เมื่อมีเวลาว่างเฟิ่งสือจิ่นก็มักจะปีนขึ้นไปนอนอยู่บนต้นไม้ เหมือนกับตอนแรกๆที่นางเพิ่งเข้ามาในวิทยาลัยหลวงกลับเข้าสู่โลกที่แสนเดียวดายที่มีตัวคนเดียวอีกครั้งไม่ว่าใครก็หานางไม่เจอทั้งนั้น
ครั้งหนึ่ง ในชีวิตของนางก็เคยมีหลิวอวิ๋นชูอยู่เคียงข้างครั้งหนึ่งนางก็เคยยิ้มอย่างสดใส เคยมีคนที่จริงใจต่อกัน นางอดเศร้าใจอดโมโหไม่ได้จริงๆนางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่มีจิตใจดีอย่างหลิวอวิ๋นชูต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้
คนที่มีจิตใจดี ท้ายที่สุดก็ควรได้รับความสุขกลับไปไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่ต้องมาดิ้นรนเอาตัวรอด ทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตเช่นนี้
พวกเขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะนั่งลง และบอกลากันอย่างสงบด้วยซ้ำ
ต่อมา ร่างของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้นใต้ต้นไม้คนผู้นั้นแหงนหน้ามองร่างที่นอนอยู่บนต้นไม้ แสงตะวันที่ส่องลอดลงมาจากกิ่งไม้ทำให้ร่างของนางดูขาวราวกับโปร่งแสงแต่ก็ทำให้นางแลดูล่องลอยคล้ายดั่งความฝัน คนผู้นั้นครุ่นคิดในใจ... บางทีอาจเพราะเฟิ่งสือจิ่นใช้ชีวิตอยู่กับอาจารย์ของนางนานเกินไป ในบางครั้งท่าทีของนางจึงดูเ็าทว่าก็สง่างาม ดูสูงส่งคล้ายกับคนจากโลกอีกใบเช่นนี้
ซูกู้เหยียนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ชุดขาวพลิ้วไหวงดงาม “วันนี้เ้าโดดเรียนมาทั้งวันแล้วนะ”
เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ตอบอะไร ทว่าเมื่อหลุดออกจากภวังค์ นางจึงพบว่าบัดนี้ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าแล้ว
“กำลังเสียใจเื่ท่านชายหลิวอยู่หรือ?”
“ดูเหมือนนี่จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเ้า”
“เดิมทีมันไม่เกี่ยวข้องกับข้าหรอกแต่เ้าเศร้าซึมจนละทิ้งการเล่าเรียนเช่นนี้ เื่นี้จึงต้องเกี่ยวข้องกับข้า”
เฟิ่งสือจิ่นกระชับเสื้อคลุมบนร่างกาย ก่อนจะะโลงมาจากต้นไม้ซูกู้เหยียนเตรียมจะเข้าไปประคองนางเอาไว้แต่เพราะเห็นว่านางะโลงมายืนบนพื้นได้อย่างมั่นคง จึงไม่ได้ยื่นมือออกไปช่วย
เฟิ่งสือจิ่นมองหน้าเขาพลางพูดด้วยท่าทีเรียบเฉย“แล้วอาจารย์คิดว่าข้าในอดีต ไม่ละทิ้งการเรียนหรือไร? ทุกคนต่างก็บอกว่าข้าเป็คนไร้ความสามารถแถมยังไร้วิชาความรู้ไม่ต่างไปจากท่านชายหลิวถ้าท่านชายหลิวเป็อันธพาลประจำซอย ข้าก็คงจะเป็อันธพาลหญิงโดยแท้”
“คนอื่นจะพูดอย่างไรนั่นก็เป็เื่ของพวกเขา ไม่ว่าคนคนหนึ่งจะดีเพียงใดก็ยังห้ามปากของผู้อื่นไม่ได้อยู่ดีดังนั้น เ้าไม่จำเป็ต้องไปสนใจคำพูดพวกนั้น”
เฟิ่งสือจิ่นถาม “แล้วอาจารย์มาที่นี่เพื่ออะไรหรือ? ถ้าอยากจะปลอบใจไม่ให้ข้าเศร้ากับเื่นี้ นั่นไม่จำเป็เลยสักนิดเพราะข้าไม่ได้แอบชอบหลิวอวิ๋นชูเหมือนอย่างที่คนเขาว่ากัน ได้เห็นเขามีครอบครัวเป็ของตนเองเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันนี่เป็เื่น่ายินดี”
“ถ้าเ้าไม่ใส่ใจเื่นี้จริงๆ คงไม่มาหลบอยู่ที่นี่คนเดียวหรอก”
“เ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่?”
