ในคฤหาสน์
“นักพรตสวี ได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว! ผมรู้มาว่าผู้เฒ่าไป๋เชื่อฟังคุณมากเลย” เย่ฝานมองสวีหยวนชิงด้วยแววตาแวววาว เขาจับมือของสวีหยวนชิงไว้แล้วเขย่าขึ้นลง
“ฉันและผู้เฒ่าไป๋สนิทสนมกันในระดับหนึ่ง เขาก็ให้เกียรติฉันพอสมควร” สวีหยวนชิงพูดอย่างสงวนท่าที
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดด้วยความดีใจว่า “งั้นก็ดีครับ คนในบ้านตระกูลไป๋ล้วนแต่เชื่อฟังตาเฒ่าไป๋ซื่อหยวน แต่ยังดีที่ยังมีอยู่คนหนึ่งที่ทำให้เขายอมศิโรราบได้”
สวีหยวนชิง “…”
“ครั้งก่อนต้องขอบคุณคุณชายเย่มากที่ช่วยหลานชายของฉันไว้” สวีหยวนชิงพูด
เย่ฝานโบกมือปฏิเสธและกล่าวว่า “เื่ง่ายเพียงพลิกฝ่ามืออย่างนั้น อย่าได้กล่าวถึงเลยครับ”
“จากที่คุณชายเย่ได้ดูอาการแล้ว โรคของหลานชายฉันควรแก้ไขยังไง” สวีหยวนชิงถาม
เย่ฝานยักไหล่ตอบ “เขากินผลอัคคีวิเศษเข้าไป แล้วร่างกายไม่สามารถดูดซับฤทธิ์ของมันเข้าไปได้ มีเพียงวิธีเดียวคือต้องดูดเอาฤทธิ์ของมันออกมา แต่หากจะให้ถอนฤทธิ์ออกจนหมด อาจต้องทำถึงสี่รอบ”
“คุณชายเย่ก็น่าจะดูออก หลานชายของฉันคนนี้เป็ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณ หลังจากดึงฤทธิ์ของผลอัคคีวิเศษออกจากร่างแล้ว เขาจะฝึกวรยุทธ์ได้อีกไหม?”
ตอนที่สวีหยวนชิงเห็นมู่เหลียนผิงตกอยู่ในสภาพทุกข์ทรมาน ในใจคิดว่าขอเพียงสามารถรักษาชีวิตเขาเอาไว้ได้ก็พอแล้ว เพราะถึงอย่างไรคนบ้านตระกูลมู่ที่กินผลอัคคีวิเศษเข้าไปแล้ว แต่ไม่สามารถดูดซับฤทธิ์ของมันได้ จากสิบคนที่กินเข้าไปจะมีแปดคนที่ไม่รอด แต่เมื่อได้เห็นมู่เหลียนผิงหายเป็ปกติ อาการไม่กำเริบเหมือนก่อนจึงอดคาดหวังขึ้นมาไม่ได้
หลานชายของเขาคนนี้ความสามารถอาจไม่โดดเด่น แต่ก็ตั้งใจฝึกฝนอย่างหนักมาโดยตลอด ในฤดูหนาว เขาฝึกวรยุทธ์ท่ามกลางความหนาวเหน็บใน่ที่อากาศหนาวสุดขีด เมื่อฤดูร้อนมาเยือน เขาก็ฝึกฝนใน่ที่อากาศร้อนอบอ้าวที่สุดเช่นกัน
มู่เหลียนผิงเริ่มฝึกยุทธ์ั้แ่อายุสามขวบ มาถึงวันนี้ก็เป็เวลายี่สิบสองปีแล้ว หากระดับพลังบำเพ็ญเพียรที่สั่งสมมายี่สิบกว่าปีต้องหายไปในพริบตา จิตใจของเขาคงได้รับความกระทบกระเทือนไม่น้อย
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบว่า “มันก็ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ว่างานนี้ก็คงต้องพูดกันในเชิงธุรกิจ พวกเราต้องหาเวลาคุยรายละเอียดกันอีกทีนะครับ”
เมื่อสวีหยวนชิงได้ยินคำพูดของเย่ฝานก็ดีใจเป็อย่างมาก “คุณชายเย่ เธอมีวิธีงั้นเหรอ?”
