ทันใดนั้นมีคนกรีดร้องออกมาด้วยความใ ท่ามกลางหมู่คนที่คุกเข่าอยู่ ชายชราผู้หนึ่งดูเหมือนจะฝืนร่างกายต่อไปไม่ไหว สลบลงไปกับพื้น
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว กำลังจะเข้าไปตรวจสอบแต่กลับถูกทหารนายหนึ่งะโหยุดเอาไว้ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “หยุด! หากไม่มีคำสั่งของคุณชายสาม ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบเชลยศึก!”
พวกเขารู้เพียงว่านี่คือคนที่ท่านโหวพามา ไม่รู้ฐานะของอวิ๋นซู ชุนเซียงเดินออกมาจากกระโจมเห็นทหารผู้นั้นกำลังเสียมารยาทอยู่พอดี พลันเดินเข้าไปอย่างโมโห “โอหัง! นี่คือคุณหนูหก! ตาสุนัขของพวกแกบอดหรือ!”
ทหารตกตะลึงอย่างยิ่ง รีบเก็บอาวุธของตนแล้วถอยหลังไปอย่างลนลาน
อวิ๋นซูทำเพียงปรายตามองไปยังพวกเขาอย่างเฉยเมย จากนั้นจึงรีบเดินเข้าไปยกมือขึ้นััลงบนข้อมือของชายชรา ชีพจรเช่นนี้เหมือนกับ...สีหน้าของนางอดไม่ได้ที่จะจริงจังขึ้นมา หากวินิจฉัยไม่ผิด นี่เป็อาการของโรคห่า!
อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ไตร่ตรองครู่หนึ่ง “ชุนเซียง ไปเรียกทหารให้มาแยกคนเหล่านี้ออกไป”
ชุนเซียงเห็นว่าจู่ๆ คุณหนูของตนมีท่าทางจริงจังขึ้นมา ลางสังหรณ์ไม่ดีใจในพลันเพิ่มมากขึ้น “คุณหนู เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ?”
“เื่นี้มิอาจรอช้าได้ รีบไปหาคนเร็วเข้า!” ก่อนที่จะยืนยันได้แน่ชัด หากวินิจฉัยไปอย่างไม่ระวังก็รังแต่จะทำให้เกิดความตื่นกลัวที่ไม่จำเป็ อวิ๋นซูกล่าวจบก็หันไปตรวจคนอื่นๆ อีกหลายคน
ในตอนนี้เอง หลิ่วอวิ๋นฮั่นเดินออกมาจากกระโจม
“เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อเห็นอวิ๋นซู สีหน้าของเขาพลันมืดครึ้มลง
“ตอบคุณชายสาม เมื่อครู่เชลยคนหนึ่งสลบไป คุณหนูหกกำลังช่วยเขาขอรับ!” ทหารก้มหน้ารายงาน
“หือ? สมกับเป็นังชั้นต่ำ ถึงกับมาก้าวก่ายเื่ของคุณชายอย่างข้า” หลิ่วอวิ๋นฮั่นหัวเราะเสียงเย็น ยกมุมปากขึ้นอย่างชั่วร้าย หากหลิ่วอวิ๋นซู้าช่วยคน คุณชายคนนี้ก็จะทำให้มันตายไปเสีย!
“ไป ไปลากตัวเชลยที่สลบเข้ามา! คนพวกนี้มีลูกเล่นเยอะนัก คุณชายอย่างข้าจะรักษาให้พวกมันอย่างดี!”
“ขอรับ!”
ทหารรีบเดินเข้าไป ดึงขาข้างหนึ่งของชายชราที่สลบอยู่บนพื้น อวิ๋นซูเห็นดังนั้นจึงกล่าวเสียงเย็น “หยุดมือ!”