ซูกู้เหยียนพูดด้วยเสียงราบเรียบ “ข้าแค่อยากบอกเ้าว่าเื่นี้มีแค่หลิวอวิ๋นชูเท่านั้นที่แก้ปัญหาให้ตัวเองได้ ก่อนที่เ้าจะมาเจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชูเป็คู่สร้างคู่สมเป็กิ่งทองใบหยกที่ได้รับการยอมรับจากทุกคนการที่พวกเขาได้ลงเอยกันเช่นนี้ก็ถือเป็การทำตามความคาดหวังของทุกคนเช่นกันนี่เป็การตัดสินใจของหลิวอวิ๋นชู เขาตัดสินใจว่าจะรับเื่ทั้งหมดนี้เอาไว้ในฐานะลูกศิษย์ เขาไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ นอกจากนี้สิ่งเดียวที่พวกเราทำได้ก็คือการยอมรับการตัดสินใจของเขา สนับสนุนและอวยพรแก่เขาเท่านั้น”
เฟิ่งสือจิ่นโพล่งออกไป“แต่พวกเราต่างก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความสุขที่เขา้า ควรยกความรับผิดชอบกับหน้าที่มาผูกมัดเขาไปตลอดชีวิตเลยหรือไง?”
“ความสุขที่เขา้าหรือ” ซูกู้เหยียนค่อยๆ เบนสายตามาที่ร่างของเฟิ่งสือจิ่น“ถ้าเขาเลือกความสุขให้ตัวเองได้ เช่นนั้น การที่เขามีใจให้เ้าเ้าก็รับประกันได้แล้วหรือว่าเขาจะมีความสุขอย่างที่้า?”
เฟิ่งสือจิ่นเบิกตากว้าง รู้สึกพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ซูกู้เหยียนพูดต่อ “ในเมื่อไม่ว่าทางไหน เขาก็อาจจะไม่ได้รับความสุขอยู่ดีเช่นนั้นการตัดสินใจของเขาในตอนนี้ไม่ดีหรือ?” หลังชะงักลงเล็กน้อยในที่สุดเสียงของซูกู้เหยียนก็ดังขึ้นอย่างแ่เบาเป็เหมือนสายลมที่ลูบผ่านและหายไปอย่างไร้ร่องรอย “ข้าคิดว่า ต่อให้เ้าตอบรับความรู้สึกของเขาท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังจะเลือกทำเช่นนี้อยู่ดี เพราะเขาเป็คนจิตใจดีเหลือเกิน”
สิ่งที่ทำให้เฟิ่งสือจิ่นปวดใจมากที่สุดก็คือความมีจิตใจดีของเขานั่นเองนางหัวเราะเสียงเย็นเยียบ “ที่พวกนางกล้ารังแกเขาเช่นนี้ ก็เพราะเห็นว่าเขาจิตใจดีไม่ใช่หรือ?”
ซูกู้เหยียนเอ่ย “ตอนที่หลิวอวิ๋นชูไปเขาทนบอกลากับเ้าในวิทยาลัยหลวงไม่ได้ เลยฝากให้ข้ามาบอกกับเ้า” แววตาของเฟิ่งสือจิ่นสั่นไหวขึ้นเล็กน้อยขณะที่เสียงของซูกู้เหยียนก็ดังขึ้นที่ข้างหู “เขาบอกให้เ้าไม่ต้องเป็ห่วงและไม่ต้องแก้แค้นแทนเขา เขาทำทั้งหมดด้วยความเต็มใจ ต่อไปเ้าอยู่ในวิทยาลัยหลวงคนเดียว ต้องตั้งใจเรียน พยายามจบการศึกษาให้ได้เรียนแทนส่วนของเขาด้วย”
เฟิ่งสือจิ่นเดินผ่านหน้าซูกู้เหยียนนางเดินไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองอีก ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆขอบตาของนางก็เปลี่ยนเป็สีแดงคล้ายกำลังจะร้องไห้เช่นนั้น นางเดินพลางพูดขึ้น “เ้าโง่นั่นจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้อย่างไรเ้าคงไม่ได้สร้างเื่ขึ้นเองหรอกใช่ไหมตัวเขาเองยังไม่เคยตั้งใจเรียนเลยด้วยซ้ำ แต่จะให้ข้าเรียนแทนเขาเนี่ยนะ ไม่มีทาง!”
