เซียวปิงทำงานวุ่นๆ ในร้านสักพัก จึงนัดจางอีจื่อให้ออกมาพบและสถานที่ที่ทั้งสองนัดเจอกันก็คือร้านบะหมี่ของบ้านซูนั่นเอง
ร้านบะหมี่เป็แค่ร้านขนาดเล็ก ภายในร้านมีโต๊ะสำหรับรับแขกแค่เจ็ดแปดโต๊ะเท่านั้น ส่วนทางด้านในมีห้องสำหรับเหมาเป็ส่วนตัวอยู่สองห้อง เซียวปิงจับจองห้องหนึ่งในนั้นเอาไว้ แล้วให้หวังกุ้ยจือที่รับผิดชอบเื่ในครัวทำอาหารสำหรับกินแกล้มเกล้าเอาไว้สองอย่าง บวกกับเมล็ดทานตะวันหนึ่งถ้วย และบะหมี่ร้อนๆ อีกหนึ่งหม้อใหญ่ เมื่อทำเสร็จจางอีจื่อก็เดินค้ำยันไม้เท้าเข้ามาพอดี
จางอีจื่อกวาดสายตามองไปทั่วโถง นักศึกษาที่มากันสองหรือสามคนต่างก็นั่งจับจองโต๊ะทุกตัวในร้านเอาไว้หมดแล้ว...ทางเซียวปิงเมื่อเห็นจางอีจื่อเข้ามาแล้วก็รีบเดินออกไปต้อนรับทันที “จางเหล่าที่นี่คงเทียบไม่ได้กับอาหารจีนแท้ครบเครื่องสุดเลิศหรู ที่นายเคยกินที่เมืองหลวงนั่นหรอกนะ”
“ไม่เลวนี่” ท่าทางของจางอีจื่อ บ่งบอกว่าเขารู้สึกว่าที่นี่ไม่เลวจริงๆ “แบบนี้ถึงจะบรรยากาศเหมือนนั่งกินข้าวกันจริงๆ เพียงแต่..ดูเหมือนจะไม่มีที่ว่างแล้วนะ”
เซียวปิงพูดระคนหัวเราะ “ดูนี่สิตามฉันมา...จะปล่อยให้นายยืนกินได้ยังไงล่ะ ฉันจองห้องส่วนตัวเอาไว้แล้ว”
จางอีจื่อพยักหน้าน้อยๆ เขายันไม้เท้าเดินเข้าไปภายใต้การประคองของเซียวปิง
ปกติพวกคนรวยๆ ในเมืองหลวงอยากจะชวนจางอีจื่อทานอาหารจีนแบบเต็มรูปแบบ ในร้านเลิศหรูกลางเมืองยังยากเลย ถ้าให้พวกเขารู้ว่าจางอีจื่อมากินข้าวในร้านบะหมี่เล็กๆ กับคนธรรมดาๆ แบบนี้ล่ะก็ มีหวังได้ตกอกใจนอ้าปากค้างแน่
เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวที่เซียวปิงจองเอาไว้ อาหารก็พร้อมแล้ว เซียวปิงปิดประตูห้องลงเขาชายตามองฟรอยแวบหนึ่ง แล้วกล่าวระคนหัวเราะ “ฟรอยนายก็มานั่งเถอะที่นี่ไม่มีคนนอก”
จางอีจื่อพูดยิ้มๆ “อย่าฝืนใจเขาเลย เขาไม่ชินกับอะไรแบบนี้หรอก”
เซียวปิงมองไปที่ฟรอย แล้วพูดอย่างจนปัญญา “นายรอดจากเงื้อมมือพญามัจจุราชที่แอฟริกามาได้ นายเองก็ถือเป็ยอดฝีมือคนหนึ่ง ทำไมถึงได้หัวแข็งแบบนี้นะ”
ฟรอยไม่ได้ตอบอะไร กระทั่งมองก็ยังไม่มองเซียวปิงเลยด้วยซ้ำ ทำราวกับไม่ได้ยินมองไม่เห็น ราวกับเซียวปิงไม่มีตัวตนไปเสียอย่างนั้น เซียวปิงกลายเป็อากาศธาตุในสายตาเขาไปแล้วสินะ
จางอีจื่อหัวเราะร่วนกล่าว “อย่าว่าแต่เขาเลย ขนาดคนในประเทศ...โดยเฉพาะคนที่เคยอยู่ในกองทัพมาก่อน คนที่มีนิสัยชอบทำอะไรตามใจตัวเองไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจแบบนายน่ะ มีไม่กี่คนหรอก”
เซียวปิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่ควรจะพูดว่ามีแค่ฉันเพียงคนเดียวต่างหาก”
จางอีจื่อหัวเราะร่วน “ถูกต้อง มีแค่นายคนเดียวนั่นแหละ...ถึงแม้ฉันจะไม่รู้พวกเื่วรยุทธ์อะไรของพวกนาย แต่ก็เคยได้ยินมาบ้างว่า พวกที่เรียนวรยุทธ์ส่วนมากจะไม่เอาความคิดและกำลังของตัวเองไปสิ้นเปลืองเื่ผู้หญิง แต่นายกลับเป็ถึงชายเ้าชู้ผู้มีชื่อเสียงในเมืองจิงตูเชียว มีผู้หญิงตั้งกี่คนแล้วที่เคยมีความสัมพันธ์ไม่โปร่งใสกับแก? เ้าหญิงแห่งรัฐอีเกิล ดาราฮอลีวูดจากสหรัฐฯ แล้วยังมีผู้หญิงที่นายเรียกเธอว่าเป็หญิงงามที่สุดในเมืองจิงตู....”