เย่ฝานลูบคาง แล้วตอบว่า “รอให้ผมดูดซับฤทธิ์ของผลอัคคีวิเศษออกให้หมดก่อน แล้วค่อยลองใช้ยาประสานเส้นลมปราณทำให้เส้นลมปราณประสานกันเหมือนเดิม ดูว่าจะได้ผลไหม”
สวีหยวนชิงพูดด้วยความซาบซึ้งใจ “เื่นี้คงต้องพึ่งคุณชายเย่แล้วล่ะครับ”
มู่เหลียนผิงมองเย่ฝาน ในใจของเขาเกิดความสงสัย ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณในตระกูลมู่ที่กินผลอัคคีวิเศษมีหลายคนที่สุดท้ายต้องกลายเป็อัมพาตหรือเสียชีวิต ดังนั้น บ้านตระกูลมู่จึงหาวิธีแก้ไขมากมาย แต่ทั้งหมดกลับใช้ไม่ได้ผล สร้างปัญหาให้กับตระกูลมู่มาหลายปี เย่ฝานจะมีวิธีแก้ไขปัญหานี้จริงๆ เหรอ?
สวีหยวนชิงอดถามไม่ได้ “คุณชายเย่ ยาประสานเส้นลมปราณที่ว่า...”
เย่ฝานโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดว่า “เื่นี้เราค่อยว่ากันทีหลัง พวกเรามาพูดเื่คุณต้องชื่นชมผมกับตาเฒ่าไป๋ก่อนเถอะ”
สวีหยวนชิง “...”
“นักพรตสวี คุณรู้ว่าจะต้องชื่นชมผมกับตาเฒ่าไป๋ยังไงใช่ไหม?” เย่ฝานถามด้วยดวงตาที่ส่องประกาย
สวีหยวนชิง “เื่นี้...” เขาไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของเย่ฝานเท่าไร จะต้องพูดชื่นชมเย่ฝานยังไง ตัวเขาเองก็นึกไม่ออกเหมือนกัน”
เย่ฝานหยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่น แล้วพูดว่า “คุณไม่รู้ไม่เป็ไร ผมเตรียมการเอาไว้เเล้ว ผมได้รวบรวมจุดเด่นทั้งหมดของตัวเองแล้วเขียนเป็บทพูด พอคุณเจอกับตาเฒ่าไป๋ คุณอ่านตามนี้ก็ใช้ได้แล้ว”
สวีหยวนชิง “…”
เย่ฝานกระแอมสองครั้ง แล้วพูดด้วยความจริงจัง “ถึงเวลาคุณก็พูดกับเขาอย่างนี้...”
“ต่อให้ย้อนเวลากลับไปห้าพันปี หรือข้ามเวลาสู่อนาคตไปอีกห้าพันปี ก็ไม่มีทางเสาะหาใครที่หล่อเหลาและสง่างามเท่าเย่ฝาน เขาเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ฉลาดหลักแหลม ไม่เป็สองรองใครในใต้หล้า หากพลาดไม่ได้เย่ฝานไปเป็หลานเขย ก็คงต้องรออีกห้าพันปีถึงจะปรากฏอัจฉริยะอย่างเขา ถึงเวลานั้น คุณก็คงไม่อยู่แล้ว!”
สวีหยวนชิง “…”
“เย่ฝานเป็คนร่าเริงสดใส แข็งแรง อารมณ์ขัน อบอุ่น ทั้งสูง หล่อและรวย นิสัยมั่นคง มีความรับผิดชอบ มีความรู้ความสามารถ ปฏิภาณไหวพริบเป็เลิศ มีคุณสมบัติของความเป็ผู้นำ หากพลาดหลานเขยคนนี้ไป ก็คงหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!”
สวีหยวนชิง “…”
“เย่ฝานเขาไม่มีจุดเด่นอะไรมากมาย จุดเด่นเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีก็คือไม่มีข้อเสีย เย่ฝานเป็คนที่มีข้อเสีย ข้อเสียใหญ่ของเขาก็คือมีแต่จุดเด่น! มีคนที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ยอมเป็หลานเขยของคุณ นั่นถือเป็บุญวาสนาที่สั่งสมมาหลายสิบชาติ!”
สวีหยวนชิง “…”
“เย่ฝานหล่อเหลามาก แต่คุณจะพบว่าเขาจะหล่อขึ้นอีกทุกๆ วัน! ดาราและาาแห่งวงการภาพยนตร์เ่าั้เมื่อเปรียบกับเย่ฝานแล้ว ล้วนกลายเป็พวกปลายแถว โง่เง่าและปัญญาอ่อน! ชาติที่แล้วไม่รู้ว่าคุณจุดธูปข้อพรมาเท่าไร ถึงมีบุญได้มาเจอกับหลานเขยที่ดีขนาดนี้!”