งานมงคลระหว่างตระกูลเจี่ยนกับตระกูลหลิวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พิธีวิวาห์ต้องงดงามและเลิศหรูมากแน่ั้แ่ที่หลิวอวิ๋นชูลาออกจากวิทยาลัยหลวง เฟิ่งสือจิ่นก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย เขาต้องเตรียมงานวิวาห์คงยุ่งมากสินะ
เฟิ่งสือจิ่นไม่อยากไปรบกวนเขา ไม่แน่ ในอนาคต รอให้ทุกอย่างสงบลงแล้วพวกเขาอาจยังมีโอกาสได้พบกันอีกก็ได้
งานวิวาห์ถูกกำหนดให้จัดขึ้นในวันที่สิบห้าของเดือนเจ็ดทว่าในวันที่สิบสามของเดือน เฟิ่งสือจิ่นกลับได้รับจดหมายฉบับหนึ่งหน้าซองมีตัวอักษรที่เป็ลายมือของหลิวอวิ๋นชูประทับเด่นอยู่เฟิ่งสือจิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ออกจากบ้านพร้อมกับหยกแขวนที่หลิวอวิ๋นชูมอบให้
ทั้งสองนัดพบกันที่ริมแม่น้ำฉินฉู่ไม่ใช่ในย่านที่เต็มไปด้วยสถานบันเทิงอันแสนครึกครื้นแต่เป็ย่านที่ค่อนข้างเงียบเหงา ซึ่งอยู่อีกฟากต่างหาก ั้แ่โบราณนักกวีก็เป็ของคู่กับโรงบุปผาและสถานเริงรมย์อยู่แล้ว แม้อีกฟากของแม่น้ำฉินฉู่จะเงียบเหงาลงมาบ้างแต่ที่นี่มีศาลาตั้งอยู่เป็จำนวนมากนักกวีผู้มีความสามารถทั้งหลายมักจะมารวมตัวกันที่นี่เป็ประจำชื่นชมทิวทัศน์อันแสนงดงามของแม่น้ำฉินฉู่พลางแต่งโคลงกลอนไปด้วยก็ถือเป็เื่ที่สร้างความสุขได้ไม่น้อยเหตุนี้ ที่นี่จึงมีกิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน
แต่ในยามราตรี ริมแม่น้ำกลับไร้ซึ่งผู้คนมีเพียงตะเกียงไฟที่ส่องแสงสลัวอยู่ใต้ร่มไม้ กับเรือสำราญเพียงไม่กี่ลำที่จอดเทียบอยู่ริมท่าเท่านั้น
ศาลาน้อยมีลมพัดผ่าน ให้ความรู้สึกเย็นสบาย
เมื่อเฟิ่งสือจิ่นไปถึง นางพบว่าหลิวอวิ๋นชูมาถึงั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบเขากำลังนั่งอยู่ในศาลาเบื้องหน้า โดยมีเกี้ยวคันหนึ่งจอดอยู่ไกลออกไปเฟิ่งสือจิ่นจำได้ว่าชายที่ยืนอยู่ข้างเกี้ยวคันนั้นก็คือลุงกง ผู้ดูแลของจวนท่านโหวอันกั๋วนั่นเอง
ผู้ดูแลยิ้มและก้มหน้าลงเล็กน้อย ถือเป็การทักทายเฟิ่งสือจิ่นเขามีไหวพริบดีเมื่อเห็นว่าเฟิ่งสือจิ่นมาถึงแล้วจึงเคลื่อนเกี้ยวออกไปไกลยิ่งกว่าเดิมเพื่อกันไม่ให้ตนกับคนขับรถม้าได้ยินบทสนทนาของหลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นนั่นเองไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเคลื่อนเกี้ยวไปจอดที่ใดกันแน่ เมื่อมองออกไปเฟิ่งสือจิ่นกลับเห็นเพียงตลิ่งที่ทอดยาวออกไปไกลกับพื้นหินริมแม่น้ำที่มีขนาดสูงต่ำไม่เท่ากันเท่านั้น
เพื่อกันไม่ให้การสนทนาน่าเบื่อจนเกินไปหลิวอวิ๋นชูยังเตรียมขนมกับสุรามาด้วยหนึ่งไห ตอนที่เฟิ่งสือจิ่นเดินเข้าไปในศาลาหลิวอวิ๋นชูกำลังรินและดื่มสุราไม่หยุด เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนางหลิวอวิ๋นชูจึงพูดขึ้น “ข้าคิดว่าเ้าจะไม่มาแล้วเสียอีก”ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยแสงจากโคมไฟอันแสนเลือนรางรอยยิ้มที่มุมปากแลดูขมขื่นและห่างเหินเล็กน้อย
เฟิ่งสือจิ่นเดินไปนั่งที่ข้างโต๊ะหินอ่อนจากนั้นจึงพูดด้วยเสียงแ่เบา“ถ้าข้าไม่มา เ้าจะทำอย่างไร”
“ก็ไม่ทำอย่างไร ข้าคงนั่งต่ออีกสักพัก นั่งรับลมเสียหน่อยจากนั้นค่อยกลับบ้าน” เขารินสุราให้เฟิ่งสือจิ่นก่อนจะดันขนมบนโต๊ะมาที่เบื้องหน้าของเฟิ่งสือจิ่นตามความเข้าใจที่เขามีต่อเฟิ่งสือจิ่นระหว่างที่อยู่ร่วมกันในวิทยาลัยหลวงขนมบนโต๊ะ ล้วนเป็ขนมที่เฟิ่งสือจิ่นชอบกินทั้งนั้น เขาพูดขึ้น“วันมะรืนข้าก็จะแต่งงานแล้วข้าคิดว่ามีคำบางคำที่จำเป็ต้องพูดกับเ้าให้ชัดเจนเสียก่อน ไม่เช่นนั้นข้าคงเสียดายไปตลอดชีวิต ต่อให้จะแต่งงาน ข้าก็สงบหัวใจไม่ได้อยู่ดี”
“เื่นี้สำคัญกับเ้าขนาดนี้ ข้าจะไม่มาได้อย่างไร”
