เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังลองจักรยานใหม่ตรวจดูความสูงของเบาะนั่งและความแน่นของเบรกจักรยาน พอได้ยินคำพูดของหูหย่งไฉ เธอจึงบีบเบรกมือแน่น
“เขาอยากพบฉันเพื่ออะไร?”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางปล่อยติงอ้ายเจินแน่นอนการมีอยู่ของอีกฝ่ายคือะเิที่ไม่กำหนดเวลาเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากระแวงแผนลอบกัดของติงอ้ายเจินอยู่ทั้งวี่ทั้งวัน นอกจากนี้เธอแค่พรากสามีภรรยาออกจากกันเท่านั้นตอนนี้ข้อกล่าวหาของติงอ้ายเจินน่าจะเป็ยักยอกทรัพย์สินของรัฐกระทั่งผู้อำนวยการโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามก็ถูกจับพร้อมกันเื่แบบนี้มิใช่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าปล่อยก็สามารถปล่อยได้
เซี่ยต้าจวินโดนหลิวเฟินใช้มีดฟันาเ็ตัวเซี่ยต้าจวินเองไม่ยินดีแจ้งความ สถานีจำรวจย่อมไม่สน
ทว่าสำหรับคดีของติงอ้ายเจิน ผู้เสียหายไม่ใช่เซี่ยเสี่ยวหลานแต่เป็โรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สาม
หูหย่งไฉก็ไม่รู้เช่นกันว่าจูฟ่าง้าพบเซี่ยเสี่ยวหลานเพื่ออะไร
ตรุษจีนแท้ๆ จูฟ่างผู้ที่เมื่อก่อนเหมือนกับไก่หนุ่มโอหัง กลับกลายเป็ชายหนุ่มหนวดเครารุงรังปรากฏตัวณ บ้านหู หูหย่งไฉปฏิเสธการช่วยเหลือไม่ได้เพราะความเห็นใจ แต่วันนั้นที่ ‘หลานเฟิ่งหวง’ เปิดกิจการนอกจากหยวนหงกังจากโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามไปร่วมงานยังมีหัวหน้าหยางจากหน่วยรักษาความปลอดภัยสาธารณะประจำเมืองและเลขาโหวด้วย... หูหย่งไฉก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกี่ยวข้องอะไรกับเซี่ยเสี่ยวหลานทว่าเมื่อรู้จักบุคคลสำคัญเหล่านี้ใครจะกล้าปฏิบัติต่อเซี่ยเสี่ยวหลานเป็สาวบ้านนอกดั่งเมื่อก่อนอีกเล่า
“จูฟ่างคงหมดสิ้นหนทางแล้ว ตอนนั้นที่ทำงานส่งเขาไปร่วมอบรมพอกลับมาก็ได้ยินว่าแม่เขาโดนจับ คนที่โดนจับไปด้วยยังมีผู้อำนวยการโรงงานแถมทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ชู้สาวกันอีก พ่อจูฟ่างรู้ว่าถูกภรรยานอกใจไม่เพียงแต่ไม่ยอมช่วย ยังขอหย่ากับแม่ของจูฟ่างด้วย... ฉันเห็นจูฟ่างเป็เช่นนั้นก็รู้สึกสงสารยิ่งนัก”
หูหย่งไฉอธิบายไม่กี่ประโยค
เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด ทว่ายังคงปฏิเสธการพบจูฟ่างอยู่ดี
“ฉันไม่มีทางเกลียดจูฟ่างหรอก แต่ฉันไม่ชอบคนในครอบครัวเขา และต่อให้พบกับเขาอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของเื่ราวได้ ทำไมต้องให้ความหวังจูฟ่างเล่า?”
เซี่ยเสี่ยวหลานลองวิเคราะห์ดูอีกครา ตอนทำเื่ขอใบอนุญาตประกอบการ ‘หลานเฟิ่งหวง’ เธอระมัดระวังเป็อย่างมากผู้แสดงตัวทำเื่ขอใบอนุญาตไม่ใช่เธอเองด้วยซ้ำ บนในอนุญาตก็ไม่มีชื่อของเธอบ้านจูจะรู้ได้อย่างไร? เซี่ยเสี่ยวหลานคาดเดา อาจเป็เพราะจูฟ่างซื้อเสื้อนอกตัวนั้นและหลุดปากพูดต่อหน้าคนในครอบครัว
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีความสามารถในการช่วยติงอ้ายเจินให้หลุดพ้นความผิด และจากความตั้งใจจริงเธอก็ไม่อยากช่วย!