“คุณหนูหก นี่เป็คำสั่งของคุณชายสามขอรับ!” ทหารยังคงลากต่อไป แม้จะกล่าวว่าคุณหนูหกตรงหน้าดูน่าหวาดกลัวอยู่หลายส่วน แต่ผู้ใดก็รู้นิสัยของคุณชายสามดี เขาเป็คนที่ไม่อาจล่วงเกินได้มากที่สุดในค่ายทหารแห่งนี้แล้ว
“เขาเหลือเพียงแค่ลมหายใจแล้ว ต่อให้พวกเ้ายังคิดจะสอบปากคำด้วยการทรมาน ก็ถามอะไรออกมาไม่ได้หรอก”
“หลิ่วอวิ๋นซู!” ทันใดนั้น เสียงอันยโสโอหังของหลิ่วอวิ๋นฮั่นดังขึ้น “ที่นี่เป็ค่ายทหาร! อย่าลืมฐานะของตัวเอง!” เขาปรายสายตาเย็นเยียบไปทางทหารผู้นั้น “มัวตะลึงอะไรอยู่? ยังไม่รีบลากคนเข้ามาให้ข้าอีก!”
อวิ๋นซูเก็บสีหน้า ท่าทางเงียบงันเช่นนี้ทำให้หลิ่วอวิ๋นฮั่นคิดว่านางกลัวตนเอง จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ตอนที่เข้าไปในกระโจมก็ใช้หางตามองไปที่นางแวบหนึ่งอย่างโเี้ เจตนายั่วยุอย่างรุนแรง
อวิ๋นซูทราบดี จะอย่างไรที่นี่ก็เป็สถานที่สำคัญทางการทหาร ไม่มีที่ให้สตรีมาออกคำสั่ง
เสียงแส้ฟาดดังแว่วออกมาจากในกระโจม ชายชราผู้นั้นสลบไปแล้ว แต่เพราะความเ็ปจากการถูกเฆี่ยนจึงตื่นขึ้น พริบตานั้น เสียงกรีดร้องและเสียงอ้อนวอนดังแว่วมาจากด้านในอีกครั้ง จนกระทั่งเขาไม่มีเสียงจะเปล่งออกมาแล้ว ทว่าแส้ที่โบกสะบัดกลับไม่หยุดตาม...
“คุณหนูเ้าคะ!” ชุนเซียงรีบพาคนมาอย่างรีบร้อน ทว่ากลับเห็นคุณหนูของตนมีท่าทางมืดครึ้มยิ่งขึ้น
ตอนนี้ ในหมู่เชลยศึกพลันวุ่นวายขึ้นมา มีคนสลบล้มลงไปกับพื้นอย่างต่อเนื่อง
“ชุนเซียง เ้าเฝ้าคนเหล่านี้ไว้ที่นี่ จำไว้ว่าอย่าให้ผู้ใดเข้าใกล้เด็ดขาด” เื่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการแยกตัว มิอาจรั้งรอได้อีกต่อไป
ใบหน้าของชุนเซียงปรากฏสีหน้าลำบากใจออกมา “แต่ว่าคุณหนู หากคุณชายสามออกมาจะทำอย่างไรเ้าคะ?”
“ไม่ยาก ขอเพียงข้าไม่อยู่ที่นี่ เขาก็ไม่เห็นเ้าอยู่ในสายตา จำคำของข้าให้ดี อย่าให้คนอื่นเข้าใกล้คนเหล่านี้ เข้าใจแล้วหรือไม่?”
