หลินไห่สาปแช่งอยู่ในใจ ะโข้ามรั้วตามหลังไปติดๆ ตอนนี้เองเขาแอบสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อ หนีบลูกดอกอาบยาพิษเอาไว้ระหว่างนิ้ว
ดวงตาจ้องเขม็งไปยังบุรุษผู้ควบม้าตรงหน้าอย่างโเี้ หยัดยิ้มพลางหัวเราะฮึๆ ในยามที่ะโข้ามรั้วที่สองจึงปาลูกดอกออกไป
เสียงแหวกอากาศที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้หลิ่วอวิ๋นเฟิงรับรู้ได้โดยพลัน ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ เขาใช้หลังม้าเป็หลักยึดแล้วเอียงตัวไปทางซ้าย ขาทั้งสองหนีบแน่นอยู่ที่ลำตัวของม้า ร่างกายพลันแขวนลอยอยู่บนลำตัวของม้าแข่ง
“อวิ๋นเฟิง!” เฟิ่งอวี่สูดหายใจลึก เมื่อเห็นว่าหลิ่วอวิ๋นเฟิงปลอดภัยไร้อันตรายจึงถอนหายใจออกมา
“อาวุธลับ” ใบหน้าแย้มยิ้มของตงฟางซวี่เคร่งขรึมลง วิธีการคว้าชัยชนะของแคว้นอี้ช่างต่ำช้า หากชนะก็ควรชนะอย่างเปิดเผยยิ่งใหญ่ ใช้วิธีสกปรกเลวทรามเช่นนี้คว้าชัยมาได้จะมีความหมายอะไร? เฟิ่งอวี่พยักหน้า ดูท่าตัวแทนผู้นี้ของแคว้นอี้จะเทียบบุรุษไว้เคราไม่ได้กับเลย
“ก็เป็เื่ที่คาดไว้แล้ว” การแข่งขันครั้งแรกพ่ายแพ้ ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าดูแคลนศัตรูในการแข่งขันครั้งที่สองอีก เกรงว่าจะเป็การแข่งขันที่ยากลำบาก อวิ๋นซูมองไปยังสถานการณ์ภายในสนามอย่างตั้งอกตั้งใจ พลันยิ้มออกมาอย่างเ็า “มีคนบางจำพวกที่ทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ คุณธรรมอันดีงามคือสิ่งใด? ของเหล่านี้พวกเขาโยนทิ้งไปนานแล้ว”
นางกล่าวพลางเบนสายตาไปยังจุดพักผ่อนของแคว้นอี้ กวาดมองไปยังบุรุษเืเย็นที่นั่งพิงเก้าอี้ไม้จื่อถาน1 อย่างเกียจคร้าน
เขาก็เป็เช่นนี้มิใช่หรือ?
ทว่าชาตินี้ จะไม่มีตัวโง่งมที่ยอมเพื่อความรัก ทำทุกอย่างเพื่อเขาอย่างบ้าคลั่ง และเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อเขาอีกต่อไป
สายตาจับจ้องอันเยือกเย็นนี้ทำให้เซียวอี้เชินหันไปมองโดยพลัน สายตาของทั้งสองสบกันท่ามกลางอากาศ คนหนึ่งเ็า คนหนึ่งโเี้เผด็จการ ทุกสิ่งรอบตัวราวกับสลายไป สิ่งเดียวที่อยู่ในสายตามีเพียงอีกฝ่าย
ใจของอวิ๋นซูสั่นสะท้าน เลิกคิ้วไปทางเขาเล็กน้อย จากนั้นจึงเก็บสายตากลับมา
คนผู้นี้คือใคร? เขารู้สึกว่าคนผู้นี้คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการแข่งขัน เซียวอี้เชินจมอยู่ในความคิดเล็กน้อย จากนั้นจึงสลัดการปะทะกันชั่วขณะนี้ออกไปจากสมอง ก็แค่คนไม่สำคัญผู้หนึ่งเท่านั้น
“เ้ากำลังมองจักรพรรดิเซียวอยู่หรือ?” ตงฟางซวี่เห็นการปะทะสายตาของพวกเขาทั้งสองจึงขยับเข้าไปใกล้หูของอวิ๋นซู กระซิบถามอย่างกังวล
“ใช่เพคะ” สีหน้าของอวิ๋นซูสุขุมเยือกเย็น ไม่กล่าวอะไรมากความ
