอาตื่นใไปหมด เขารีบปิดหนังสือและนำไปเก็บไว้บนชั้นไม่ให้ดูสะดุดตา แล้วไม่เคยเอามันออกมาอีกเลย แต่ทำไมเฉินเจวี๋ยถึงไปเอามันออกมาได้? ทั้งที่เอาไปเก็บไว้ในที่ที่หายากขนาดนั้นแล้วแท้ๆ ทำไมถึงยังเอามันออกมาได้อีก!
จิตใจของฉินซีพังทลายลงไปแล้ว พอเฉินเจวี๋ยอ่านจบ คงจะไม่รู้สึกว่าที่เขาปฏิเสธไปก่อนหน้านี้เป็เพียงการเสแสร้งหรอกใช่ไหม? นี่คงไม่ได้คิดว่าความจริงเขาเป็คนความ้าสูง แถมยังแอบอ่านหนังสือเรต หรือพวกหนังสือ SM อะไรแบบนี้อยู่ที่บ้านหรอกนะ...
พอคิดได้แบบนี้ ฉินซีก็ยิ่งปวดหัว
“นายไม่อยู่บ้าน ในโทรทัศน์ก็ไม่มีอะไรดู โน้ตบุ๊คของนายก็ใส่รหัสไว้ แล้วฉันก็ไม่รู้รหัส Wifi บ้านนายด้วย อีกอย่างสองวันนี้ฉันก็หยุดพักผ่อนเลยไม่มีอะไรทำ ก็ต้องหาหนังสือมาอ่านเป็ธรรมดา” นี่นับว่าเป็คำพูดที่ยาวมากสำหรับเฉินเจวี๋ย
เมื่อมองใบหน้าไร้เดียงสาของเฉินเจวี๋ยในตอนนี้ ฉินซีก็รู้สึกว่าภาพลักษณ์ของเฉินเจวี๋ยภายในใจกำลังพังทลายลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งแม้แต่เศษซากก็ยังปลิวหายไปไกล...
“คิดไม่ถึงว่าคุณชายฉินจะชอบอ่านหนังสือแบบนี้นะครับ” ผู้ช่วยพูดแทรก
ใบหน้าของฉินซีกลายเป็แข็งทื่อ “ในชั้นหนังสือของผม มีหนังสือตั้งเยอะแยะ ทำไมถึงเอาเล่มนี้มาอ่านล่ะครับ?”
เฉินเจวี๋ยยกมุมปากขึ้นดูราวกับกำลังยิ้ม “นายคิดว่าอย่างฉันจะต้องอ่านพวก Les Miserables , The Lady of the Camellias หรือ The Red and The Black เหรอ?”
ฉินซีหุบปากลงเงียบๆ ในชั้นหนังสือของเขา นอกจากหนังสือที่มีชื่อเสียงพวกนี้ และเอกสารประกอบการเรียน ก็เป็พวกหนังสือที่คนอื่นให้มา มีทั้งนิยายรักไต้หวัน นิยายแฟนตาซี และนิยายวายทุกรูปแบบ ทั้งยังมีหนังสือนิทานอยู่ด้วย ก่อนหน้านี้ฉินซีชอบอ่านหาความรู้ไปเรื่อย การอ่านหนังสือไร้สาระบ้างก็เป็ความคิดที่ดี เขาจึงนำหนังสือทั้งหมดจัดเรียงบนชั้น ใครจะไปคิดว่าเฉินเจวี๋ยดันเลือกนิยายเล่มนี้มาอ่านเล่า?
เอาเถอะ คนอย่างเฉินเจวี๋ยก็ดูไม่เหมือนคนที่จะอ่านนิยายรักไต้หวันหรือนิยายแฟนตาซีเหมือนกัน
ฉินซีอดถามไม่ได้ “คุณเฉิน คุณ...” เขาคิดจะถามเฉินเจวี๋ยว่า อีกฝ่ายเป็เกย์โดยกำเนิดเลยเหรอ? แต่พอนึกขึ้นได้ว่าในห้องนี้ยังมีคนอื่นอยู่ด้วย เขาก็พูดไม่ออกแล้ว ถ้าคำถามแบบนั้นเกรงว่าจะดูหยาบคายมากเกินไป
เฉินเจวี๋ยกวาดสายตาไปทางผู้ช่วย จากนั้นผู้ช่วยก็พูดขึ้นอย่างรู้งาน “จัดการเื่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าแบบนั้นผมกลับโรงแรมก่อนนะครับ”
หยางกุ้ยเฟินเหลือบมองซ้ายขวาด้วยความมึนงงเล็กน้อย “...ถ้าแบบนั้น แล้วฉันล่ะคะ?”