เซียวปิงพูดขัด “ไม่เอาน่า...ฉันไม่ได้แหลกลาญเื่ความรักขนาดที่นายว่าสักหน่อย ถึงจะมีหญิงงามราวดอกไม้อยู่เป็ทุ่ง แต่ฉันก็เดินผ่านทุ่งนั้นมาได้โดยไม่มีแม้แต่ใบไม้เกาะตามตัวเลยด้วยซ้ำ...เพียงแต่ผู้ชายเรา บางทีถ้าเพอร์เฟคเกินไปมันก็ยากที่จะไม่ให้ผู้หญิงหลงใหลในตัวเรา โดยเฉพาะผู้ชายที่หล่อขนาดฉัน”
จางอีจื่อหัวเราะเสียงดัง “นายนี่มันยังเหมือนแต่ก่อนไม่มีผิด ยังไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ ก่อนหน้านี้ฉันยังกังวลว่าเื่เพ่ยหย่า จะทำให้แกเ็ปเสียใจจนเดินออกมาไม่ได้ แต่พอมาเห็นแบบนี้ฉันก็วางใจแล้ว”
เมื่อพูดถึงเพ่ยหย่า เซียวปิงก็ถอนหายใจดัง ก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้น...จางอีจื่อเพียงดื่มไปแค่คำเล็กๆ แต่เซียวปินกลับกระดกเหล้าขาวที่มีอยู่เต็มแก้วจนหมดเกลี้ยง เมื่อวางแก้วลงเซียวปินก็เริ่มไออย่างรุนแรง ใบหน้าเขาปรากฏสีแดงราวเจ็บไข้ออกมา
จางอีจื่อมองไปยังเซียวปิน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยั์ตาปรากฏความกังวลออกมา เขาถอนหายใจกล่าว “ร่างกายเธอยังไม่หายดี...”
“แค่นี้ไม่ตายหรอก” เซียวปินวางแก้วลงก่อนจะหัวเราะออกมาแบบไม่ใส่ใจ
“เหล้าน่ะเขาไม่ได้ดื่มแบบที่นายดื่มเสียหน่อย ที่ว่าจะมาดื่มด้วยกันแท้จริงแล้วก็แค่อยากจะพาฉันมานั่งกินเหล้าย้อมใจเป็เพื่อนล่ะสิ”
เซียวปิงมีสีหน้าดีขึ้น เขาหัวเราะเสียงดังกล่าวว่า “วางใจเถอะจางเหล่า ตอนนี้ฉันปล่อยวางแล้ว”
“แกปล่อยวางได้แล้วจริงๆ? ฉันเห็นแกกับเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด...” จางอีจื่อตอบ
“ใช่! แต่เมื่อวันก่อนฉันได้เจอกับคนคนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง...หลังจากที่ได้คุยกับเธอ ฉันก็ปล่อยวางแล้วเพียงแต่...ในใจยังมีเงื่อนปมสุดท้ายผูกอยู่”
“แก้แค้น?”