เช่นนั้นทำไมต้องพบจูฟ่าง?
หูหย่งไฉจึงไม่มากความอีก เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าบรรยากาศน่าอึดอัดนึกถึงเื่จะซื้อเครื่องซักผ้ากับโทรทัศน์ขึ้นมาก็ถามหูหย่งไฉว่าช่วยได้หรือเปล่า
“ไว่ฮุ่ยเชวี่ยนเธอก็หาได้?”
หูหย่งไฉรู้สึกอัศจรรย์ใจ
สินค้านำเข้าซื้อได้ยาก แต่ถ้ามีไว่ฮุ่ยเชวี่ยนก็ไม่ยากเท่าไรแล้ว
ถามไถ่ขนาดของโทรทัศน์และรุ่นของเครื่องซักผ้าที่เซี่ยเสี่ยวหลาน้าจนชัดเจนหูหย่งไฉบอกว่าจะลองถามมิตรสหายดู
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยขอให้หูหย่งไฉช่วยเหลือมือเปล่าธุระซื้อจักรยานก็มอบสินน้ำใจแล้วมิเช่นนั้นจะให้หูหย่งไฉเสียเวลาโดยไม่ได้อะไรหรือ?
หูหย่งไฉกลับถึงบ้านก็ถอนหายใจกับภรรยา “เธอทายถูกแล้วคนเขาไม่ยอมพบจูฟ่างจริงๆ ด้วย”
ภรรยาหูหย่งไฉกลอกตา “สมองต้องสับสนสิถึงจะมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับจูฟ่างคุณเคยบอกว่าเสี่ยวหลานคงคบหากับคนรักที่มีกึ๋น ในเมื่อตอนแรกเธอก็ไม่สนใจจูฟ่างถ้าตอนนี้จะพบกับจูฟ่างเป็การส่วนตัว คนรักของเธอจะยินดีได้หรือ? ”
ใต้หล้าไม่มีชายใดใจกว้างขนาดนั้น
แม้แต่หูหย่งไฉก็ตาม เพียงเธอเฉียดใกล้เพื่อนร่วมงานชาย อย่างไรเขาก็ต้องร้อนรนเช่นกัน
ชายผู้มีความสามารถอาจไม่ได้จิตใจคับแคบทว่าความรู้สึกหวงแหนผู้หญิงของตนเองย่อมไม่เบาแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานสวยสดงดงามถึงเพียงนั้น จึงต้องดูแลรัดกุมสักหน่อยเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ยั่วเย้าบุรุษซี้ซั้วแต่หยุดยั้งหมู่ภมรผีเสื้อแสนบ้าคลั่งที่เข้าหาเองไม่ได้น่ะสิพอได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะซื้อเครื่องซักผ้ากับโทรทัศน์เตรียมพร้อมกระทั่งไว่ฮุ่ยเชวี่ยนและ้าซื้อสินค้านำเข้า ภรรยาของหูหย่งไฉเดาะลิ้นชื่นชมในความเหลือเชื่อ
“หูหย่งไฉ เมื่อไรคุณจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นบ้างทำให้ฉันไม่ต้องใช้น้ำเย็นซักผ้าอีกน่ะ?”
----------------------------------------
สำหรับธุรกิจขายกากน้ำมันเก็งกำไร หลังจาก ‘หลานเฟิ่งหวง’ เปิดกิจการ หลิวเฟินก็ตั้งใจว่าจะวางมือแล้ว
หลิวเฟินและหลี่เฟิ่งเหมยรับผิดชอบดูแลร้านทุกวัน การปันผลของสองบ้านได้เท่าไรนั้นยังไม่ทราบแต่สองคนนี้รวมเซี่ยเสี่ยวหลานต่างได้รับเงินเดือน 200 หยวนต่อเดือน ในปี 84 นี่คือเงินเดือนที่สูงซึ่งหาได้ยากยิ่งทว่าที่เซี่ยเสี่ยวหลานยืนยันจะจ่ายเงินเดือน ก็เพราะ้าให้หลี่เฟิ่งเหมยกับหลิวเฟินแบ่งแยกบัญชีครอบครัวและบัญชีส่วนตัวออกจากกันอย่างเป็สัดส่วนหากเซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวหย่ง้าทำธุรกิจอะไรสักอย่างทั้งสองบ้านย่อมควักสินทรัพย์มาสนับสนุนมิใช่หรือ?
