หลิวอวิ๋นชูหันกลับไปมอง เขาเกือบจะถูกเฟิ่งสือจิ่นดึงจนตกจากหลังม้าจึงเตรียมจะยกเท้าถีบนางโดยสัญชาตญาณทว่าเฟิ่งสือจิ่นกลับเงยหน้าแล้วพูดขึ้นเสียก่อน “ถีบสิ! ถ้าแน่จริงก็ถีบข้าเลย! ถีบให้ข้าตกลงไปตายเลยยิ่งดี!”
คำพูดของเฟิ่งสือจิ่นเด็ดเดี่ยวและรุนแรงไม่น้อยแม้หลิวอวิ๋นชูจะขาดสติเพราะฤทธิ์สุรา แต่ก็ไม่อาจแข็งใจถีบนางได้อยู่ดีเขาดึงบังเหียนม้าเพื่อลดความเร็วลง ด้วยเกรงว่าเฟิ่งสือจิ่นจะตกลงไปนั่นเองแต่ในขณะเดียวกัน เขาก็หันไปมองเขม่นเฟิ่งสือจิ่น “ปล่อยมือ!”
เฟิ่งสือจิ่นไม่ตอบ นางฉวยโอกาสนี้ ปีนป่ายขึ้นไปตามท่อนขาของหลิวอวิ๋นชูและขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังม้าจนได้ หลิวอวิ๋นชูเห็นดังนั้นก็ทั้งโมโหทั้งใ“ลงไปเดี๋ยวนี้!”
เฟิ่งสือจิ่นยื่นมือเข้ามากอดหลิวอวิ๋นชูจากด้านหลังและหวังจะควบคุมบังเหียนม้าแทนเขา แต่หลิวอวิ๋นชูที่มีไหวพริบกลับรู้ทันนางเสียก่อนไม่ว่าเป็ตายอย่างไรเขาก็ไม่ยอมยกบังเหียนม้าให้นาง แถมยังเหวี่ยงแส้ฟาดให้ม้าวิ่งพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดเฟิ่งสือจิ่นก็ล้มเหลวม้ายังคงมุ่งหน้าไปในทิศทางที่หลิวอวิ๋นชู้า เฟิ่งสือจิ่นพูดขึ้น“เ้ากำลังจะไปทำอะไร?”
หลิวอวิ๋นชูตอบอย่างเปิดเผย “ไปฆ่าซูเหลียนหรู”
“จากนั้นล่ะ?”
หลิวอวิ๋นชูไม่ตอบ
เฟิ่งสือจิ่นร้องะโ “ข้าถามว่า หลังจากนั้นล่ะ? เ้าฆ่านางจากนั้นก็ปล่อยให้คนในตระกูลของเ้าตายไปพร้อมกับนางหรือ? ต่อให้ไม่พูดถึงผลที่จะตามมาพูดแค่เื่ในตอนนี้ แล้วเ้าจะฆ่านางอย่างไร? เ้าคงไม่ได้คิดจะฆ่านางด้วยกริชที่เ้าให้ข้าดูเมื่อครู่หรอกใช่ไหม?”
“ข้าจะทำอย่างไรมันก็เป็เื่ของข้า ไม่เกี่ยวข้องกับเ้าเลยสักนิดเดิมที ข้าไม่อยากดึงเ้าเข้ามาข้องเกี่ยวกับเื่นี้แต่ถ้าเ้าดึงดันว่าจะไปกับข้า ไม่แน่ เ้าอาจต้องเดือดร้อนไปด้วยก็ได้ ไป!”
เมืองอันแสนยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ในราตรี แม้จะเป็ยามวิกาลเมืองแห่งนี้ก็ยังโดดเด่นและหรูหราไม่น้อยไปกว่าตอนกลางวันเลยแสงไฟส่องสว่างอยู่บนอาคารสูงเป็ดั่งดวงดาวบนนภากว้างที่อยู่ใกล้จนสามารถเอื้อมเด็ดได้ด้วยมือเปล่า
หลังขี่ม้าเลี้ยวไปตามเส้นทางน้อยใหญ่ข้ามผ่านบ้านเรือนไปหลังแล้วหลังเล่า ในที่สุดวังหลวงอันแสนยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเงาขนาดใหญ่ของเมืองหลวงทาบทับลงมา ดูเหมือนอยู่ใกล้ แต่แท้จริงแล้วแม้จะขี่ม้าอยู่นานก็ยังไปไม่ถึงเสียที
เฟิ่งสือจิ่นเริ่มร้อนรนมากขึ้นเรื่อยๆหลิวอวิ๋นชูคิดจะบุกเข้าไปในวังหลวงอย่างวู่วามเช่นนี้จริงๆ หรือ หากทำเช่นนั้นนอกจากจะทำในสิ่งที่เขาอยากทำไม่สำเร็จแล้ว อาจยังต้องเสียหายกลับมาด้วยซ้ำนางพูดขึ้น “ซูเหลียนหรูทำอะไรกันแน่ ทำไมเ้าถึงอยากจะฆ่านางเสียเดี๋ยวนี้เลย!หยุดเดี๋ยวนี้ กลับตัวตอนนี้ยังทัน ข้าจะบอกอะไรให้หากเ้าหุนหันเข้าไปในวังหลวงอย่างวู่วามเช่นนี้ เ้าไม่มีทางทำสำเร็จแน่เ้าเคยคิดถึงผลที่จะตามมาบ้างหรือไม่!”
ลำพังเพียงองครักษ์ที่ยืนป้องกันอยู่หน้าเมืองหลวงซึ่งเป็แค่ด่านแรกก็ยากจะผ่านพ้นไปได้แล้ว
หลิวอวิ๋นชูเบิกตากว้าง พลันความแค้นในใจก็ะเิขึ้นมาอีกครั้งเขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “อย่างไรคืนนี้นางก็ต้องตาย” ชาตินี้เขายังไม่เคยเกลียดใครขนาดนี้มาก่อน เกลียดจนอยากให้คนคนนั้นไปตายซูเหลียนหรูเป็คนแรกที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้
เพราะนาง ชีวิตของเจี่ยนซืออินจึงถูกทำลาย ชีวิตของเขาก็เช่นกัน
ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าวังหลวงยืนอยู่หน้าประตูวังอย่างเป็ระเบียบประตูวังเบื้องหน้ามีการคุ้มกันที่แ่าเป็อย่างมาก ทุกคนที่จะเข้าออกประตูวังต้องถูกสอบถามและตรวจตราอย่างเข้มงวดแถมยังมีกลุ่มทหารเดินลาดตระเวนผ่านมาเป็ระยะ หากพบบุคคลที่น่าสงสัยทหารเหล่านี้ก็พร้อมจะชักดาบออกมากำราบอย่างไม่คิดออมมือทุกเมื่อ
หลิวอวิ๋นชูขี่ม้าเข้ามาด้วยความเร็วสูง คนสองคนบนหลังม้ายังคงทะเลาะถกเถียงกันไม่หยุดพวกเขากำลังแย่งอำนาจในการควบคุมม้ากันอยู่นั่นเอง และแล้วคนทั้งสองก็เคลื่อนเข้ามาในรัศมีสายตาของทหารหน้าวังหลวงในสภาพเช่นนี้
ทหารรีบวิ่งมาขวางทางทันที พวกเขาดึงกระบี่และหอกออกมาจากนั้นก็ยืนเรียงเป็แถวหน้ากระดาน ขวางทางเบื้องหน้าเอาไว้ดวงไฟที่มีแสงริบหรี่ถูกจุดจนสว่างไสวเสียงเสียดสีระหว่างโลหะที่ทั้งแสบแก้วหูและน่าขนลุกดังขึ้นทหารที่ยืนนำอยู่ด้านหน้าสุดร้องคำรามด้วยเสียงหนักแน่นดุดัน “ผู้มาเยือนคือใคร?”