สวีหยวนชิง “…”
เย่ฝานกระแอมเบาๆ สองครั้ง “ตอนนี้ผมคิดได้ประมาณนี้ เื่อื่นๆ นักพรตสวีสามารถเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมนะครับ! คำพูดที่ดีไม่ต้องกลัวว่าจะเยอะเกินไป มากเข้าไว้ย่อมดีกว่า!”
สวีหยวนชิง “…” เป็คนที่ประหลาดจริงๆ มิน่าล่ะไป๋ซื่อหยวนถึงรับไม่ได้
สวีหยวนชิงหัวเราะแล้วพูดว่า “สิ่งที่เธอพูดออกมาทั้งหมด ฉันจะบอกกับผู้เฒ่าไป๋ให้นะ”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วกำชับด้วยความเคร่งขรึม “งั้นก็ดีครับ แต่ว่าอย่าแอบตัดบางคำพูดออกนะครับ!”
สวีหยวนชิง “…พวกเรามาคุยกันเื่ยาประสานเส้นลมปราณได้หรือยัง?”
“นักพรตสวี คุณก็รู้ว่าผมเป็บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียง ค่าแรงของผมจึงสูงตามไปด้วย เื่ยาประสานเส้นลมปราณ พวกคุณเตรียมสมุนไพรเอง ผมจะรักษาให้ หากเขาหายดีแล้ว คุณต้องจ่ายให้ผมหนึ่งร้อยล้านหยวน”
สวีหยวนชิงขมวดคิ้วเป็ปม “เงินหนึ่งร้อยล้านหยวนไม่ใช่ปัญหา แต่ว่าเธอสามารถรับรองประสิทธิผลของยาหรือไม่”
“ถ้ายาใช้ไม่ได้ผล ผมไม่ขอรับเงิน ผมเป็นักธุรกิจที่มีจรรยาบรรณคนหนึ่งครับ” เย่ฝานพูดน้ำเสียงราบเรียบ
สวีหยวนชิงคาดไม่ถึงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาเปล่งเสียงรับคำว่า “อ่อ” สวีหยวนชิงคร่ำหวอดอยู่ในวงการแพทย์มาหลายปี ผู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณเมื่อพบกับเขา ต่างแสดงความเคารพนับถือ แต่เขาเองไม่มีความมั่นใจเลยว่าอาการป่วยของหลานชายที่เป็ในตอนนี้จะสามารถรักษาได้ อยู่ๆ เย่ฝานเ้าหมอนี่ กล้าพูดว่าหากรักษาไม่หายไม่ขอรับเงิน สวีหยวนชิงไม่รู้ว่าที่เย่ฝานพูดไปอย่างนั้น เป็เพราะว่าเขาอายุยังน้อยจึงไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ หรือเป็เพราะเขามีความสามารถจริงๆ!
“คุณมีเงินมากขนาดนั้นเลยเหรอ?” เย่ฝานถามด้วยความแปลกใจ
สวีหยวนชิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “เงินหนึ่งร้อยล้านหยวน เป็จำนวนที่ฉันพอจะจ่ายไหว”
สวีหยวนชิงมีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงบุคคลชั้นสูง โอสถหนึ่งเม็ดของเขาขายในราคาสูงมาก ถึงแม้เขาจะไม่มีเงินในตอนนี้ ก็ไม่ใช่เื่ยากที่จะเอ่ยปากขอยืมเงินจากนักธุรกิจที่ร่ำรวยสักคนก่อน
เย่ฝานกะพริบตาแล้วพูดว่า “ผมเคยได้ยินมาว่านักพรตอย่างพวกคุณเพิกเฉยต่อเื่ทางโลก แต่ตอนนี้ดูท่าทางแล้ว คงไม่ใช่อย่างที่คนเขาพูดกัน! ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วนี่นะ
สวีหยวนชิง “…”
เย่ฝานหยิบปากกาบันทึกเสียงออกมา แล้วพูดว่า “ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อใจนักพรตสวีนะครับ แต่ผมคิดว่าเราควรจริงจังกับการทำงานทุกอย่าง ตอนที่คุณพูดชื่นชมผมให้ตาเฒ่าไป๋ฟัง ช่วยใช้สิ่งนี้บันทึกเสียงไว้ด้วยนะครับ”
สวีหยวนชิง “…” เื่แบบนี้เ้าหมอนี่ก็คิดได้
มู่เหลียนผิง “…” เย่ฝานเ้าหมอนี่รอบคอบจริงๆ!