เกิดเธอและหลิวหย่งนำเงินปันผลไป และไม่เห็นเงินคืนกลับมาชั่วคราวหลิวเฟินและหลี่เฟิ่งเหมยคงต้องหักค่าใช้จ่ายประจำวันของพวกเธอออกเพื่อนำมาสนับสนุนทั้งสองคน
การจ่ายเงินเดือนทุกเดือนเป็การรับประกันต่องานของพวกเธอและให้เงินส่วนตัวแก่ทั้งสองคนด้วย
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สนใจว่าทุกเดือนจะได้เงิน 200 หยวนนั่นหรือไม่ แต่เพื่อทำให้หลี่เฟิ่งเหมยและหลิวเฟินเปลี่ยนแปลงแิเธอจึงรับเงินเดือนในฐานะ ‘ผู้จัดซื้อ’ เสียดีกว่า พอเธอไม่มีส่วนร่วมกับการนำเข้าสินค้าและบริหารในร้านแล้ว จะหยุดรับเงินเดือนย่อมเป็เื่ธรรมดา
แม้หลี่เฟิ่งเหมยคิดว่าตนเองรับเงินเดือน 200 หยวนนั้นมากเกินสมควร แต่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่เซี่ยเสี่ยวหลานยอมรับเงินเดือนด้วยเช่นนี้ “แบบนี้ดีทีเดียวร้านทั้งร้านปล่อยให้พวกหลานสองแม่ลูกยุ่งวุ่นวายจนไม่ได้หยุดพัก แต่บ้านป้ามีแค่ป้าคนเดียวที่ช่วยได้หากหลานไม่รับเงินเดือน ป้าก็ไม่สบายใจเหมือนกัน”
ดั่งคำกล่าวที่ว่า เื่เงินทองต้องชัดเจนแม้ระหว่างพี่น้องสองฝ่ายไม่เอาเปรียบกัน ธุรกิจที่ร่วมหุ้นถึงจะสามารถดำเนินได้ยืนยาว
เท่ากับว่าหลิวเฟินถูกจัดไว้ในร้านเสื้อผ้าเป็ไปไม่ได้ที่จะไปทำธุรกิจกากน้ำมันต่อ กลับหมู่บ้านชีจิ่งหนนี้ที่ดินปลูกสร้างบ้านและไร่นาของสองแม่ลูกก็แบ่งสรรมาถึงมือเซี่ยเสี่ยวหลานจึงส่งมอบธุรกิจกากน้ำมันนี้แก่เฉินวั่งต๋าเสียเลย
เฉินวั่งต๋าไม่มีทางไปทำธุรกิจนี้แน่นอน ทว่าเขามีบุตรชายหญิงจะมอบธุรกิจนี้แก่ลูกคนไหนย่อมได้ทั้งนั้น
ปลาชิงอะไรนั่นเป็เพียงของสัมมนาคุณการตอบแทนที่แท้จริงก็คือธุรกิจกากน้ำมันเซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวเฟินทำจนคล่องแคล่วชำนาญแล้ว และ้าส่งต่อช่องทางโรงงานกากน้ำมันในซางตูนี้ออกไปธุรกิจที่หนึ่งเดือนทำเงินสามสี่ร้อยหยวนอย่างมั่นคงและไม่มีความเสี่ยงมากมายเช่นนี้บ้านเฉินไม่มีทางเมินเฉยแน่นอน
ขอเพียงมีจักรยานหนึ่งคันก็เริ่มงานได้ งานเหนื่อยสักหน่อยจะกลัวอะไรคนชนบทไม่ขาดแคลนกำลังกายอยู่แล้ว ทำไร่ไถนาลำบากกว่านี้ หนึ่งปีผ่านไปยังหาเงินจากการขุดดินได้ไม่ถึงหลายพันหยวนด้วยซ้ำส่วนธุรกิจกากน้ำมันจะสามารถทำได้ยืนยาวขนาดไหนบ้านเฉินสามารถทำเงินได้มากเหมือนเซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวเฟินหรือไม่ก็ต้องดูว่าเฉินวั่งต๋าส่งต่อธุรกิจให้ลูกคนไหนความสามารถระหว่างแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนไม่เหมาะกับการทำธุรกิจเส้นทางทำเงินดีเท่าไรก็ถูกทำให้พังพินาศได้!
