หลังจากต้วนชิงินั่งรถม้าจากไปภายในใจก็ยังคงคิดในสิ่งที่หมอเทวดาพูด
หมอเทวดาผู้นี้เป็ผู้ชายอายุราวห้าสิบกว่าปีั้แ่เด็กทางบ้านก็ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ทางการแพทย์ให้ดังนั้นเขาจึงเรียนศาสตร์การรักษามาโดยตลอดทั้งบรรพบุรุษก็ยังมีตำรับยาสำหรับรักษาโรคเกี่ยวกับผู้หญิงจึงทำให้มีคนมารักษาไม่ขาดสาย
ต้วนชิงิมาขอยาจากหมอไปรักษาอนุภรรยาของพ่อพร้อมทั้งบอกอาการไปทั้งหมด นางเป็แค่เด็กสาวอายุสิบปีจึงกระดากปากที่จะต้องพูดเื่โรคของผู้หญิง ดังนั้นก่อนที่จะมาที่นี่นางได้อ่านจดหมายที่หลิวหรงเขียนเล่าอาการและจดจำได้อย่างชัดเจนเพียงแต่ว่าเปลี่ยนวิธีการพูดและเนื้อหาในจดหมายนิดหน่อย
อาการของหลิวหรงนับว่าหนักมากแล้วเหมือนในจดหมายที่นางเขียน ‘มีน้ำสีเหลืองเหนียวข้นและมีกลิ่นเหม็นไหลออกมา ท้องน้อยมีอาการเจ็บร้อนและคันตรงจุดซ่อนเร้นบางครั้งมีอาการขมปาก อยากอาหารแต่ไม่รับรู้รส’
ดังนั้นเด็กสาวจึงถามหมอเทวดาด้วยความเป็ห่วงว่าสามารถรักษาได้ไหม หมอเทวดาตบไปที่อกและพูดอย่างมั่นใจเขาเอาชื่อเสียงเป็ประกันว่าจะต้องรักษาหาย ยังเอ่ยย้ำกับนางว่าเคยรักษาโรคแบบนี้หายมานักต่อนักแล้ว
เด็กสาวเล่าว่าอนุภรรยาของท่านพ่อตอนนี้ไม่สะดวกที่จะมา ถ้าดีขึ้นจะพานางมา ดังนั้นข้อห้ามต่างๆจึงจะต้องถามให้ชัดเจน
หมอเทวดาก็กำชับนางอย่างละเอียดถึงอาหารและเครื่องดื่มที่ต้องระมัดระวัง!หมอยังบอกว่าให้ทานแตงกวา ขึ้นฉ่าย ถั่วเขียว ถั่วแดง ลูกเดือย สาหร่าย ดอกเก๊กฮวยฟักทองฯลฯ ให้มากหน่อย
เพราะของเหล่านี้ช่วยขับความชื้นและเชื้อโรคให้ออกไปจากร่างกายได้ดี และของที่ห้ามทานก็มีมากเช่นกัน เช่น หัวหอม พริก ยี่หร่าอบเชย พริกไทย พริกไทยดำ โสม และถั่งเช่า ฯลฯ เพราะของเหล่านี้เป็ของเผ็ดร้อนเมื่อผู้ป่วยรับประทานจะทำให้โลกหนักขึ้นและยากต่อการรักษา
เมื่อจดจำไว้หมดแล้วสุดท้ายหมอยังบอกว่านอกจากอาหารและเครื่องดื่มแล้วยังมียาอีกชนิดหนึ่งที่ห้ามกินเด็ดขาด นั่นคือ ชะมดเชียง
เมื่อได้ยินว่าเป็ ‘ชะมดเชียง’ ต้วนชิงิถึงกับใใบหน้าของนางเผยให้เห็นรอยยิ้มที่คาดเดาความหมายไม่ได้ จากนั้นจึงตอบรับคุณหมอ!
ั้แ่ออกมาจากร้านหมอ ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย แม้แต่แม่นมหนิงก็ยังรู้สึกใจึงถามเสียงอ่อยว่า “คุณหนูไม่เป็อะไรใช่ไหมเ้าคะ?”