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์กำลังจ้องมองไปยังสนามแข่ง นางถูกความรู้สึกตึงเครียดอันน่าอึดอัดนี้ทำให้หัวใจเต้นแรง มือทั้งสองตบลงบนหน้าอกเบาๆ ในตอนนี้เองที่นางเหลือบไปเห็นเงาร่างที่ดูสนิทสนมกันของคนทั้งสองทางด้านซ้าย
เมื่อเห็นใบหน้าอันงดงามวิจิตรดุจหยกของรัชทายาทจึงหวนนึกถึงคำกำชับของท่านแม่ได้ พลันนั้นนางรีบฉีกยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ด้วย้าให้เขาเห็นตนเองท่ามกลางผู้คน
ทว่าผู้ใดจะทราบ ตงฟางซวี่ไม่สนใจนางเลย กระทั่งไม่มองมาทางนางแม้แต่ครั้งเดียว ทำเพียงพูดคุยกับคนข้างๆ อย่างใส่ใจ
หลิ่วอวิ๋นฮว๋าแอบรู้สึกหดหู่ มองไปยังบุรุษแปลกประหลาดผู้นั้นอย่างอิจฉา
ตอนนี้เองในสนามแข่ง อวิ๋นเฟิงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ในตอนที่กำลังะโข้ามรั้วสุดท้าย ขาหลังของม้าถูกแส้ที่หลินไห่ตวัดออกมาอย่างต่ำช้ารัดไว้แน่น
ม้าได้ข้ามรั้วไปครึ่งตัวแล้วกลับถูกจองจำอยู่กลางอากาศ ใกล้จะต้องตกลงสู่พื้นอย่างเอื่อยเฉื่อย บนแส้มีตะขอเหล็กเล็กๆ อันหนึ่งติดเอาไว้ ตะขอนั้นเจาะทะลุเข้าไปที่ขาหลังของม้าอย่างไร้ปรานี เืสีแดงไหลซึมออกมาเล็กน้อย
“ฮี้” เสียงกรีดร้องคร่ำครวญดังขึ้น ผู้คนบนอัฒจันทร์มองอย่างตกตะลึง จากนั้นจึงหลับตาอย่างทนดูไม่ได้
ม้าร้องอย่างเ็ปก่อนตกกระแทกลงบนพื้นราวกับแมลงที่ปีกหักกลางอากาศ พริบตาที่ตกสู่พื้น หลิ่วอวิ๋นเฟิงกลิ้งตัวออกไป ชุดอันล้ำค่าเปื้อนไปด้วยฝุ่นดิน ท่าทางน่าอนาถอยู่บ้าง
หลินไห่ถือโอกาสนี้ชูแส้ขึ้นด้วย้าเหยียบย่ำเขา กีบเท้าที่ยกสูงของม้ายิ่งเข้ามาใกล้ กลิ่นอายสังหารชัดเจน
ตงฟางซวี่และพวกเฟิ่งหลิงยืนขึ้นในพริบตา มองไปยังสนามอย่างตึงเครียด
หลิ่วอวิ๋นเฟิงใช้มือหนึ่งตบลงบนพื้นอย่างแรง ส่งตัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพุ่งไปยังทิศทางของหลินไห่
การโจมตีของเขารวดเร็วรุนแรง หลินไห่ยิ่งคิดไม่ถึงว่าการตอบสนองของอีกฝ่ายจะรวดเร็วเช่นนี้ จึงรีบร้อนเบนกายออกอย่างตื่นตระหนก เช่นนี้จึงจะสามารถหลบเลี่ยงการโจมตีอันรวดเร็วไปได้
“ฮึ เ้าแพ้แน่แล้ว” เขานั่งลงบนหลังม้าอย่างมั่นคงอีกครั้ง ไม่สนใจพัวพันกับหลิ่วอวิ๋นเฟิงอีก ะโข้ามรั้วสุดท้ายไป สนใจเพียงเส้นชัย พุ่งทะยานไปอย่างดุดัน
สีหน้าของตงฟางซวี่เย็นเยียบ ใบหน้างดงามยามนี้ราวกับถูกน้ำแข็งปกคลุม
“รอบนี้พวกเราคงแพ้” อวิ๋นซูกล่าวเสียงต่ำ ในดวงตาอันลึกล้ำแฝงไปด้วยความขออภัยอยู่หลายส่วน
“เพราะเหตุใดเล่า? อวิ๋นเฟิงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่” เขาเข้าใจสหายรักดี เพื่อแคว้น เขาจะต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อปกป้องแคว้นอี้!
