“เฟิ่งสือจิ่นเ้าเล่ห์นัก แม้หลิวอวิ๋นชูจะเป็พวกเดียวกับนางก็จริง แต่หลิวอวิ๋นชูก็เป็เหมือนเจี่ยนซืออิน ดูเหมือนเก่งกล้าแต่แท้จริงแล้วก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี เมื่อเป็เช่นนี้ พวกเรา...” เฟิ่งสือจาวหยุดลงเพียงเท่านั้น
ซูเหลียนหรูกระจ่างแจ้งในทันที นางพูดขึ้น “วันนั้น เฟิ่งสือจิ่นสู้ตายเพื่อหลิวอวิ๋นชูขนาดนั้น งั้นพวกเรามาเริ่มจัดการกับหลิวอวิ๋นชูก่อนดีกว่า ค่อยๆ จัดการพวกมันทีละคนๆ” ซูเหลียนหรูหรี่ตาลง “ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าเกิดเื่กับหลิวอวิ๋นชู เฟิ่งสือจิ่นจะทำอย่างไร สือจาว เ้ามีแผนดีๆ หรือไม่?”
ส่วนตัวแล้ว เฟิ่งสือจาวเกลียดหลิวอวิ๋นชูไม่น้อยไปกว่าเฟิ่งสือจิ่นเลย เพราะนอกจากครั้งก่อนเขาจะด่าว่านางอย่างไม่ไว้หน้ากันแล้ว ยังร่วมมือกับเฟิ่งสือจิ่น ต่อต้านพวกนางเสมอมา ทุกคนที่ทำดีกับเฟิ่งสือจิ่นล้วนเป็ศัตรูของเฟิ่งสือจาวทั้งนั้น นางมีองค์หญิงเจ็ดคอยหนุนหลัง ต่อให้หลิวอวิ๋นชูจะเป็ลูกชายของท่านโหวอันกั๋ว นางก็กล้าลงมือกับเขาโดยไม่เกรงกลัวอยู่ดี
เหตุนี้ เฟิ่งสือจาวจึงบอกข่าวที่ตนรู้มาแก่ซูเหลียนหรู “องค์หญิงยังจำเื่ในงานประกวดยอดบุปผาที่ริมแม่น้ำฉินฉู่ได้หรือไม่?”
ซูเหลียนหรูกัดฟันกรอด “ต่อให้ตายเป็ผีข้าก็จำไม่ลืมหรอก!”
เฟิ่งสือจาวพูดต่อ “คืนนั้น หลังเลิกงาน หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นก็ดื่มจนเมาไม่ได้สติกันทั้งคู่ หากไม่ใช่เพราะองค์ชายสองเข้ามาช่วย สองคนนั้นคงแย่ไปแล้ว”
ซูเหลียนหรูชะงักนิ่ง “เหตุใดถึงพูดเช่นนี้?”
เฟิ่งสือจาวพูดอย่างมั่นใจ “ข้าหาเ้าของเรือปริศนา ที่พยายามพายเข้าไปใกล้เรือของเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูในคืนนั้นเจอแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะสนใจในตัวหลิวอวิ๋นชูไม่น้อย...”
อีกด้านของสวน อี๋ซวงที่กำลังแหวกใบไม้อยู่ ค่อยๆ ลดมือลงอย่างเงียบงัน เขาจับมือพระสนมอวี๋ แล้วพานางเดินกลับออกไปจากสวนอย่างลับๆ ระหว่างทาง ทั้งสองไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว ในสถานการณ์เช่นนี้ หากถูกพบเข้าละก็ ด้วยนิสัยขององค์หญิงเจ็ด นางต้องไม่ยอมให้พวกเขาอยู่กันอย่างเป็สุขแน่
เห็นได้ชัดว่าพระสนมอวี๋รู้สึกใไม่น้อย ระหว่างทางกลับนางก็เอาแต่เหม่อลอย ดูเหมือนว่านางยังตั้งสติไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อหลุดออกจากภวังค์ก็พบว่าอี๋ซวงพานางกลับมาถึงตำหนักจาวหยวนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อก้าวเข้าไปในห้องบรรทม อี๋ซวงก็จับไหล่ของพระสนมอวี๋เอาไว้ทั้งสองข้าง “พระสนม ลืมเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปเสีย ทำเหมือนไม่เคยได้ยินอะไรทั้งนั้น”
พระสนมอวี๋ยังตื่นตระหนกและกังวลใจไม่หาย “แต่ความจริงในตอนนี้ก็คือ ข้าได้ยิน และเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตาของตัวเอง แล้วแบบนี้ จะให้ข้าทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร?”