ผู้ช่วยยิ้มพร้อมกับจับตัวเธอไว้ “คุณหนูหยาง เดี๋ยวผมแวะไปส่งนะครับ”
ฉินซีนวดขมับ เริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาแล้ว
ประตูถูกปิดดัง “ปัง” จากนั้นเฉินเจวี๋ยก็นำหนังสือส่งคืนให้ฉินซี เขาส่งเสียงออกมาเรียบๆ “เมื่อกี้นายอยากจะถามอะไร?”
ฉินซีคิดไม่ถึงว่าสายตาของเฉินเจวี๋ยจะเฉียบแหลมถึงขนาดรู้ว่าเขา้าจะถามอะไร ฉินซีส่ายหน้า “ไม่มีอะไรครับ”
“นายอยากจะถามว่า ฉันชอบเพศเดียวกันมาั้แ่เกิดเลยหรือเปล่าใช่ไหม?” เฉินเจวี๋ยยืดตัวตรงทำให้เกิดความรู้สึกกดดันขึ้นมา
ฉินซีอ้าปากออก ก่อนที่สุดท้ายจะพยักหน้าลงเงียบๆ
เฉินเจวี๋ยไม่ได้ไม่พอใจจากการถูกล่วงล้ำความเป็ส่วนตัว สองมือวางลงบนพนักแขนบนโซฟา แล้วเอนหลังไปพิงหมอนบนโซฟาเพื่อเปลี่ยนท่าทางให้สบายตัวขึ้น ความจริงฉินซีไม่ค่อยได้เห็นท่าทางผ่อนคลายแบบนี้ของเขานัก เพราะไม่ว่าตอนไหน เฉินเจวี๋ยก็จะนั่งหลังตรงอยู่เสมอ ทำให้ผู้คนคิดว่าเขาเป็พวกเคร่งครัดในมารยาทั้แ่แรกเห็น
“ฉันไม่ได้ชอบเพศเดียวกัน” เฉินเจวี๋ยเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ในใจของฉินซีถูกกระตุ้นขึ้นเล็กน้อย ราวกับรู้สึกไม่พอใจนัก เขาคิดจะถามต่อว่า แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงพูดอะไรแบบนั้นกับเขา
แต่เฉินเจวี๋ยพูดต่อ “แล้วฉันก็ไม่ได้ชอบเพศตรงข้ามด้วย”
ฉินซีเบิกตากว้าง ก่อนจะหลุดปากพูด “เป็ไบเซ็กชวลเหรอครับ?” ดูเหมือนว่าที่ชาติก่อนเฉินเจวี๋ยเป็โสด ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล เพราะคนคนนี้... บางทีก็ยากที่จินตนาการว่าเขาชอบใครสักคนเข้า ฉินซีคิดไม่ถึงเลยว่า ในชาตินี้เขาจะได้รับการยืนยันแนวโน้มทางเพศของเฉินเจวี๋ยด้วยตัวเอง ถ้าถูกนักข่าวบันเทิงในชาติก่อนที่พยายามขุดหาทุกวิถีทางแต่ก็ไม่อาจรู้เื่ชีวิตรักของเฉินเจวี๋ยเลยรู้เข้า คงจะต้องอิจฉามากแน่
“อาจจะใช่ล่ะมั้ง” เฉินเจวี๋ยพยักหน้า
ในตอนนั้นฉินซีไม่รู้จะถามอะไรต่อ หรือเขาจะต้องหน้าด้านถามออกไปว่า ถ้าแบบนั้นคุณชอบผมเหรอครับ? ฉินซีหมุนตัวเอาของเข้าไปเก็บในห้องนอน หลังจากนั้นเฉินเจวี๋ยก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
แน่นอนว่าฉินซีไม่มีทางรู้เลยว่า ความจริงตอนที่เฉินเจวี๋ยพูดเื่เหล่านี้ออกมา ตัวเขาเองก็ไตร่ตรองอยู่ ว่าเขาชอบเพศไหน? หรือชอบคนแบบใด?
