เฟิ่งสือจิ่นสูดหายใจเข้าลึกหลายครั้งแล้วจึงพูดด้วยเสียงอ่อนแรง “อาจารย์ ข้าปวดท้อง...”
จวินเชียนจี้ขมวดคิ้วมุ่น เขาย่อตัวลงไปดูใบหน้าของนาง เมื่อเห็นว่านางอดกลั้นกับความเ็ปจนใบหน้าขาวซีดไปหมดจึงพูดด้วยเสียงหนักอึ้ง “ทำไมจู่ๆ ถึงปวดท้องได้?”
จวินเชียนจี้ตรวจชีพจรให้เฟิ่งสือจิ่น พบว่าชีพจรของนางวุ่นวายเป็อย่างมาก ในตอนนั้นเอง เฟิ่งสือจิ่นหมดแรงจึงล้มเข้าไปในอ้อมแขนของจวินเชียนจี้ จวินเชียนจี้ไม่กล้าชักช้า รีบอุ้มและพานางกลับไปที่ห้องทันที
เมื่อกลับไปถึงห้อง จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็มีไข้สูงขึ้น ดูเหมือนว่านางจะทรมานเป็อย่างมาก จึงใช้มือกุมท้องด้วยความเ็ป ราวกับอยากจะดิ้นทุรนทุรายไปทั่วเตียงเช่นนั้น ใบหน้าของนางเริ่มแดงและร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างผิดปกติ
จวินเชียนจี้มองท่าทางทรมานของเฟิ่งสือจิ่น หน้าผากของนางมีเหงื่อท่วมไปหมด ทว่าจวินเชียนจี้กลับหาสาเหตุของอาการประหลาดนี้ไม่เจอ ดวงตาคู่นั้นจึงหนักอึ้งและร้อนรนมากขึ้นทุกๆ วินาที หลายวันมานี้ อาการป่วยของเฟิ่งสือจิ่นกำเริบขึ้นอย่างกะทันหัน เขาจึงปรุงยาเพื่อรักษาและฟื้นฟูร่างกายให้นางโดยเฉพาะ หรือเขาจะใช้ยาผิดพลาด?
จวินเชียนจี้คิดเช่นนั้นในหัว พลางใช้มือแตะหน้าผากของเฟิ่งสือจิ่นเบาๆ พบว่าตัวของนางยังอุ่นไม่น้อย อีกด้าน เฟิ่งสือจิ่นจับมือของเขาเอาไว้ แล้วดึงมันต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อจวินเชียนจี้ได้สติกลับมาอีกครั้ง เฟิ่งสือจิ่นก็ยัดมือของเขาเข้าไปในเสื้อของนางแล้ว
จวินเชียนจี้พยายามจะดึงแขนกลับ แต่เฟิ่งสือจิ่นก็จับแน่นเหลือเกิน นางขมวดคิ้วมุ่นพลางลืมตามองจวินเชียนจี้ “อย่าไป ช่วยอังให้ตัวข้าอุ่นขึ้นหน่อย...”
จวินเชียนจี้เม้มปากแน่น ในตอนที่กำลังชะงักอยู่ เฟิ่งสือจิ่นก็ออกแรงมากขึ้น นางยัดมือของเขาเข้าไปในเสื้อผ้า และแนบมันลงบนหน้าท้องราบเรียบของตนได้สำเร็จ... ผิวหน้าท้องของเฟิ่งสือจิ่นเนียนเรียบทว่าก็หนาวเย็น ทันทีที่ััโดน จวินเชียนจี้ก็รีบกำมือเพื่อเลี่ยงการััและเตรียมจะดึงมือกลับออกมา แต่ฝ่ามืออุ่นๆ ของเขาคล้ายจะทุเลาความเ็ปให้เฟิ่งสือจิ่นได้ไม่น้อย เมื่อถูกเขาัั นางก็สบายตัวจนเผลอครางขึ้นเบาๆ คิ้วที่เคยขมวดมุ่นก็ค่อยๆ คลายออกช้าๆ
“ทำเช่นนี้แล้วเ้ารู้สึกสบายขึ้นหรือ?” จวินเชียนจี้ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้
เฟิ่งสือจิ่นไม่ตอบ แต่ใช้มือที่อยู่นอกเสื้อกดให้ฝ่ามือของเขาแนบสนิทไปกับหน้าท้องของตนแทน จวินเชียนจี้โค้งตัวลงเล็กน้อย เขานวดเบาๆ ไปทั่วท้องของเฟิ่งสือจิ่น ทำเช่นนั้นจนฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อออก เฟิ่งสือจิ่นจึงค่อยๆ สงบลง นางหลับตาพริ้มราวกับกำลังจะหลับ แต่เมื่อจวินเชียนจี้เริ่มขยับมือเพื่อเตรียมจะดึงมือกลับมาทีไร นางก็จะสะดุ้งขึ้นทุกครั้ง แถมยังขยับปาก พูดพึมพำบางอย่างด้วยเสียงที่แ่เบาจนฟังไม่รู้เื่อีกด้วย