“เช่นนั้นคุณหนู...” ชุนเซียงเห็นนางมีท่าทางแปลกๆ จึงมิอาจวางใจได้
“รอข้าอยู่ที่นี่” อวิ๋นซูราวกับมิอาจรั้งรอได้อีก เดินตรงกลับไปยังในกระโจมของตน
หากเป็โรคห่าจริงๆ เช่นนั้นก็จัดการได้ยากแล้ว! นางจำเป็ต้องรีบเตรียมการ
เป็ไปตามคาด เพิ่งจะเข้าสู่ยามดึก หลิ่วอวิ๋นฮั่นที่อยู่ในกระโจมก็เริ่มรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว
“ทหาร! ทหาร! สมควรตาย! ไปไหนกันหมด?” เขาลุกขึ้นนั่งจากเตียงด้วยความทนไม่ไหว รู้สึกเหมือนทั้งร่างถูกแผดเผา รู้สึกแสบร้อนไปทั้งตัวจนยากจะรับไหว
“คุณชายสามขอรับ?” ทหารนอกกระโจมรีบเข้ามา
“รีบไปเรียกหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้! ข้ารู้สึกไม่สบายหนักแล้ว!” หลิ่วอวิ๋นฮั่นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของตน ความรู้สึกร้อนผ่าวเช่นนี้ทำให้ความหงุดหงิดในใจของเขาเพิ่มมากขึ้นหลายส่วน
“ขอรับ! ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้!”
“รอเดี๋ยว!” หลิ่วอวิ๋นฮั่นะโหยุดเขาเอาไว้อย่างรีบร้อน “ไปรายงานท่านพ่อข้าด้วย”
ทว่าที่อยู่เหนือความคาดหมายของทุกคนก็คือ อาการป่วยนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ที่ผ่านไป เมื่อกลับมาอีกครั้งหลิ่วอวิ๋นฮั่นก็ล้มลงไปบนพื้นอย่างไม่ได้สติ
“คุณชายสาม? คุณชายสามเป็อะไรไปขอรับ?” คนที่เข้ามาก่อนก็คือหมอหลวง เขาส่งเสียงเรียกอวิ๋นฮั่นอยู่นานก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงมองไปยังทหารข้างกายอย่างร้อนรน “เร็ว! รีบประคองคุณชายสามขึ้นเตียง!”
ตอนนี้เอง ชางหรงโหวเข้ามาในกระโจมแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น?” บุรุษท่าทางเคร่งขรึมขมวดคิ้วแน่น
“ท่านโหวขอรับ จู่ๆ คุณชายสามก็เกิดป่วยกะทันหัน ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบเื่ขอรับ” ทหารที่คอยอยู่ข้างกายหลิ่วอวิ๋นฮั่นมาตลอด คุกเข่าทั้งสองลงบนพื้นพลางเหยียดตัวตรง
ชางหรงโหวเงียบไปชั่วครู่ จนกระทั่งหมอหลวงเก็บมือกลับมา “ได้ความอะไรหรือไม่?”
หมอหลวงมีสีหน้าขรึมลง ไม่กล้ากระทั่งจะมองไปทางท่านโหวที่อยู่ข้างๆ รีบหยิบเข็มเงินออกมาด้วยความกระวนกระวาย ทำการฝังเข็มให้หลิ่วอวิ๋นฮั่นไปหลายเข็ม ทว่ายังคงไม่ได้ผลแม้แต่น้อย
“ตกลงเป็อย่างไรกันแน่?” ชางหรงโหวไม่ชอบให้ผู้อื่นหลอกลวงเป็ที่สุด
หมอหลวงพลันใจนหน้าซีด “ท่านโหว...นี่ อาการป่วยของคุณชายสามแปลกประหลาดอยู่บ้างขอรับ!”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“...ท่านโหวโปรดให้เวลาข้าน้อยสักหน่อย” ใบหน้าของหมอหลวงเต็มไปด้วยเหงื่อ ท่าทางลำบากใจเช่นนั้นทำให้ท่านโหวรู้สึกขัดตาอยู่บ้าง
“้าเวลากี่วัน?”