เพิ่งจะกล่าวจบ หลิ่วอวิ๋นเฟิงก็หยัดกายขึ้นจากพื้นขึ้นขี่ม้าาเ็อีกครั้ง ฝ่ามือลูบเบาๆ ที่หัวม้า กล่าวเสียงต่ำ “เ้าก็ไม่อยากแพ้ใช่หรือไม่?”
“ฮี้!” มันร้องออกมาราวกับมีจิตใจ
“ย่ะ!” แส้เงินทะยานขึ้นฟ้าแล้วสะบัดลงมา เฆี่ยนตีไปยัง่เอวของม้าสีดำ หนึ่งคนหนึ่งม้าพุ่งทะยานออกไปอีกครั้งด้วยความเร็วที่เร็วเสียยิ่งกว่าเมื่อครู่! ดุดันยิ่งกว่าเมื่อครู่! มีกลิ่นอายของผู้ไม่เสียดายทุกสิ่ง!
ต้องชนะ! เขาจะต้องชนะ!
ม้าสีดำโจนทะยานดุจสายฟ้า ควบขี่อยู่บนเส้นทางแข่งขัน เสียงกีบม้าจากข้างหลังแว่วใกล้เข้ามา ทำให้ขนทุกเส้นบนหลังของหลินไห่ลุกชัน เขาหันไปอย่างตกตะลึง ทว่าพบเพียงเงาร่างสีดำข้ามผ่านศีรษะของเขาไป
เืลมพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง บุกไปข้างหน้าราวพายุ ม้าของแคว้นเฉินวิ่งทะยานไปบนพื้นทรายสีเหลืองเบื้องหน้าเส้นชัย
จบสิ้นแล้ว!
สีหน้าของหลินไห่แปรเปลี่ยนไปโดยพลัน จะอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าถึงขั้นนี้แล้วคนของแคว้นเฉินยังสามารถปะทุพลังเช่นนี้ออกมาได้! เขากัดฟัน ก้มตัวลงชักมีดเล่มหนึ่งออกมาจากรองเท้า แทงไปยัง่เอวของม้าใต้ร่างอย่างไร้ปรานี
“ฮี้” ม้าที่ได้รับความตื่นตระหนกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งอุตลุดไปตลอดทาง เืสดๆ ไหลไปตามขน เมื่อมองจากที่ไกลๆ ราวกับเป็เส้นทางที่ย้อมไปด้วยเื!
“์” กลุ่มคนบนอัฒจันทร์พากันตกตะลึง ทรายสีเหลืองฟุ้งกระจายไปในอากาศปลิวเข้าตา ทำให้เหล่าผู้ชมลืมตาไม่ขึ้น
ั์ตาของอวิ๋นซูหดเกร็ง ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้อย่างไม่รู้ตัว นางมองลงไปยังสนามแข่งด้วยอารมณ์ตึงเครียด
“เขาจะชนะ” ตงฟางซวี่กล่าวอย่างหนักแน่น ดวงตาเปล่งประกายราวอัญมณี
“ไม่ ม้าของเขาถูกกระหม่อมสับเปลี่ยนไปแล้ว หากใช้ความเร็วเช่นนี้ คนของแคว้นอี้จะต้องแซงเขาแน่” อวิ๋นซูกล่าวเสียงเย็น ประโยคนี้หลับทำให้ตงฟางซวี่รู้สึกเหนือคาด
“ท่านอาจารย์อวิ๋น...เหตุใดจึงทำเช่นนี้?” เขาไม่คิดว่านางจะจงใจทำให้แคว้นเฉินพ่ายแพ้ จะต้องมีเื่อะไรปิดบังอยู่เป็แน่! ในดวงตาสีดำเปล่งประกายดุจพระจันทร์ยามค่ำคืน มากล้นไปด้วยความเชื่อใจ
อวิ๋นซูรู้สึกอุ่นวาบในใจ ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ เขาไม่เพียงไม่สงสัยในจุดประสงค์ของตน กลับเชื่อใจนางเสียอีก ฮึ นางมองคนไม่ผิดจริงๆ
ริมฝีปากบางค่อยๆ ยกขึ้น รอยยิ้มนั้นราวกับแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “ฝีมือการขี่ม้าของเฟิ่งอวี่เหนือกว่าเขา ม้าของแคว้นเราเมื่อเทียบกับแคว้นอี้แล้วสูสีกัน แต่ว่าม้าของเฟิ่งอวี่นั้นด้อยกว่าของแคว้นอี้ หากขี่ม้าตัวนั้นจะต้องแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย”
ตงฟางซวี่พยักหน้าด้วยท่าทางครุ่นคิด “ไม่เลว ที่แท้ก็เป็เช่นนี้”
“กระหม่อมแอบสั่งให้คนสับเปลี่ยนม้าของพวกเขาก่อนแข่งขัน ขอเพียงชนะรอบแรกได้ ต่อให้รอบสองแพ้ พวกเราก็สามารถใช้รอบสามคว้าชัยชนะรอบสุดท้ายมาได้พ่ะย่ะค่ะ” ทว่าสิ่งที่ทำให้นางคาดไม่ถึงก็คือ พี่ใหญ่จะสู้สุดชีวิตเช่นนี้!