ทีนี้ แม้ทั้งสองนึกอยากถอยหนี ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
เฟิ่งสือจิ่นดึงแขนของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาลงจากม้านางกำลังคิดว่าหากพวกเขาเปลี่ยนทิศทาง แล้วควบม้าวิ่งออกไปอย่างสุดชีวิตเอาตอนนี้จะจบเื่นี้ลงได้หรือไม่
แต่เห็นได้ชัดว่าหลิวอวิ๋นชูไม่คิดจะหยุดเพียงเท่านี้เขาหันมาพูดกับเฟิ่งสือจิ่นด้วยอาการมึนเมา “เ้ากลับไปเสียเถอะข้าจะเข้าไปคนเดียว หลังผ่านคืนนี้ไป ไม่ว่าข้าจะเป็หรือตายก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเ้าทั้งนั้น”
เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะด้วยเสียงเย็นะเื “ด้วยสภาพของเ้าในตอนนี้ยังคิดอยากจะเข้าไปอีกหรือ? ยอมรับมาเถอะว่าเ้ามันขี้ขลาดไม่เช่นนั้นก็คงไม่ดื่มสุราตั้งเยอะเพื่อเรียกความกล้าหรอก ต่อให้เข้าไปในวังหลวงได้แต่วังหลวงกว้างใหญ่ขนาดนั้น เ้ารู้หรือว่าต้องเดินไปทางไหน เ้ารู้หรือไม่ว่าซูเหลียนหรูอยู่ในตำหนักไหนเ้ารู้หรือไม่ว่านางอยู่ห้องไหนของตำหนัก รู้หรือว่าในวังมีองครักษ์มากมายขนาดไหน?”
หลิวอวิ๋นชูนิ่งเงียบ “ไม่เป็ไร ราตรีนี้ยังอีกยาวนาน ข้าค่อยๆ ตามหาต้องหาเจอแน่”
“เ้าไม่รู้อะไรเลย แต่ยังเพ้อฝันว่าจะฆ่านางอีกหรือ?” เฟิ่งสือจิ่นแสยะยิ้มอย่างหยามิ่ “ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการยื่นคอไปให้คนอื่นฟันพอเสียทีเถอะ กลับตัวตอนนี้ยังทัน”
ทหารเ่าั้เห็นคนทั้งสองเอาแต่พูดซุบซิบ แต่ไม่ยอมตอบคำถามของพวกเขาจึงยิ่งรู้สึกว่าคนเบื้องหน้าน่าสงสัยมากขึ้นไปใหญ่ ทหารคำรามก้อง “ตอบคำถามมา! มิเช่นนั้น ข้าจะถือว่าพวกเ้าบุกรุกวังหลวงโดยพลการโทษคือปะาสถานเดียว!” ทหารคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็กรูเข้าไปล้อมทั้งสองเอาไว้อย่างรู้หน้าที่ปิดเส้นทางหลบหนีอย่างสิ้นเชิง
หลิวอวิ๋นชูกดมือของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้เป็เชิงให้นางนั่งรออยู่บนม้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ส่วนตนกลับะโลงจากหลังม้าแต่เพราะยังเมาอยู่จึงเซเล็กน้อย จำต้องใช้ม้าเป็ตัวประคองจึงจะยืนตั้งหลักได้
หลิวอวิ๋นชูเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของหัวหน้าทหารจากนั้นก็ชี้ไปยังเฟิ่งสือจิ่นด้วยอาการมึนเมา“คนที่จะเข้าไปในวังหลวงคือข้าต่างหาก นางไม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้ปล่อยนางกลับไป” พูดจบก็หยิบตราคำสั่งออกมา แล้วยื่นมันไปเบื้องหน้าของทหารคนนั้นหัวหน้าทหารไม่ใช่คนโง่ เขารู้แล้วว่าหลิวอวิ๋นชูคือคนของจวนท่านโหวอันกั๋วหลิวอวิ๋นชูพูดต่อ “รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร ข้าคือท่านชายแห่งแคว้นจิ้น! ถอยไป ข้าจะเข้าวังตอนนี้ เพื่อ...”