เมื่อฉินซีเอาของเข้าไปเก็บ และเพิ่งก้าวออกมาจากห้องนอน โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น โดยไม่รอให้เขารับสาย เฉินเจวี๋ยก็เรียกเขาขึ้นมาเสียก่อน “ลืมบอกนายไปว่าข่าวพวกคนที่โจมตีนายถูกแถลงการณ์ลงในอินเทอร์เน็ตแล้ว”
“ถ้าแบบนั้น... เหลียนเหล่ยจะได้รับผลกระทบอีกไหมครับ?” ฉินซีกลืนน้ำลายลง คิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะช่วยเขาจัดการปัญหานี้อยู่เื้ั
“เธอคิดว่าแค่ออกไปจากประเทศแล้ว ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลาย” เฉินเจวี๋ยยกแก้วน้ำขึ้นแตะริมฝีปากอย่างสุภาพ จิบน้ำเล็กน้อยด้วยท่าทางราวกับชนชั้นสูง “ฉันอยากจะทำให้เธอได้รู้ว่า นั่นมันเป็ไปไม่ได้”
“เื่นี้จะเป็ยังไงต่อครับ?” ฉินซีไม่สนใจจะรับโทรศัพท์แล้ว เขาถามออกไปทันที
“จะมีคนชี้ตัวเธอ บอกว่าเธอเป็คนออกคำสั่ง ถึงตอนนั้นก็จะมีตำรวจติดต่อให้เธอกลับประเทศ ถ้าอีกฝ่ายไม่ยินดีกลับมา แบบนั้นเื่ก็จะยิ่งง่าย เธอจะถูกส่งตัวกลับมาจากต่างประเทศเอง”
ไม่จำเป็ต้องให้เฉินเจวี๋ยพูดต่อ ฉินซีก็รู้แล้วว่าถ้าเหลียนเหล่ยปฏิเสธไม่กลับประเทศขึ้นมาจะเป็อย่างไร ถ้ายิ่งวุ่นวายจนกลายเป็เื่ใหญ่ขึ้นอีก ชื่อเสียงของเธอก็ยิ่งป่นปี้
ฉินซีได้สติกลับมาในทันที เพิ่งคิดขึ้นได้ว่ายังไม่ได้รับโทรศัพท์ในมือ ก็รีบกดรับสาย
“ฉินซี นายคงไม่ได้ลืมเื่งานเลี้ยงรวมตัวไปแล้วหรอกนะ?” สวี่เทาพูดยิ้มด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอยู่บ้าง
ฉินซีตบหน้าผากตัวเองทันที เขาเพิ่งคิดขึ้นได้ว่า เขายังไม่ได้ตอบสวี่เทาเลยว่าจะไปงานเลี้ยงที่ถือเป็การฉลองความสำเร็จของกองถ่ายกระบี่เย้ยยุทธจักร อย่างไรั้แ่ที่เริ่มออกอากาศมาจนถึงตอนนี้ เรตติ้งก็มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ตัดต่อและผู้กำกับทำเงินไปได้มาก สวี่เทาที่เป็ผู้กำกับจึงเชิญพวกเขาไปทานอาหารฉลองกันเสียหน่อย
“ขอโทษครับๆ ผมเผลอลืมไปเลย” ฉินซีรีบกล่าวขอโทษ
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าลืมนะ คืนนี้ สองทุ่ม ที่โรงแรมโจวจี้”
“ครับ ผมจำได้แล้ว ขอโทษด้วยนะครับ ต้องรบกวนให้ผู้กำกับสวี่โทรมาเตือนแบบนี้”
“ไม่เป็ไร” ทางสวี่เทาวางสายไป
“ผม... ตอนกลางคืนต้องออกไปข้างนอกน่ะครับ” ฉินซีเงยหน้ามองเฉินเจวี๋ย หลังจากพูดจบ เขาก็รู้สึกว่าความรู้สึกแบบนี้มันช่างน่าประหลาด ทำไมไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ต้องรายงานเฉินเจวี๋ยด้วย... นี่มันน่าอึดอัดเกินไปแล้ว
เฉินเจวี๋ยพยักหน้า “ไปเถอะ คืนนี้ฉันก็มีนัดทานข้าวพอดี”
ฉินซีพยักหน้า จากนั้นก็ไปเลือกเสื้อผ้าสำหรับคืนนี้ อย่างไรเขาก็เข้ามาในวงการบันเทิงแล้ว คงไม่สามารถใส่เสื้อผ้าราคาถูกออกจากบ้านไปตามใจชอบได้อีก เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินซีก็อดยิ้มไม่ได้ ดาราไม่สามารถทำอะไรตามใจได้ บางครั้งยิ่งปีนขึ้นสูงเท่าไรก็ยิ่งต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเท่านั้น ดูจากจงซิ่งอู๋ก็รู้ได้แล้ว
เพียงพริบตาก็มาถึงตอนกลางคืน ฉินซีพักอยู่ในห้องนอนสักพัก พอออกมาก็ไม่เห็นเงาร่างของเฉินเจวี๋ยแล้ว ฉินซีเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะหยิบข้าวของออกมาเรียกรถแท็กซี่ เพียง 20 นาที ก็มาถึงหน้าประตูโรงแรมโจวจี้แล้ว โรงแรมโจวจี้ถือเป็โรงแรมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แต่สำหรับสวี่เทาที่เพิ่งได้รับเงินก้อนใหญ่มา มันก็ไม่ได้มากมายอะไร
หลังจากฉินซีเข้าไปด้านใน ก็ทักทายพวกรุ่นพี่ในกองถ่ายก่อน หลังจากนั้นก็พยักหน้าให้เถาเซียง เมื่อเจอเจี่ยงถิงเฟิง ฉินซีก็กำลังจะเข้าไปทักทายเขา แต่ใครจะรู้ว่าพอเจี่ยงถิงเฟิงเห็นเขา อีกฝ่ายก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ฉินซีนิ่งไป เขายืนอยู่ตรงนั้นจนเกือบลืมก้าวฝีเท้า เจี่ยงถิงเฟิงเป็อะไร?