........................................................................................
มู่เหลียนผิงตามสวีหยวนชิงออกจากคฤหาสน์ของเย่ฝาน ตอนที่เขามาถึง ยังคงกังวลใจว่าเย่ฝานจะสอบถามเขาเกี่ยวกับเื่ผลอัคคีวิเศษ แต่เหมือนกับว่าความสนใจของเย่ฝานกลับไม่ได้อยู่ที่มันเลย มู่เหลียนผิงพบว่าตัวเองคิดมากไปจริงๆ
“คุณตาครับ เื่ที่คุณชายเย่ขอให้คุณตาช่วย!”
“ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร! เขาเพียงขอให้ตาช่วยพูดเกลี้ยกล่อมผู้เฒ่าไป๋ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จหรือเปล่า เพราะเื่อย่างนี้ ยังไงก็ต้องฟังความคิดเห็นของผู้เฒ่าไป๋ด้วย!” สวีหยวนชิงกล่าว เพียงแต่หากให้เขาพูดตามที่เย่ฝานเขียนให้นั้น คงยากที่จะเอ่ยปากจริงๆ!
มู่เหลียนผิงพยักหน้า “มันก็จริงครับ”
สวีหยวนชิงพามู่เหลียนผิงกลับไปยังบ้านตระกูลไป๋ พอกลับไปถึงก็พบกับไป๋ซื่อหยวน
“นักพรตสวีกลับมาแล้วเหรอ ถ้าคุณยังไม่กลับมา ผมว่าจะออกไปตามหาคุณแล้ว” ไป๋ซื่อหยวนกล่าว
สวีหยวนชิงหัวเราะ แล้วพูดว่า “ตอนนี้อาการของเหลียนผิงคงที่ขึ้นมาก ตอนนี้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้วล่ะ” สวีหยวนชิงรับปากเย่ฝานว่าจะช่วยเกลี้ยกล่อมไป๋ซื่อหยวน พอมาเผชิญหน้ากับไป๋ซื่อหยวนจริงๆ เขาก็ลำบากใจไม่น้อย
ไป๋ซื่อหยวนเห็นสีหน้าแปลกๆ ของสวีหยวนชิงก็รู้สึกสงสัย
“ตอนนี้อาการของเหลียนผิงดีขึ้นบ้างแล้ว ฉันมีเื่อยากจะคุยกับคุณสักหน่อย” สวีหยวนชิงกล่าว
ไป๋ซื่อหยวนหัวเราะ “แน่นอนอยู่แล้ว นักพรตสวีพูดออกมาได้เลย มีสิ่งใดที่ฉันพอจะช่วยเหลือได้ ขอให้คุณเอ่ยปาก พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันนะ”
ไป๋ซื่อหยวนและสวีหยวนชิงนั่งลงบนโซฟา
สวีหยวนชิงหัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันได้ยินว่า ไป๋อวิ๋นซีมีแฟนหนุ่มที่ชื่อว่าเย่ฝาน พวกเขาดูเหมาะสมกันมาก”
ไป๋ซื่อหยวน “…”
ไป๋อวิ๋นจิ่นซึ่งยืนอยู่ข้างๆ พอได้ยินคำว่าเย่ฝาน เปลือกตาของเขาพลันกระตุก ในใจเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีนัก
ไป๋อวิ๋นจิ่นมองสวีหยวนชิง “ผู้าุโสวี คุณได้พบกับเย่ฝานแล้วหรือครับ!”
“คุณรู้สึกว่าเขาไม่เลวหรือครับ?”
“ไม่ใช่แค่ไม่เลวนะ! ต่อให้ย้อนเวลากลับไปห้าพันปี หรือข้ามเวลาสู่อนาคตไปอีกห้าพันปี ก็ไม่มีทางเสาะหาใครที่หล่อเหลาและสง่างามเท่าเย่ฝาน เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ฉลาดหลักแหลม ไม่เป็สองรองใครในใต้หล้า หากปู่ของนายไม่ได้เย่ฝานไปเป็หลานเขย ก็คงต้องรออีกห้าพันปีถึงจะปรากฏอัจฉริยะอย่างเขา ไม่ควรพลาดโอกาสนี้จริงๆ!”