“ใช่...แก้แค้น”
จางอีจื่อพูดอย่างพอใจ “ผู้หญิงที่ช่วยพูดให้นายปลงได้คงจะเก่งมาก”
เมื่อเซียวปิงนึกถึงเย่จื่อขึ้นมา เขานึกถึงรอยยิ้มทะเล้นสายตาเ้าเล่ห์แสนกล และแววตาฉลาดเฉลียวนั่น เซียวปิงก็รู้สึกอบอุ่นที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก พลอยทำให้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็อ่อนลงตามไปด้วย “เธอเป็ผู้หญิงที่ฉลาดน่ารักแล้วก็สวยมากๆ”
เจียงยีจื่ออุทานใ “รู้จักกันมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว ฉันยังไม่เคยได้ยินแกชมผู้หญิงคนไหนแบบนี้เลย พูดซะตาแก่อย่างฉันก็อยากจะเจอเสียแล้วสิ”
ก๊อกๆ
ขณะกำลังพูดที่ประตูก็มีเสียงเคาะดังขึ้น เซียวปินหันมองไปยังประตู “เชิญครับ”
เสี่ยวหงพนักงานในร้านดันประตูเข้ามา เซียวปิงเห็นเป็เธอจึงหัวเราะพลางพูดแซว “น้องหงคงไม่ได้จะเข้ามากินด้วยกันหรอกนะ”
หลี่หงแลบลิ้นกล่าว “ข้างนอกมีคนจะกินราเม็งของนาย”
เซียวปิงไม่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจใดๆ เพียงแค่สงสัยเท่านั้น “ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอวันนี้ร้านเราไม่ทำราเม็งแล้ว ถ้าอยากกินไว้มาใหม่พรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
“แต่ว่า...แต่เขาบอกว่าเป็เพื่อนกับนาย เขาบอกว่าตัวเองชื่อเย่จื่อ”
ยัยสาวน้อยนั่นมาแล้ว? ภาพสาวน้อยบอบบางหน้าตาทะเล้นผุดขึ้นมาในหัวเซียวปิงอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีความรู้สึกอยากจะวิ่งออกไปพบเธอในตอนนี้เลย เพียงแต่...จางเหล่าก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้...
เซียวปิงแสร้งกระแอมในลำคอ แล้วกล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ “เธอเป็เพื่อนฉัน กว่าจะมาได้สักครั้งก็ไมใช่ง่ายๆ...เพียงแต่ฉันกับจางเหล่ายังกินกันไม่เสร็จเลย ถ้าออกไปตอนนี้คงจะไม่ค่อยดีเท่าไร...”
ต่อให้คนปัญญาไม่สมประกอบ ก็ยังดูออกว่าใจของเซียวปิงไม่ได้อยู่ในนี้แล้ว จางอีจื่อส่ายหัวไปมาพลางหัวเราะแห้งๆ “ไม่เป็ไร นายออกไปดูแลเพื่อนก่อนเถอะ ฉันนั่งกินต่ออยู่ที่นี่คนเดียวได้...”
“อ้อ...งั้นก็ได้งั้นเดี๋ยวฉันจะกลับมา!” เซียนปิงไม่แม้กระทั่งจะเกรงใจกันเลยสักนิด เขารีบร้อนเดินจากไปราวกับลมที่พัดผ่านไปเท่านั้น
คนทั้งสามที่ยังอยู่ในห้องต่างก็ตาค้างอย่างตกอกใ คนที่ทิ้งจางอีจื่อไว้คนเดียวเพื่อออกไปหาผู้หญิง ทั่วทั้งประเทศจีนคาดว่าคงจะหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว
จางอีจื่อพูดอย่างจนปัญญา “แต่ก่อนเขาไม่ได้เห็นแก่ผู้หญิงขนาดนี้นะ...ฉันกินไอ้นี่ให้หมดก่อนแล้วกันแล้วค่อยออกไปดูซะหน่อย ว่าผู้หญิงแบบไหนกันที่ทำให้เขาตื่นเต้นมากขนาดนี้”
หลังจากเซียวปิงออกจากห้องอาหารส่วนตัวนั้น ก็พบกับเย่จื่อและผู้หญิงอีกสองคนกำลังนั่งล้อมรอบโต๊ะอาหารตัวหนึ่งอยู่ ที่บนโต๊ะหน้าพวกเธอก็ยังมีเครื่องดื่มตั้งอยู่
นอกจากเย่จื่อแล้วผู้หญิงอีกสองคนที่เหลือ ดูจากท่าทางแล้วน่าจะยังเป็นักศึกษากันอยู่ อายุก็น่าจะราวๆ ยี่สิบปีกว่าๆ เท่านั้น คนหนึ่งสวมกางเกงยีนใบหน้าเธอได้รูปสวยราวอักษรตัววี ส่วนผู้หญิงอีกคนที่อยู่ข้างกันสวมกระโปรงลูกไม้สีขาว รูปหน้ากลมๆ นั่นทำให้เธอแลดูเด็กลง ทั้งสองเป็หญิงหน้าตาปานกลางถึงดีเลยก็ว่าได้ แต่มีจุดแข็งที่ความอายุน้อยข้อดีของวัยรุ่น
ส่วนตัวเย่จื่อเธอสวมเดรสยาวสีดำคู่กับรองเท้าแก้วสวยที่เท้าเธอ แค่เพียงเธอยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ก็ราวกับมีออร่าเปล่งปลั่งออกมารอบตัว ความสวยของเธอไม่ได้ถึงขั้นสวยสะพรึง แต่ก็เพียงพอจะให้ใครที่พบเห็นหวั่นไหวและเผลอใจไปกับเธอได้แล้ว
ตอนที่เซียวปิงเพิ่งออกมา ถึงหญิงสาวผู้มีใบหน้าเด็กก็กำลังบ่นไม่หยุด “เย่จื่อพวกเราอุตส่าห์ไม่กินอะไรมาั้แ่เย็น ก็เพื่อจะรอมื้อนี้ของเธอเลยนะ แต่เธอกลับจะเลี้ยงไอ้นี่พวกเราเนี่ยนะ?”