เขายังไม่ทันคิดให้เข้าใจ ถังชานก็เข้ามา พอเห็นเขามีท่าทางอ้ำๆ อึ้งๆ ก็ทำเอาฉินซีไม่สบายใจนัก
ฉินซีจึงไม่ไปหาใครอีก เขาหาที่นั่งนั่งลงโดยไม่คิดอะไร นักแสดงหน้าใหม่ที่เล่นเป็ตัวประกอบทั้งสองถูกทำเอาใสะดุ้ง “พี่... พี่ฉินซี ทำไมถึงมานั่งตรงนี้ล่ะ?”
ในตอนนั้นสวี่เทาเดินเข้ามาพอดี เขากวักมือเรียกฉินซี “ไปอยู่ตรงนั้นทำไม? มานี่สิ”
ฉินซีลุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นก็ตามไปนั่งกับสวี่เทา ในสายตาของใครหลายๆ คนนี่ถือเป็เกียรติอย่างยิ่ง พวกคนหน้าใหม่จำนวนไม่น้อยต่างส่งสายตาริษยามาทางเขา ส่วนถังชานก็ยังคงมองมาที่เขาด้วยสีหน้าอึดอัดใจเช่นเดิม เจี่ยงถิงเฟิงยังคงหลบสายตาเขา เดิมทีก็ไม่กล้าแม้แต่จะมองมา
่นี้เกิดเื่อะไรที่เขาไม่รู้หรือเปล่า? ฉินซีสับสนไปหมด รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเล็กน้อย ทำไมอยู่ดีๆ ก็มีแต่คนไม่ชอบหน้าเขาล่ะ
“มา พวกเรามาดื่มให้หมดแก้วไปเลย ฉลองให้ยอดเรตติ้งที่สูงขึ้นไปอีก!” สวี่เทาลุกขึ้นมายกแก้วนำ
คนอื่นรีบพากันยกแก้วดื่มตาม ผ่านไปสักพักบรรยากาศก็เริ่มคึกคัก อย่างไรก่อนหน้านี้ก็อยู่ด้วยกันตั้งหลายเดือน ตอนนี้จึงพูดคุยกันบนโต๊ะอาหารได้อย่างสนิทสนม ส่วนฉินซีก็ยังนึกถึงความห่วงใยที่เจี่ยงถิงเฟิงมีต่อเขาใน่เวลาก่อนหน้านี้ จึงยกแก้วสุราขึ้น แล้วเดินไปข้างกายเจี่ยงถิงเฟิง ในตอนนี้เจี่ยงถิงเฟิงไม่สามารถหลบเขาต่อหน้าผู้คนมากมายได้ อีกฝ่ายจึงยกแก้วสุราขึ้นด้วยสีหน้าแข็งเกร็ง
ในเวลาแบบนี้ ฉินซีก็ยังคงตรงไปตรงมา ดังนั้นเมื่อเขายกแก้วขึ้น ก็โน้มตัวลงไปถามเจี่ยงถิงเฟิงตรงๆ “ผมทำอะไรผิดกับพี่เจี่ยงไปหรือเปล่าครับ? ทำไมพี่เจี่ยงถึงเลี่ยงผมแบบนี้ล่ะ”
เจี่ยงถิงเฟิงยังไม่ทันได้ตอบอะไร จู่ๆ ถังชานก็ขยับเข้ามา “ฉินซี ฉัน... ฉันมีเื่อยากจะคุยกับนาย”
ฉินซีถอนหายใจ “...รอสักเดี๋ยวนะ”
ถังชานมองเจี่ยงถิงเฟิง ก่อนจะถามขึ้นกะทันหัน “พี่เจี่ยง ข่าวซุบซิบเกี่ยวกับพี่ที่มีออกมาก่อนหน้านี้ เป็เื่จริงหรือเปล่าครับ? พี่...”