ไป๋อวิ๋นจิ่น “…” คำพูดของนักพรตสวีมีกลิ่นอายการพูดของเย่ฝานชัดเจนมาก! เย่ฝานชอบพูดว่า ตัวเขาเป็ยอดคนที่พันปีจะเจอสักคนหนึ่ง
วันนี้สวีหยวนชิงไปพบกับเย่ฝานมา เพิ่งพบกันครั้งแรกก็ถูกเ้าหมอนั่นล้างสมองเสียแล้ว เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าเย่ฝานมีพร์ด้านการพูดโน้มน้าวใจผู้อื่นด้วย
ไป๋ซื่อหยวนมองสวีหยวนชิงด้วยความสงสัยครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปาก “นักพรตสวี คุณประเมินเย่ฝานได้ไม่เลวเลยนะ!”
สวีหยวนชิงหัวเราะด้วยความประหม่า ไม่รู้จะพูดต่ออย่างไร
“เย่ฝานเขาเป็คนที่มีความสามารถจริงๆ นั่นแหละ” ไป๋ซื่อหยวนพูดด้วยความลำบากใจ
“คุณก็คิดอย่างงั้นเหมือนกันหรือ! เย่ฝานเป็คนร่าเริงสดใส แข็งแรง อารมณ์ขัน อบอุ่น ทั้งสูง หล่อและรวย นิสัยมั่นคง มีความรับผิดชอบ มีความรู้ความสามารถ ปฏิภาณไหวพริบเป็เลิศ มีคุณสมบัติของความเป็ผู้นำ หากพลาดหลานเขยคนนี้ไป ก็คงจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว!” สวีหยวนชิงฝืนใจพูดต่อไปอีก
ไป๋ซื่อหยวนสูดหายใจเข้าปอด ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดและกล่าวว่า “นักพรตสวี ครั้งนี้คุณติดค้างน้ำใจของเย่ฝานแล้วใช่ไหม! และเป็บุญคุณใหญ่ด้วย!”
สวีหยวนชิง “…”
สวีหยวนชิงหัวเราะอย่างประหม่า แล้วพูดว่า “อาการของเหลียนผิงที่ดีขึ้นนั้นก็เพราะได้เย่ฝานช่วยสะกดเอาไว้ เ้าหมอนั่นเป็คนมีความสามารถแน่นอน”
ไป๋ซื่อหยวนพยักหน้า แล้วพูดอย่างเห็นด้วย “ความสามารถน่ะเขามีแน่นอนอยู่แล้ว” แต่ความสามารถในการทำให้คนโมโหก็มีมากเช่นเดียวกัน
เย่ฝานเ้าหมอนั่น ไม่นึกเลยว่าจะสนิทสนมกับสวีหยวนชิงได้เร็วขนาดนี้ แถมยังให้เขาออกหน้าชื่นชมตนเองอีก เก่งจริงๆ!
“ผู้เฒ่าไป๋ คุณคิดว่าเย่ฝานคนนี้เป็ยังไงบ้าง!”
ไป๋ซื่อหยวนขมวดคิ้วเป็ปมแล้วกล่าวว่า “เขาน่ะเหรอ! มีความสามารถและโดดเด่นมาก แต่ว่าเื่ของคนหนุ่มสาว ฉันเองก็เปิดกว้างและหัวสมัยใหม่อยู่แล้ว หากอวิ๋นซียอมรับในตัวเย่ฝาน ฉันก็คงปฏิเสธไม่ได้ แต่ถ้าอวิ๋นซีไม่อยากแต่งกับเขา ฉันก็คงขัดใจหลานไม่ได้เหมือนกัน”
ไป๋อวิ๋นจิ่น “…” คุณปู่ก็รู้จักหลบหลีกเหมือนกันนะ
ไป๋ซื่อหยวนส่ายหน้า ในใจของไป๋ซื่อหยวนยอมรับเื่ของไป๋อวิ๋นซีกับเย่ฝานแล้ว แต่ว่าเย่ฝานเ้าหมอนั่นทำอะไรไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม นี่ทำให้ไป๋ซื่อหยวนไม่อยากยกไป๋อวิ๋นซีให้กับเขาง่ายๆ