จวินเชียนจี้ไม่ได้จากไปในทันที แต่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง รอให้นางหลับสนิทเสียก่อน เมื่อทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้น จึงดึงผ้าห่มคลุมให้นางอย่างเบามือ แต่เมื่อสายตาหันไปปะทะเข้ากับท่อนขาของนาง จู่ๆ เขาก็ชะงักอึ้ง
ชายเสื้อที่ถูกทับเอาไว้ใต้ขาของเฟิ่งสือจิ่น กำลังมีเืซึมออกมาอย่างช้าๆ
ต่อให้จวินเชียนจี้จะช่ำชองเื่การปรุงยาเพียงใด เขาก็ไม่ใช่หมออยู่ดี ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยเจอผู้ที่มีอาการเช่นเดียวกับเฟิ่งสือจิ่นมาก่อน จึงไม่รู้ว่านางเป็อะไรกันแน่ แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า เขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าเฟิ่งสือจิ่นป่วยเป็อะไร
เขาออกมาจากจวนราชครู แล้วมุ่งหน้าไปยังถนนที่ครึกครื้นและรุ่งเรืองที่สุดของเมืองหลวง เขาเดินเพียงลำพังภายใต้แสงตะวันเจิดจ้า เสื้อผ้าพลิ้วไสวงดงามปานเทพเ้า เขาเป็เหมือนสายลมเย็นๆ ที่พัดไปยังที่ต่างๆ และมอบความเย็นสบายแก่หน้าร้อนอันแสนอบอ้าว ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจำนวนไม่น้อยต่างก็มองตามเขาจนเหลียวหลังเลยทีเดียว
จวินเชียนจี้ไปที่โรงยาเก่าแก่แห่งหนึ่ง เถ้าแก่ของที่นี่คือหมอชราเคราขาวที่ดูเป็มิตรและมีเมตตาคนหนึ่ง เมื่อเห็นเขาเข้ามาจึงถามขึ้น “ไม่ทราบว่าคุณชายมาตรวจโรคหรือซื้อยา?”
ร่างสูงโปร่งสง่างามของจวินเชียนจี้หยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะเก็บเงิน เขาถามอย่างมีมารยาท “ไม่ทราบว่าที่นี่มีหมอหญิงหรือไม่?”
“หมอหญิง?” หมอชราถามต่อ “ท่านอยากเชิญหมอหญิงไปตรวจโรคให้ภรรยาที่บ้านหรือ?”
จวินเชียนจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้า “ก็ทำนองนั้น”
หมอชรายิ้มอย่างเป็มิตร เขาบอก “เช่นนั้น ท่านก็ตามหาถูกที่แล้ว ลูกสาวของข้ามักจะออกไปตรวจโรคให้ฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายในเมืองหลวงอยู่เป็ประจำ” พูดจบก็เรียกให้ลูกสาวออกมาด้วยเสียงแก่ชรา
ลูกสาวของหมอคนนี้ เป็หมอหญิงที่ดูสุขุมและเป็ผู้ใหญ่คนหนึ่ง นางตกลงว่าจะไปกับจวินเชียนจี้แทบจะทันที เมื่อมาถึงห้องของเฟิ่งสือจิ่นในจวนราชครู หมอหญิงก็ตรวจชีพจรให้นางอย่างตั้งใจ ตรวจเสร็จจึงพูดด้วยท่าทางใ “เหตุใดแม่นางท่านนี้ถึงมีไอเย็นแฝงอยู่ในร่างกายมากมายขนาดนี้?”
จวินเชียนจี้บอก “นางเคยป่วยตอนยังเป็เด็ก”
หมอหญิงเปิดเสื้อผ้าของเฟิ่งสือจิ่นออกและมองรอยเืที่อยู่เบื้องล่าง จวินเชียนจี้รีบหันหน้าไปอีกทางเพื่อเลี่ยงการมองเห็น ไม่นานหมอหญิงก็พูดขึ้น “นางปวดท้องหรือไม่?”