“เจ็ด...ไม่...ไม่...สามวัน! ท่านโหวได้โปรดให้เวลาข้าน้อยสามวันด้วยขอรับ!” หมอหลวงร้อนรนจนแทบจะกัดลิ้นตนเอง
ชางหรงโหวมองใบหน้าซีดขาวของหลิ่วอวิ๋นฮั่น ใบหน้าม่วงคล้ำขึ้นมาเล็กน้อย สีหน้าไม่น่ามองยิ่งนัก
อวิ๋นซูนอนอยู่บนเตียงอย่างสงบ นางคาดเดาเื่ข้างนอกได้หลายส่วน
คนที่เทียบไม่ได้แม้แต่สัตว์เดรัจฉานอย่างหลิ่วอวิ๋นฮั่น ต่อให้ตายสักร้อยรอบพันรอบ คิ้วของนางก็จะไม่ขมวดเลยแม้แต่น้อย นางคิดถึงทารกที่น่าสงสารในวันนี้ แล้วยังมีเชลยศึกจำนวนมากที่ถูกเฆี่ยนจนตายโดยไร้ความผิด สายตาของอวิ๋นซูยิ่งเย็นเยียบ
หากในอนาคตเขาได้ขึ้นเป็แม่ทัพ นั่นมิใช่ว่าราษฎรจะอยู่ไม่ได้หรอกหรือ?
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กรรมนั้นย่อมสนองเป็แน่ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา
เช้าตรู่วันถัดมา อาการของหลิ่วอวิ๋นฮั่นยิ่งรุนแรงมากขึ้น หมอหลวงเค้นสมองพยายามอย่างเต็มความสามารถ ทว่ายังคงไม่อาจทำให้หลิ่วอวิ๋นฮั่นที่หมดสติอยู่ตื่นขึ้นมาได้
ภายในกระโจม น้ำเสียงของชุนเซียงเต็มไปด้วยความกังวล “คุณหนูเ้าคะ ดูเหมือนคุณชายสามจะป่วยหนักมาก”
“อืม” อวิ๋นซูตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เป็ดังคำที่เขาพูดกันจริงๆ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว” ในฐานะที่เป็บ่าวของจวนโหว ชุนเซียงมิอาจกล่าวคำพูดในใจออกมาได้ทั้งหมด คิดถึงเมื่อวานที่หลิ่วอวิ๋นฮั่นโเี้ไร้ปรานี นางก็ทำได้เพียงแค่คิดอยู่ในใจ
อวิ๋นซูมองชุนเซียง สองนายบ่าวเข้าใจกันโดยไม่ต้องกล่าวอะไร นางยืนขึ้นอย่างเฉยเมย เตรียมจะไปสังเกตสถานการณ์ของเหล่าเชลยศึก
เปิดม่านก้าวเดินออกไป พบว่าจี้จิ่นผ่านมาพอดี
บุรุษรูปงามเห็นท่าทางสุขุมเยือกเย็นของอวิ๋นซูจึงเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “มิใช่ว่าคุณหนูหกรู้วิชาแพทย์หรอกหรือ? เหตุใดไม่ไปดูคุณชายสาม ช่วยให้คำแนะนำเสียหน่อย?”
ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความเย้ยหยัน ทว่าความโเี้ของหลิ่วอวิ๋นฮั่นผู้นั้นเขาเองก็เห็นกับตา ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกเห็นใจอะไร เพียงแต่รู้สึกแปลกใจ แปลกใจว่าเหตุใดบุตรีอนุภรรยาผู้นี้จึงยังสงบได้อยู่เช่นนี้
อวิ๋นซูได้ยินเสียงก็เบนสายตาขึ้นมองเขา “พี่สามมีหมอหลวงที่มีคุณธรรมสูงส่งคอยดูแลอยู่แล้ว สตรีอย่างอวิ๋นซูไปก็มิกล้าเสนอแนะหรอกเ้าค่ะ!”
ริมฝีปากของจี้จิ่นยกโค้ง ใบหน้างดงามเปล่งประกายภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า ดวงตามีประกายวาบผ่าน อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูในตอนนี้กลับค้อมศีรษะเดินผ่านร่างเขาไป กระทั่งสีหน้าที่เกินความจำเป็ก็ไม่ปรากฏ
ณ เวลานี้ เหล่าหมอหลวงที่ยืนอยู่ด้านนอกของกระโจมของหลิ่วอวิ๋นฮั่นต่างมีสีหน้าไม่สู้ดี
“หมอหวาง ท่านคิดว่านี่...”