เย่จื่อพูดยิ้มๆ “ได้ยินว่าราเม็งร้านนี้รสชาติไม่เลว เพื่อนนักเรียนหลายคนก็เคยมากินที่นี่”
หญิงผู้สวมกางเกงยีนยิ้มกล่าว “ร้านนี้ก็อร่อยจริงๆ แหละ ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยมากินอยู่หลายครั้ง จำได้ว่าคนทำราเม็งเป็คุณน้าคนหนึ่ง แต่ได้ยินเขาว่ากันว่าตอนนี้คุณน้าคนนั้นทำราเม็งไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ งั้นพวกเราก็อย่ามานั่งท้องร้องที่นี่เลยสั่งอะไรอย่างอื่นมากินกันก่อนเถอะ หรือไม่ก็ไปกินที่ร้านอื่นกัน”
เย่จื่อยิ้มหวานกล่าว “ไม่ว่าพวกเขากำลังยุ่งกับเื่อะไร แต่ฉันรับประกันได้เลยอีกไม่เกินสองนาทีเขาต้องออกมาแน่”
เซียวปิงลูบไปที่จมูกตัวเอง ยัยนี่ไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหนนะ แต่เมื่อนึกถึงตนที่วิ่งกุลีกุจอออกมาเมื่อครู่ ถึงขั้นทิ้งคนใหญ่คนโตอย่างจางอีจื่อเอาไว้คนเดียวแบบนั้น ตัวเขาเองก็รู้สึกอัปยศในใจแปลกๆ ขณะที่กำลังคิดลังเลอยู่ว่าควรจะเข้าไปเลยดีไหม แม่สาวน้อยนั่นก็ดันหันมาเจอตัวเองเสียก่อน หนำซ้ำรอยยิ้มเ้าเล่ห์บนใบหน้านั้นก็ราวกับสุนัขจิ้งจอกที่เล็งเห็นกระต่ายน้อย ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางหลุดรอดจากเงื้อมมือเธอไปได้อย่างไรอย่างนั้น
เย่จื่อกวักมือขาวเนียนซ้ำๆ พลางเรียก “พี่ปิงทางนี้”
สาวอีกสองคนเมื่อเห็นเซียวปิน แววตาก็สว่างวาบสาวหน้าเรียวมองไปยังเย่จื่อแวบหนึ่งยิ้มแซวกล่าว “ถึงว่าทำไมต้องรอกินราเม็งที่นี่ ที่แท้ก็เพราะเชฟที่ทำถูกเปลี่ยนเป็หนุ่มหล่อไปแล้วนี่เอง แล้วเมื่อกี้นี้เธอเรียกเขาว่าอะไรนะ? คุณพี่ปิง? พูดก็พูดเถอะ เขาเองก็ดูเหมือนพวกทหารนายพลอยู่นะ หน้าตาก็หล่อแถมยังดูเป็ผู้ใหญ่อีก บอกมาซะดีๆ เธอกับคุณพี่ปิงของเธอรู้จักกันได้ยังไง?”