ก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานจะไปหยางเฉิงเธอส่งโทรเลขให้ทั้งไป๋เจินจูและเฉินซีเหลียง
เมื่อไม่พ้นวันที่สิบห้าเดือนเจิงก็ไม่ถือว่าฉลองตรุษจีนสิ้นสุดถ้าเธอไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อาจไม่เจอทั้งสองคนนี้ โดยเฉพาะเฉินซีเหลียงต้นเดือนเจิงเขาน่าจะยังไม่ค้าส่งเครื่องแต่งกายฤดูใบไม้ผลิ...เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รับเสื้อผ้าฤดูหนาวอยู่แล้ว เธอ้าจะเป็ผู้จำหน่ายเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิแบบใหม่คนแรกของซางตู
พอร้านเสื้อผ้าเปิดทำการ เซี่ยเสี่ยวหลานพบว่าบนอาคารมีความเคลื่อนไหว
พนักงานของโรงงานฝ้ายที่สามซึ่งได้รับบ้านเ่าั้เริ่มย้ายบ้านเข้ามาบนอาคารแล้วติงอ้ายเจินและผู้อำนวยการโรงงานคนเดิมโดนจับกุม โควตาสองจำนวนที่ติงอ้ายเจินได้รับก่อนหน้านี้ไม่นับรวมหนึ่งโควตาในนั้นจึงถูกจัดสรรให้เหล่าเจิ้ง
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นลูกชายพิการคนนั้นของเหล่าเจิ้ง
เธอไม่รู้ว่าเดิมทีชายหนุ่มคนนี้มีลักษณะเช่นไรอย่างไรเสียตอนนี้แขนเสื้อหนึ่งข้างก็ว่างเปล่า ดูแล้วราวกับิญญาเร่ร่อน
ชายหนุ่มผู้นี้ยังยอมรับความจริงว่าตนเองได้กลายเป็คนพิการไปแล้วไม่ไหวแม้ยืนอยู่หน้าบ้านซึ่งได้มาอย่างลำบากยากเย็น ใบหน้าของเขากลับไร้ซึ่งความยินดีเหล่าเจิ้งติดต่อกับหลิวหย่งเท่านั้น ไม่รู้จักเซี่ยเสี่ยวหลานโดยสิ้นเชิงสองพ่อลูกและเธอแค่เฉียดไหล่ผ่านไป [1] เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินเหล่าเจิ้งพูดกับลูกชาย “มีบ้านก็ดีแล้ว อาบอกว่าจะแนะนำคู่หมายให้ลูก ชีวิตภายภาคหน้าจะราบรื่น...”
ชีวิตจะราบรื่นหรือไม่?
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้
ความพิการคือผลกระทบอันหนักหนาแน่นอนแต่มีคนพิการบางคนเก่งกาจกว่าคนสมประกอบเสียอีก ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเ้าตัวจะใช้ชีวิตอย่างไร
และถึงแม้เหล่าเจิ้งมีชีวิตดีขึ้นเช่นนี้ แต่เธอก็ไม่้าพบจูฟ่างอยู่ดีไม่ว่าติงอ้ายเจินจะถูกตัดสินจำคุกกี่ปี เซี่ยเสี่ยวหลานจะปรบมือเฉลิมฉลองเท่านั้น!
เชิงอรรถ
[1]擦肩而过 เฉียดไหล่ผ่านไป หมายถึงเกือบได้พบกันแต่คลาดกันไปหรือพลาดโอกาสบางอย่าง