“อาการนี้เหมือนกับโรคห่า!” หมอหวางกดเสียงต่ำ เกิดความหวาดกลัวในใจ
“หากเป็โรคห่าจริงๆ ก็ยุ่งยากแล้ว!”
“ท่านหมอสือพูดได้ถูกต้อง หากเป็โรคห่าจริงๆ ศีรษะของพวกเราคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว!”
“ได้ยินว่าเมื่อวานคุณชายสามเฆี่ยนเชลยศึกตายไปไม่น้อย! เ้าว่าคนที่ร่างกายแข็งแรงคนหนึ่ง เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ติดโรคระบาดที่น่ากลัวขนาดนี้ได้?”
“ไม่ ข้าได้ยินว่า เมื่อวานในหมู่เชลยศึกมีคนหมดสติไปกะทันหันเหมือนคุณชายสามอยู่ด้วย”
ในสมองของทุกคนราวเกิดเสียงะเิดังขึ้น “ข้าเข้าใจแล้ว! เป็เชลยเ่าั้ เป็พวกเขาที่นำโรคระบาดมาติดคุณชายสาม!”
“เร็ว! พวกเราต้องรีบนำเื่นี้ไปรายงานท่านโหว!”
“มีอะไรต้องรายงานข้า?” หมอหลวงเพิ่งกล่าวจบ ชางหรงโหวก็ปรากฏตัวออกมาบริเวณไม่ไกล
ทุกคนคารวะอย่างร้อนรน “ตอบท่านโหว อาการป่วยกะทันหันของคุณชายสามนี้ พวกข้าหลายคนได้หารือกันแล้ว ต่างคิดว่าคุณชายสามติดโรคห่าขอรับ!”
“อะไรนะ?” ชางหรงโหวตกตะลึง “พวกเ้าตรวจสอบดีแล้วหรือไม่? หากกล้าพูดจาไร้สาระออกมา ท่านโหวอย่างข้าไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่!”
“ท่านโหวขอรับ เมื่อวานคุณชายสามเฆี่ยนเชลยศึกตายไปหลายคน ในหมู่คนเ่าั้มีคนที่ป่วยเหมือนคุณชายสามอยู่ด้วย จากที่ข้าน้อยทราบ คนเหล่านี้เป็ผู้ลี้ภัยจากเมืองใกล้ๆ ดังนั้นจึงอาจนำพาโรคระบาดมาขอรับ”
“ท่านโหว เื่สำคัญในตอนนี้คือ พวกเราต้องเฝ้าดูเชลยเ่าั้รวมไปถึงคุณชายสาม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายออกไป”
ใบหน้าที่เ็าในยามปกติของชางหรงโหวพลันเจือไปด้วยอารมณ์ยุ่งยาก จะอย่างไรนี่ก็เป็เืเนื้อเชื้อไขของเขา หันไปมองทางอวิ๋นซูที่เดินเข้ามา “ซูเอ๋อร์ เ้ามีความเห็นหรือไม่”
อวิ๋นซูพยักหน้าน้อยๆ ทำท่าทางเห็นด้วยกับเหล่าหมอหลวง “ท่านพ่อเ้าคะ โรคระบาดในครั้งนี้รุนแรงยิ่งนัก รีบแยกผู้ติดเชื้อเ่าั้ออกไปจึงจะดีเ้าค่ะ”
ชางหรงโหวคิดไม่ถึงว่าเื่ราวจะมาถึงขั้นนี้ได้ “สั่งลงไป รีบจับตาดูคนเ่าั้อย่างเข้มงวด”
อวิ๋นซูหยิบกระดาษที่เตรียมไว้ก่อนแล้วออกมาจากแขนเสื้อ “ท่านพ่อ ใบสั่งยานี้ลูกได้ทดสอบมาเมื่อวานแล้ว ท่านให้คนที่ัักับเหล่าเชลยและพี่สามดื่มยาตามเทียบนี้เถิดเ้าค่ะ”