เย่จื่อกรอกตามองบนใส่เพื่อนสาวพูดเคือง “คุณพี่ปิงบ้าอะไรเล่าเขา ชื่อเซียวปิง ฉันเรียกเขาว่าพี่ปิงต่างหาก”
สาวหน้าวีหัวเราะกล่าว “ขนาดชื่อจริงนามสกุลจริงก็รู้แล้วด้วย โอ้โห...ดูเหมือนวันนี้พวกเราจะมาเป็ส่วนเกินไปนะเนี่ย”
สาวหน้ากลมก็ยิ้มแซวอีกทาง “งั้นพวกเรากลับกันก่อนดีกว่าเนอะ”
“ไม่ได้ ใครก็ห้ามออกไปมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง” เซียวปิงเดินเข้ามาหาทั้งสามด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นมือออกไป “หวัดดีฉันชื่อเซียวปิง”
สาวหน้าเรียวลุกขึ้นยืน แล้วยื่นมือออกไปเช่นกัน “หวัดดีค่ะ ฉันชื่อสวี่เหวินถิง คุณเรียกฉันว่าถิงถิงก็พอค่ะ”
สาวหน้ากลมยื่นมือหนาไปจับทักทายเซียวปิง เธอมองเซียวปิงด้วยสายตาสงสัยพลางถาม “ฉันชื่อเฉินหยวนหยวน”
“เอาจริงดิ...คนที่สร้างวิบัติให้กับบ้านเมืองเฉินหยวนหยวน1?” เซียวปินตะลึง พ่อกับแม่เธอต้องมีความสามารถระดับไหนกันนะ ถึงได้ตั้งชื่อแบบนี้ให้ลูก
สวี่เหวินถิงพูดระคนหัวเราะ “เขาไม่ได้สร้างความวิบัติอะไรหรอก แต่เขาอ้วนกลมเลยชื่อหยวนหยวนที่แปลว่ากลมต่างหาก”
“หน็อย...ยัยสวี่เหวินถิงเอาแต่หัวเราะเยาะฉันอยู่นั่น เค้ากำลังน่ารักต่างหากเธอสิกลม คอยดูเถอะฉันจะฉีกลิ้นเธอเป็ชิ้นๆ เลย....”
เฉินหยวนหยวนพุ่งเข้าหาเพื่อนงอนๆ สวี่เหวินถิงเบี่ยงหลบแทบไม่ทัน แล้ววิ่งไปหลบไปที่ข้างประตูก่อนทั้งสองจะวิ่งไล่จับกันวุ่น
เซียวปิงและเย่จื่อมองกันและกันก่อนจะหัวเราะออกมา เย่จื่อแสดงท่าทีปวดหัวกับจนปัญญาออกมา “พวกเธอเป็เพื่อนร่วมห้องและเป็เพื่อนที่ดีที่สุดของฉันด้วย แต่เพราะยังเด็กเลยไม่ค่อยรู้กาลเทศะน่ะ”
“อยากกินราเม็งไหม?”
“อื้อ” เย่จื่อทำตาปริบๆ “ฉันบอกว่าจะมาหานายก็เพราะฉันอยากกินราเม็งที่นายทำนี่ไง”
ดวงตากลมโตทำให้เซียวปิงราวกับตกอยู่ในภวังค์ สติก็ราวจะเลือนหายไปชั่วขณะ เมื่อสายตาทั้งสองประสานเข้าด้วยกัน ก็ราวกำลังจุดประกายเปลวไฟที่น่าพิศวงขึ้น
เซียวปิงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “เดี๋ยวฉันทำให้กิน”
**********************************
1 เฉินหยวนหยวน : เฉินหยวนหยวนเป็อนุภรรยาของอู๋ซานกุ้ย เธอเป็หญิงที่สวยและมีความสามารถ ทั้งการร่ายรำ ร้องเพลงและเล่นคนตรี ที่เธอถูกเรียกว่าเป็ผู้สร้างความวิบัติให้กับบ้านเมือง ก็เป็เพราะสมัยที่หลี่จื้อเฉิงทำการปฏิวัติหลี่จื้อเฉิงจับตัวครอบครัวของอู๋ซานกุ้ยไป และเกลี้ยกล่อมให้อู๋ซานกุ้ยเข้าร่วมกับตน อู๋ซานกุ้ยเดิมก็ยอมร่วมด้วยแล้ว แต่เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทาง ก็ได้ยินว่าทหารของหลี่จื้อเฉิงจับตัวเฉินหยวนหยวนไปมอบให้หลี่จื้อเฉิง ด้วยเหตุนี้อู๋ซานกุ้ยจึงโกรธและไปร่วมมือกับพวกแมนจูแทน เขาเปิดประตูซานไห่ให้กับพวกแมนจู พวกแมนจูจึงบุกเข้าวังและเอาชนะพวกของหลี่จื้อเฉิงได้ เหตุนี้ทำให้ครอบครัวของอู๋ซานกุ้ยกว่าสามสิบชีวิตต้องตาย ด้วยเหตุนี้เฉินหยวนหยวนที่ทำให้อู๋ซานกุ้ยหลงรักจนยอมยกบ้านเมืองให้พวกแมนจู จึงกลายเป็หญิงผู้สร้างความหายนะแก่บ้านเมือง