“ไม่มีเื่อะไรหรอก ถ้ามีก็คงมีแต่เื่ดี!” นางตอบกลับด้วยเสียงเบาเช่นกัน
อีกฝ่ายเจอคำตอบนี้ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
วันนี้เพื่อไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกตต้วนชิงิเลยพาแม่นมหนิงออกมานั่งรถม้าเล่นเป็เพื่อนไปรอบๆ เมือง ทว่าไม่ได้พาเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มาด้วย! ดังนั้นเมื่อไม่มีคนติดตามมาด้วยก็สามารถทำตัวสบายๆ ได้
นางเดินเข้าไปจับมือของแม่นมหนิงพูดอย่างออดอ้อนว่า “แม่นมหนิงไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกข้ามีแผนที่จะจัดการกับหลิวหรงแล้ว!”
ในเมื่อรู้แล้วว่าหลิวหลงไม่สามารถกินอะไรได้จึงคิดหาวิธีเอาคืนอีกฝ่าย โดยจะให้นางทานของที่ไม่สามารถทานได้ ต่อหน้าลงไปทีละคำทีละคำ!
หลิวหรง…เ้ารอไปก่อนนะ ครั้งนี้ข้าจะเล่นงานเ้าต่อหน้า ให้ทั้งเจ็บและทรมานจนพูดไม่ออกระหว่างที่นางคิดแผนอยู่ในใจสายตาพลันเห็นแววตารู้สึกผิดของแม่นมหนิงที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนจนทำให้เด็กสาวรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
ตอนนี้ในรถม้าไม่มีคนอื่นและคนที่ขับรถม้าก็เป็หลานห่างๆ ของแม่นมเมื่อทั้งสองนั่งรถม้าและเปิดม่านออกเห็นวิวทิวทัศน์ที่เป็ส่วนตัวไม่ว่าจะพูดอะไรก็ไม่มีคนอื่นได้ยิน
แม่นมหนิงมองนางด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาพลางถอนหายใจออกมาอย่างแ่เบา จากนั้นใช้มือลูบไปที่ผมของต้วนชิงิพูดขึ้นอย่างละอายใจ “ คุณหนูเป็เพราะบ่าวไม่ได้เื่ ไม่เพียงแต่จะทำสิ่งที่ฮูหยินเคยสั่งได้สำเร็จยังไม่สามารถปกป้องหรือช่วยอะไรคุณหนูได้เลย!”
นางกำลังตำหนิตัวเองว่ามีความสามารถไม่พอทำให้เด็กสาวต้องออกมาจัดการเื่ต่างๆ ั้แ่อายุยังน้อยและต้องทำให้คุณหนูเข้ามาอยู่ในวังวนการต่อสู้กับอี๋เหนียงในจวนอีก!
เด็กสาวก้มลงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาช่วยซับน้ำตาให้กับแม่นม พูดเสียงอ่อนโยน “ขอเพียงแม่นมสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาว ก็ถือว่าได้ช่วยชิงิแล้ว!”
ชาติที่แล้วนางถูกคนชั่วเสี้ยมจึงไม่มีโอกาสได้ตอบแทนคนที่ดีกับนางอย่างจริงใจ มาในชาตินี้นางจะต้องปกป้องพวกเขา ไม่ให้คนที่ดีต่อนาง ต้องได้รับอันตราย!
ถึงตรงนี้จู่ๆรถม้าก็หยุดลง นางก็รู้สึกเอะใจแต่ยังจับมือแม่นมเอาไว้ไม่ปล่อย!
“พี่ชาย ทำไมวิ่งพุ่งเข้ามาล่ะ ทำข้าใหมดเลย ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่?”ได้ยินเสียงของหนิงฉวน หลานของแม่นมหนิงพูดขึ้นมาจากนอกรถ
เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความฉงนใจแม่นมหนิงไม่รอช้ารีบถามขึ้นทันที “หนิงฉวนเกิดอะไรขึ้น?”
“เรียนท่านป้า เป็เพราะผมไม่ระวัง จนเกือบชนคุณชายคนหนึ่งเข้า!”
หนิงฉวนเป็คนที่ทำอะไรรอบคอบแต่เพราะความรีบร้อนในการขับรถม้า จึงตอบด้วยเสียงกระอ้อมกระแอ้มกลับไป
แม่นมหนิงเปิดผ้าม่านออกเพื่อที่จะลงจากรถ “ทำไมจะชนคนล่ะ…อย่าขับให้เร็วมากนัก...”