เมื่อมองไปยังบุรุษที่ควบม้าวิ่งอย่างบ้าคลั่งบนเส้นทางแข่งขัน นางอดไม่ได้ที่จะคาดหวัง บางทีพี่ใหญ่อาจจะทำให้เกิดปาฏิหาริย์ออกมาก็ได้!
สองมือในแขนเสื้อกำแน่น ใบหน้าสงบเยือกเย็นของนางในยามนี้ปรากฏความตึงเครียดอยู่หลายส่วน
ใบหน้าของหลิ่วอวิ๋นเฟิงซีดขาว พลังภายในถูกส่งออกมาไม่หยุด ทั้งยังต้องควบคุมความเร็วและความสมดุล ทำสองสิ่งในเวลาเดียวกันจึงทำให้เขาต้องใช้สมาธิอย่างมาก นับเป็พลังเฮือกสุดท้ายแล้ว
“พี่ใหญ่...” หลิ่วอวิ๋นฮว๋าอดไม่ได้ที่จะหันหน้าหนี นางไม่เข้าใจ เหตุใดพี่ใหญ่ยังต้องยืนหยัดต่อไปอีก ต่อให้พ่ายแพ้ในรอบนี้ รอบหน้าก็ยังมีรัชทายาทออกไปสู้ พวกเขามีโอกาสชนะสูง พี่ใหญ่จะยอมแพ้ก็ได้!
ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด นางเป็ห่วงพี่ใหญ่อย่างหาได้ยากยิ่ง
หลิ่วอวิ๋นเฟิงรับรู้ได้ถึงความว่างเปล่าของจุดตันเถียน2 เขากัดฟันแน่น ดวงตาอันคมกริบจ้องตรงไปยังเส้นชัยเบื้องหน้า
ใกล้แล้ว! ใกล้จะถึงแล้ว! เขาจะล้มลงตรงนี้ได้อย่างไร?
อารมณ์อันห้าวหาญภายในอกพุ่งทะยานขึ้นเสียดฟ้า เขาสะบัดแส้เงินอย่างดุดัน ฝืนตัวเองให้รีดเร้นลมปราณที่จุดตันเถียนออกมาเป็เฮือกสุดท้าย ้าต่อสู้ให้ถึงที่สุด!
บุรุษที่เดิมทีถูกทิ้งห่างอยู่ด้านหลังพลันเร่งความเร็วขึ้น ม้าส่งเสียงร้องอย่างดุดัน วิ่งทะยานไปสู่เส้นชัย
บนอัฒจันทร์ผู้คนจำนวนมากยืนขึ้น พวกเขากลั้นใจมองไปยังทิศทางของเส้นชัย ผู้ใดชนะ? ผู้ใดถึงเส้นชัยก่อน?