อี๋ซวงเม้มปาก “อย่าหาเื่ใส่ตัวเลยจะดีกว่า ที่ผ่านมา เพราะพระสนมไม่เคยสนใจเื่ต่างๆ ในวังหลวง เราจึงอยู่อย่างสงบสุขและปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ได้ เราไม่ควรสร้างศัตรูเพิ่ม ไม่เช่นนั้นชีวิตในวังต้องลำบากแน่”
พระสนมอวี๋แย้ง “แต่ท่านสือจิ่นเป็คนดี...”
“เมื่อเป็เช่นนี้ ขอให้ความดีเ่าั้ช่วยให้นางรอดพ้นจากเคราะห์ภัยในครั้งนี้ก็แล้วกัน” อี๋ซวงใจเย็นและรอบคอบเสมอ “อีกอย่าง นางเคยช่วยพวกเราก็จริง แต่เราก็ช่วยนางคืนแล้ว นางเองก็ยังบอกเลยว่าั้แ่นี้เป็ต้นไป พวกเราไม่ติดค้างกันอีก”
“แม้จะพูดแบบนั้น แต่ถ้ามีทางที่พอจะช่วยนางได้ เราจะนิ่งดูดายได้อย่างไร?” พระสนมอวี๋พูดต่อ “ซวงเอ๋อร์ เ้าเองก็ได้ยินแล้วนี่ พวกนางไม่ได้คิดจะทำร้ายแค่ท่านสือจิ่นเท่านั้น แต่ยังคิดจะทำร้ายท่านชายหลิวด้วย ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ปล่อยให้พวกเขาเป็อันตรายต่อหน้าต่อตาไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยก็ควรเตือนพวกเขาเสียหน่อย” นางแสดงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวออกมาอย่างยากจะพบเห็น พระสนมอวี๋จับแขนของอี๋ซวงเอาไว้ทั้งสองข้าง “ซวงเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าการหาเื่ใส่ตัวไม่ใช่เื่ดี แต่เราแค่หาวิธีให้เ้าออกไปส่งข่าวแก่ท่านสือจิ่นที่นอกวังอย่างลับๆ ก็พอ แบบนี้องค์หญิงเจ็ดต้องไม่รู้แน่ พวกเราก็จะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเช่นกัน เราแค่ไปส่งข่าวเท่านั้น พยายามทำดีกับคนให้มาก ในอนาคต หากเกิดเื่อะไรขึ้นมาจริงๆ พวกเราจะได้มีหลักประกันเพิ่มขึ้นบ้าง...”