ในตอนนั้นได้เสียงอ่อนโยนดังขึ้นว่า “เื่นี้ไม่เกี่ยวกับพี่ชายท่านนี้ เป็เพราะว่าข้าเป็ห่วงท่านแม่จึงเกือบจะชนรถม้า แต่ข้าไม่เป็อะไรขอรับ!”
เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่ายต้วนชิงิจึงเลิกคิ้วขึ้นอย่างช้าๆ นางใช้มือเปิด ผ้าม่านเพื่อมองออกไปนอกรถม้าเห็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่หน้ารถม้า ใบหน้าละม้ายรู้สึกผิดและละอายใจได้แต่ขอโทษหนิงฉวน
เด็กหนุ่มท่าทางภูมิฐานอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ดูคงแก่เรียนแต่กลับแฝงด้วยความกังวลบางอย่าง!
ผิวของเขาขาวซีดซึ่งเกิดจากการไม่ได้รับสารอาหารที่ดี ใบหน้าที่ดูหล่อเหลามองแล้วรู้สึกแปลกตาโดยเฉพาะริมฝีปากที่แดงระเรื่อ เขามีรูปร่างที่อรชรแต่กลับไม่มีความเป็ผู้หญิงดวงตาทั้งสองมีทั้งความเฉลียวฉลาดและความกังวลใจบางอย่าง
แม่นมหนิงรีบลงจากรถเข้าไปถามชายหนุ่ม “คุณชายท่านนี้ ไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?”
วันนี้คนที่ขับรถม้าเป็หลานชายของแม่นมหนิงที่พากลับมาจากบ้านเกิดเขาไม่เพียงแต่ทำให้คุณหนูใ ยังทำให้คุณชายท่านนี้หน้าเลอะเปรอะเปื้อนไปหมด นางรู้สึกโกรธจึงตบไปที่หัวของหนิงฉวน “เ้าเด็กบ้าจะรีบขับรถม้าเร็วไปทำไม?”
นางออกแรงตีไปอย่างแรงจนทำให้หนิงฉวยถึงกับต้องเอามือขึ้นมาจับที่หัว “ท่านป้าหลานผิดไปแล้ว! ครั้งหน้าจะไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้นอีก!”
เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเด็กหนุ่มจึงแอบหัวเราะในที “ข้าชื่อ เจิ้งจี๋ ขอรับ!”
เมื่อเห็นเจิ้งจี๋ทำท่าเคารพนางจึงตอบกลับไป “คุณชายเจิ้งตามสบาย!”
เจิ้งจี๋หรือ?
ต้วนชิงิที่นั่งอยู่ในรถเมื่อได้ยินชื่อนี้ขึ้นถึงกับใไปชั่วขณะ ชั่วพริบตาเดียวในใจของนางก็มีภาพคนหนึ่งปรากฏขึ้นมา ที่ชื่อ ‘เจิ้งจี๋’
ในชาติที่แล้วชื่อเจิ้งจี๋ เป็คนที่มีชื่อเสียง เขามีดวงตาที่หวานหยาดเยิ้มแต่ชื่อนี้กลับเป็สิ่งที่แทนของสองสิ่งที่ต่างกันจนขั้ว
เขาอาจเป็บัณฑิตที่เคยในตระกูลยากจนไม่มีอันจะกินแต่กลับผงาดเป็จอหงวนรูปแบบใหม่แห่งยุคทั้งยังเป็ราชบุตรเขยของฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยพูดได้ว่ามีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ
ตอนอายุสิบเจ็ดสามารถสอบจอหงวนเข้ารับราชการเป็ขุนนางที่มีหน้าตามีตาในราชสำนักและยังได้รับการผลักดันจากอัครเสนาบดีฝ่ายขวา เริ่มมีบทบาทขึ้นมาจากนั้นฮ่องเต้ให้ความสำคัญและได้รับการโปรดปรานให้เป็ราชบุตรเขยนับได้ว่ามีทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ
ทว่าเขากลับเป็คู่อริคนสำคัญของหลิวยวนทั้งสองคนที่พื้นหลังที่ใสสะอาด แต่ต่างฝ่ายให้อาจเห็นอีกฝ่ายดีไปกว่าตนได้จนสุดท้าย ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือเื่ส่วนตัวจะต้องถกเถียงแย่งชิงให้ตายกันไปข้างถึงจะยอมเลิกรา