“ข่าวซุบซิบอะไร?” ่นี้ฉินซีไม่ได้ติดตามข่าวซุบซิบมากนัก ดังนั้นเขาจึงเต็มไปด้วยความมึนงง
“พี่เจี่ยงมีข่าวซุบซิบกับเสี่ยวฮวาตันของบริษัทภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หมางกั่วน่ะสิ พวกเขาไปเดตกันตอนกลางคืนแล้วถูกถ่ายรูปมาน่ะ” ถังชานพูดอธิบายโดยไม่ได้มีเจตนาแฝงใดๆ
สีหน้าของเจี่ยงถิงเฟิงกลายเป็ย่ำแย่ลงทันตา มือของเขาสั่นไหวจนสุราในแก้วกระฉอกออกมาไม่น้อย เขาลุกขึ้นผลักตัวถังชานออก “ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ”
เมื่อมองแผ่นหลังของเจี่ยงถิงเฟิง ฉินซีก็เริ่มรู้สึกเหมือนจะเข้าใจบางอย่างได้
ที่... ที่เจี่ยงถิงเฟิงหลบเลี่ยงเขาก็เป็เพราะอยากจะสลัดความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อเขาก่อนหน้านี้ไปสินะ... ถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้รู้สึกไปเองล่ะก็ ฉินซีถอนหายใจเบาๆ ช่างเถอะ เดิมทีเขาก็ไม่ได้ชอบอีกฝ่าย ห่างกันได้ก็ดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปให้ความหวังและทำร้ายความรู้สึกใคร
“ฉินซี ฉัน...” เมื่อเห็นเจี่ยงถิงเฟิงออกไปแล้ว ถังชานก็รีบพูดกับฉินซี
ฉินซีรู้แล้วว่าอีกฝ่ายปากไม่มีหูรูด จึงรีบยกมือห้ามไว้ “รอก่อน พวกเราถือแก้วไปคุยทางนั้น”
“อ้อ” ถังชานเดินตามเขาไป
“ฉินซี นั่น... นายกับเหลียนเหล่ย ไปวุ่นวายมีเื่จนไม่รู้จักจบสิ้นแบบนี้ได้ยังไง... เฮ้อ... ฉันเห็นนายเป็แบบนี้แล้วก็เริ่มกังวล แล้วก็กลัวขึ้นมานิดหน่อย”
“นายกลัวอะไร?” ฉินซียกแก้วสุราขึ้นดื่ม ในใจรู้สึกไม่ดีนัก
“...ฉันกลัวว่านายจะกลายเป็...”
“คนเ้าแผนการ?” ฉินซีพูดครึ่งประโยคหลังออกมา “ถังชาน ถ้าอีกฝ่ายไม่มาทำอะไรฉัน ฉันก็ไม่มีทางไปทำอะไรใคร ถ้าเหลียนเหล่ยไม่มาหาเื่ฉัน ฉันก็ไม่มีทางโต้กลับ นายอย่าใสซื่อเกินไปนักเลย” เขาพูดพร้อมกับตบบ่าถังชานเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินจากมา
ถังชานปิดปากเงียบ หลังจากนี้นายจะทำแบบนั้นกับฉันไหม?
ฉินซีเดินออกไปแล้ว
ถังชานเองก็ไม่ได้ถามออกไป เขาคิดว่าคำพูดที่ผู้จัดการพูดกับเขานั้นไม่สามารถบอกกับฉินซีได้ ถ้าพูดออกไปแล้ว ฉินซีก็คงไม่พอใจสินะ?
ฉินซีไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็คนดี แต่เขาก็ไม่มีทางเป็คนเลว ก็เป็อย่างที่เขาพูด ถ้าคนอื่นไม่มาหาเื่ก่อน แล้วเขาจะไปความคิดร้ายต่อคนอื่นได้อย่างไร? บริสุทธิ์ผ่องใสก็ดี แต่คนที่บริสุทธิ์ราวกับแม่พระอย่างถังชานทำให้เขาอึดอัดมาก ถึงอย่างไร... ฉินซีก็เป็คนที่แบกรับเอาเืแห่งความแค้นฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แล้วเขาจะรักษาให้สองมือนี้ใสสะอาดต่อไปได้อย่างไร?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินซีก็รู้สึกว่า เขาไม่มีทางไปชอบคนอื่นแน่ เพราะในแผนการของชาตินี้ไม่เคยมีเื่นี้มาก่อน