แม้อี๋ซวงจะดูแลและปกป้องพระสนมอวี๋ได้อย่างดีมาโดยตลอด แต่เขารู้ดีว่าพระสนมอวี๋พูดถูก เขาไม่ได้สนิทสนมหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเฟิ่งสือจิ่น แต่อย่างน้อยก็ถือเป็คนเคยรู้จักกัน เขารู้ว่าเฟิ่งสือจิ่นไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร หากช่วยเหลือนางในตอนนี้ ไม่แน่ ในอนาคตพวกเขาอาจจะมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นบ้างก็ได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น ในที่สุดอี๋ซวงก็พยักหน้าเบาๆ เขาพูดกระซิบ “ได้... ข้าจะทำตามที่เ้าบอก ่นี้ ข้าจะหาโอกาสออกจากวังหลวงอย่างลับๆ และนำข่าวไปบอกเฟิ่งสือจิ่นเอง แต่พวกเรามีหน้าที่แค่ส่งข่าวเท่านั้น ไม่ว่านางจะทำอย่างไรต่อไป นั่นเป็เื่ของนาง ไม่เกี่ยวกับพวกเราอีก”
พระสนมอวี๋พยักหน้าพลางพูดอย่างดีใจ “ซวงเอ๋อร์ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าต้องตกลงแน่ ขอบคุณเ้ามาก”
หากไม่ใช่เพราะหลิวอวิ๋นชูพูดเตือน เฟิ่งสือจิ่นคงลืมไปเสียสนิทว่าใกล้จะถึงเทศกาลตวนอู่แล้ว ในทุกๆ ปี นางกับอาจารย์มักจะฉลองเทศกาลด้วยกันเสมอ ปีนี้ก็เหมือนกัน วันนี้ นางตั้งใจกลับบ้านผ่านถนนสายหลัก ที่นี่มีบรรยากาศครึกครื้นเป็อย่างมาก เฟิ่งสือจิ่นเดินเที่ยวอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าสองข้างทางมีชาวบ้านนำพืชผักผลไม้มาตั้งขายเป็จำนวนมาก แน่นอน สิ่งที่มีขายมากที่สุดใน่นี้ก็คือใบไผ่สำหรับห่อบ๊ะจ่างนั่นเอง
เฟิ่งสือจิ่นเลือกใบไผ่ที่ทั้งกลมทั้งกว้างมาหนึ่งตะกร้าเต็มๆ หลังจ่ายเงินเสร็จก็อุ้มของกลับไปที่บ้านทันที นางห่อบ๊ะจ่างเป็ ระหว่างทางกลับ นางคิดไปตลอดทางว่าควรจะห่อบ๊ะจ่างไส้อะไรดี
คิดไม่ถึงว่ายังไม่ถึงจวนราชครู เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าจวินเชียนจี้เองก็ออกมาข้างนอกเช่นกัน และเขาก็กำลังเดินมาทางนี้พอดี แสงตะวันส่องผ่านอาคารบ้านเรือนตามสองข้างทาง แล้วส่องลงบนร่างกายของเขาอย่างงดงาม แม้แสงนั้นจะแลดูอบอุ่นเพียงใด แต่ท่าทางของจวินเชียนจี้ก็ยังเ็าและห่างเหินเกินกว่าจะเข้าใกล้ได้อยู่ดี ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนาง แววตาที่เคยเย็นะเืราวกับูเาน้ำแข็งก็เปลี่ยนมาอบอุ่นและอ่อนโยน แสงจากภายนอกส่องให้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาเปล่งประกายน่ามองเหลือเกิน
เฟิ่งสือจิ่นวิ่งเหยาะๆ เข้าไปใกล้ นางแหงนหน้ามองเขาพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “เย็นขนาดนี้แล้ว อาจารย์ยังมีธุระที่ต้องออกไปทำอีกหรือ?”
จวินเชียนจี้หันไปมองดวงตะวันสีแดงที่คล้อยอยู่ริมขอบฟ้าด้วยท่าทางนิ่งเรียบคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไม่มีธุระอะไร แค่ออกมาเดินเล่นเท่านั้น ทำไมเ้าถึงกลับบ้านช้าเช่นนี้?” เขาถามอย่างราบเรียบ
เฟิ่งสือจิ่นหรี่ตาลง “อ้อ งั้นหรือ” นางลูบใบไผ่ในตะกร้าเบาๆ ก่อนจะพูดอย่างยิ้มแย้ม “ระหว่างกลับมาจากวิทยาลัยหลวง ข้าเดินผ่านมาทางนี้พอดี เลยมาเดินเที่ยว และซื้อใบไผ่ติดมือมาด้วย เลยกลับช้ากว่าปกติเช่นนี้ อาจารย์ ท่านคงไม่ได้คิดว่าศิษย์ถูกใครจับตัวไปรังแกเหมือนครั้งก่อน แล้วเป็ห่วงก็เลยออกมาตามหาศิษย์หรอกใช่ไหม?”