ตงฟางซวี่สาวเท้าไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง หรี่ตามองอย่างตั้งใจ ทรายสีเหลืองที่ฟุ้งกระจายทั่วฟ้ารบกวนการมองเห็นของทุกคน รอจนกระทั่งทรายจางไป ผ้าแพรสีแดงที่เส้นชัยได้ตกอยู่บนพื้นอย่างโดดเดี่ยวเรียบร้อยแล้ว
หลิ่วอวิ๋นเฟิงเหยียดกายยืนอยู่ตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ ที่เท้าคือม้าที่ล้มจนลุกไม่ขึ้น าแของมันถูกพลังภายในของอวิ๋นเฟิงปกคลุมเอาไว้ จนถึงตอนนี้ได้ฉีกขาดขึ้นมาอีกครั้ง เืสดๆ ไหลออกมาข้างนอกไม่หยุดจนกลายเป็แอ่งเื
“ฮ่าๆๆ ข้าชนะแล้ว” หลินไห่ะโลงจากหลังม้าอย่างลำพองใจ เสียงหนึ่งดังขึ้น ม้าแข่งที่ได้รับาเ็ตัวนั้นมิอาจหยัดยืนได้อีกต่อไปจึงล้มลงบนพื้นหายใจรวยระริน ทว่าบุรุษข้างๆ กลับหัวเราะอย่างโอหัง
สีหน้าของหลิ่วอวิ๋นเฟิงขรึมลง เบนสายตามองไปยังเหล่าขุนนางบริเวณเส้นชัย สายตาอันเฉียบคมทำให้พวกเขาตื่นตระหนก
หลังจากซุบซิบกับสหายข้างกายไปหลายประโยคจึงเอ่ยขึ้น “ผู้น้อยเห็นว่าทั้งสองท่านถึงพร้อมกันขอรับ”
“อะไรนะ?” เสียงหัวเราะหยุดลงกะทันหัน หลินไห่เบิกตาทั้งสองอย่างตกตะลึง มุมปากที่ยกยิ้มขบขันชะงักค้างอยู่บนใบหน้า “พวกเ้าโกหก! ข้าถึงก่อนชัดๆ เขาจะถึงพร้อมข้าได้อย่างไร?”
เมื่อเผชิญหน้ากับความสงสัยของเขา เหล่าขุนนางใหญ่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย พวกเขาเห็นม้าทั้งสองข้ามผ่านผ้าแพรที่เส้นชัยมาพร้อมกันกับตา ตามกฎกติกาให้ถือว่าเสมอกัน
“นี่เป็ไปไม่ได้ พวกเ้าโกหก! คนแคว้นเฉินต่ำช้านัก!” ไม่ว่าอย่างไรหลินไห่ก็ไม่ยอมรับความจริงนี้ เขาแน่ใจว่าขุนนางพวกนี้จะต้องถือหางแคว้นเฉิน รวมหัวกันขโมยชัยชนะไปจากเขา อย่างไรก็ตามเขากลับมองข้ามความจริงที่ว่าในหมู่ขุนนางมีขุนนางแคว้นอี้อยู่ด้วยหลายคน
หลิ่วอวิ๋นเฟิงเลิกคิ้วอย่างเ็าเล็กน้อย มองไปยังหลินไห่ที่โวยวายไม่ยอมจบสิ้นอย่างเย้ยหยัน ท่าทางย่ำแย่และความโมโหอันน่าขันของเขาพิสูจน์ได้สิ่งหนึ่ง
“เ้าแพ้ไม่ได้เช่นนั้นหรือ?” เขาถามออกไปอย่างสงบ ทว่าประโยคนี้กับทำให้โทสะของหลินไห่ะเิออกมา
เขาะโร้องออกมาแล้วพุ่งเข้าไปยังขุนนางใหญ่กลุ่มนั้น
หลิ่วอวิ๋นเฟิงขมวดคิ้วเบาๆ พลางขยับเท้าโดยพลัน ร่างกายสูงใหญ่ปรากฏเบื้องหน้าเหล่าขุนนาง สกัดกั้นหมัดของหลินไห่ในอากาศ กล่าวออกมาทีละคำอย่างเ็า “กล้าลงเดิมพันก็ต้องกล้ายอมรับความพ่ายแพ้ อย่าได้ทำให้แคว้นของเ้าขายหน้าเลย”
************************
1 ไม้จื่อถาน หมายถึงไม้เนื้อแข็งสีแดงเข้ม ม่วงเข้มไปจนถึงน้ำตาลแดง ซึ่งเป็ไม้ที่มีมูลค่าสูงในจีน
2 จุดตันเถียน อยู่จุดชีพจรที่อยู่ใต้สะดือสามนิ้ว เชื่อกันว่าเป็แหล่งกำเนิดลมปราณ