หัวหน้าทหารไม่ตอบ เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้น “เขาดื่มจนเมาแล้วไม่มีสติ เลยออกมาอาละวาดแบบนี้ ท่านแม่ทัพ ช่วยแบกเขาขึ้นมาบนม้าหน่อยได้หรือไม่ข้าจะได้พาเขากลับไป?”
หลิวอวิ๋นชูหันไปบอกกับเฟิ่งสือจิ่น “ผู้ชายกำลังพูดกันอยู่ไม่ใช่เื่ที่สตรีอย่างเ้าจะมาพูดแทรก!”
เฟิ่งสือจิ่นโมโหขึ้นมาจนได้ นางะโลงมาจากหลังม้าแล้วมุ่งตรงเข้าไปหาหลิวอวิ๋นชู “หลิวอวิ๋นชู กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ท่านแม่ของเ้าเรียกให้เ้ากลับไปอาบน้ำเข้านอนแล้ว!”
“อย่าเข้ามา!”หลิวอวิ๋นชูหันไปชี้นิ้วสั่งองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู “ทหาร ขวางนางเอาไว้! นางตามตอแยท่านชายแห่งแคว้นไม่เลิกจับนางโยนออกไป ข้าไม่อยากเห็นหน้านางอีกแม้แต่วินาทีเดียว!”
เมื่อรู้ฐานะของหลิวอวิ๋นชู ทหารทั้งหลายย่อมไม่กล้าเสียมารยาทกับเขาเป็ธรรมดาแม้ทหารเหล่านี้จะไม่ได้ทำตามคำสั่งของหลิวอวิ๋นชูไปเสียทุกอย่างแต่เื่เล็กน้อยเช่นการขวางเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ก็ไม่ใช่เื่ยากอะไร เหตุนี้เฟิ่งสือจิ่นจึงถูกรั้งเอาไว้ในจุดที่ห่างจากหลิวอวิ๋นชูไม่ถึงสามเมตร
หัวหน้าทหารพูดขึ้น “สตรีคนนี้ตามรังควานท่านชายหลิว จับนางไปขังคุก!”
“รอก่อน!” หลิวอวิ๋นชูพูดขึ้น“แค่ไล่นางไปให้พ้นก็พอ... สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ... ฮะแฮ่มข้าจะเข้าวัง” เขาขโมยตราคำสั่งที่บิดาของเขา ท่านโหวอันกั๋วใช้ผ่านเข้าไปประชุมที่ท้องพระโรงเป็ประจำทุกเช้าเมื่อมีตราคำสั่งนี้อยู่ เขาย่อมเข้าวังหลวงได้ไม่ยาก
หัวหน้าทหารไม่ได้ขัดขวางอะไร เพียงถามขึ้น“ไม่ทราบว่าท่านชายหลิวเข้าวังในยามวิกาลเช่นนี้ มีหนังสืออนุญาตจากฝ่าาหรือไม่?”พวกเขาไม่ได้ยินมาก่อนว่าฮ่องเต้เรียกพบหลิวอวิ๋นชูในเวลานี้
หลิวอวิ๋นชูพูด “ข้ามีตราคำสั่ง อยากเข้าอยากออกเมื่อใดก็ย่อมได้พวกเ้ากล้าขวางข้าหรือ?”
“ท่านชายอยากเข้าวัง พวกเราไม่กล้าขัดขวาง แต่วังหลวงมีกฎว่า ไม่ว่าผู้ใด หรือมีตำแหน่งใดก็ตามหากอยากเข้าวังหลังเวลาหนึ่งทุ่ม ต้องถูกค้นตัวเสียก่อนหากพกอาวุธหรือของมีคมมาด้วยต้องมอบของมีคมให้องครักษ์หลวงเก็บรักษาเป็การชั่วคราว ท่านชาย เชิญทางนี้พวกเราต้องตรวจค้นร่างกายของท่านชายเสียก่อน จึงจะปล่อยให้ท่านผ่านเข้าวังได้”