แม้จะถูกเปิดโปงความในใจ แต่จวินเชียนจี้ก็ไม่มีท่าทีเขินอายหรือทำตัวไม่ถูกเลยสักนิด “ดูเหมือนเ้าจะดีใจไม่น้อยที่ทำให้ข้าเป็ห่วง”
“ศิษย์มิกล้า แต่อาจารย์ อย่ากังวลไปเลย ในวิทยาลัยหลวง นอกจากองค์หญิงเจ็ดก็ไม่มีใครกล้ารังแกข้าอีกแล้ว แต่ตอนนี้ องค์หญิงเจ็ดคงกำลังพักฟื้นอยู่กระมัง นางไม่มาวิทยาลัยหลวงตั้งหลายวันแล้ว”
ทั้งสองเดินเคียงกันเข้าไปในตรอกเล็ก
จวินเชียนจี้พูดย้ำ “แม้จะเป็เช่นนั้นก็ห้ามประมาทเด็ดขาด ข้าไม่อยากให้เื่เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเป็ครั้งที่สอง” สักพักก็พูดขึ้นอีก “และจะปล่อยให้เื่นี้ผ่านไปง่ายๆ เช่นนี้ไม่ได้เหมือนกัน”
เฟิ่งสือจิ่นไม่อยากให้เขากังวล นางพูดขึ้น “อาจารย์ ใกล้จะถึงเทศกาลตวนอู่แล้ว ท่านอยากกินบ๊ะจ่างไส้อะไร?”
จวินเชียนจี้ตอบ “ข้าไม่ใช่คนเลือกกิน เ้าทำอะไรข้าก็กินทั้งนั้น”
เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างดีใจ “งั้นข้าจะทำตามความชอบของตนเองก็แล้วกัน ศิษย์ชอบกินไส้เนื้อมากกว่า”
ในเทศกาลตวนอู่ วิทยาลัยหลวงหยุดเรียนหนึ่งวัน เฟิ่งสือจิ่นจึงอยู่เป็เพื่อนจวินเชียนจี้ในจวนราชครูทั้งวัน จวินเชียนจี้ใจดี เห็นใจเด็กรับใช้ในจวนราชครู อีกทั้งพวกเขาส่วนมากก็เป็คนท้องถิ่นทั้งนั้น จึงปล่อยให้พวกเขากลับไปร่วมเทศกาลกับคนในครอบครัวหนึ่งวัน ส่วนเด็กรับใช้ที่เป็คนจากต่างถิ่น ซึ่งเป็ส่วนน้อยที่เหลือ ก็สามารถออกไปเที่ยวเล่นนอกจวนราชครูได้เช่นกัน
เฟิ่งสือจิ่นห่อบ๊ะจ่างเผื่อเด็กรับใช้ทั้งหลายด้วย
ตอนอยู่บนเขาจื่อหยาง ที่นั่นมีแค่นางกับจวินเชียนจี้เท่านั้น เมื่อถึงเทศกาลตวนอู่ นางจึงห่อบ๊ะจ่างแค่ไม่กี่ลูก เพราะหากห่อมากเกินไปพวกเขาจะกินไม่หมดนั่นเอง มาตอนนี้ เมื่อมีคนเยอะขึ้น นางก็สามารถห่อบ๊ะจ่างไส้ต่างๆ ได้มากขึ้นแล้ว เช่นนี้นางเองก็จะมีโอกาสได้กินบ๊ะจ่างหลายๆ รสชาติด้วย