จวินเชียนจี้พยักหน้า “ใช่”
หมอหญิงแตะหน้าผากของเฟิ่งสือจิ่นเบาๆ ในที่สุดก็กระจ่างเสียที “ถึงว่า เป็เช่นนี้นั่นเอง... ร่างกายของนางมีไอเย็นแฝงอยู่มาก มดลูกจึงปิดแน่นไปด้วย เมื่อมีระดูครั้งแรก จะไม่เจ็บได้อย่างไร”
จวินเชียนจี้ชะงักอึ้ง “นางเพิ่งมีระดูครั้งแรกหรือ?”
หมอหญิงตอบ “ด้วยวัยของนาง เพิ่งมีระดูเป็ครั้งแรกเอาป่านนี้ ดูจะช้าไปเสียหน่อย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ ผู้ที่มีไอเย็นแฝงอยู่ในร่างกายเช่นนาง ก็มักจะมีระดูช้ากว่าคนอื่นอยู่แล้ว” นางเงยหน้าขึ้นไปมองจวินเชียนจี้ “ท่านรู้หรือไม่ว่าการมีระดูครั้งแรกหมายความว่าอย่างไร?”
จวินเชียนจี้พยักหน้าด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “...น่าจะพอรู้” เขาอยู่กับเฟิ่งสือจิ่นมานาน แต่กลับไม่เคยสังเกตเื่ทางด้านนี้มาก่อน
ยังดีที่หมอหญิงคนนี้มีจิตสำนึกของหมอ นางแค่รักษาโรคให้เฟิ่งสือจิ่น แต่ไม่ถามเื่ส่วนตัวหรือรายละเอียดอื่นๆ ที่ไม่จำเป็เลยสักคำ นางเขียนใบสั่งยา แถมยังเขียนตารางอาหารให้เฟิ่งสือจิ่นอีกด้วย “ต้มยาตามใบสั่ง แล้วให้นางดื่มวันละสามครั้ง ส่วนตารางอาหารนี้ ข้าเขียนขึ้นเพื่อบำรุงเืและขับความหนาวเย็นให้นางโดยเฉพาะ มีผลดีต่อร่างกายของนางโดยตรง สตรียามที่มีระดูเป็ครั้งแรก จะเป็ไข้ตัวร้อนก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร รอให้ระดูหมดก่อน หากไข้ลดลงก็ไม่เป็ไรแล้ว เพียงแต่ระหว่างนี้ นางต้องเปลี่ยนผ้ารองระดู ทางที่ดี ควรหาผู้หญิงมาดูแล และถ่ายทอดประสบการณ์ทางด้านนี้แก่นางเสียหน่อย แม้ตอนนี้จะเป็่เดือนหก แต่จะให้ดีก็อย่าให้นางััน้ำเย็น ให้นางกินอาหารร้อนๆ อย่ากินเผ็ด...” หมอหญิงร่ายยาว
จวินเชียนจี้ฟังทั้งหมดนั้นด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
หมอหญิงพูดเสร็จจึงถามขึ้น “ท่านเข้าใจแล้วหรือยัง?”
“...พอเข้าใจ”
“หากมีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ” พูดจบหมอหญิงก็รับค่าตอบแทน แล้วแบกกระเป๋ายาของตนออกจากจวนไป
จวินเชียนจี้มองรอยเืบนร่างของเฟิ่งสือจิ่น เขารู้สึกกลัดกลุ้มจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ผ้ารองระดู... ต้องไปหาจากที่ใด? ในจวนราชครูมีแต่ผู้ชาย มีเฟิ่งสือจิ่นเป็ผู้หญิงแค่คนเดียวเท่านั้น แล้วจะให้ใครมาดูแลนาง?
จวินเชียนจี้ออกไปข้างนอกอีกครั้ง เขาเดินไปตามท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย สักพักจึงเจอร้านที่ขายของเกี่ยวกับสตรีโดยเฉพาะเข้าโดยบังเอิญ เขาเดินเข้าไปในร้าน และซื้อผ้ารองระดูมาหลายผืนด้วยใบหน้านิ่งเรียบท่ามกลางสายตาประหลาดใจของพนักงานกับลูกค้าที่เป็สตรีในร้าน... ระหว่างทางกลับ จวินเชียนจี้คิดไปตลอดทาง... ชายกับหญิงไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวกัน จะให้เขาสวมผ้ารองระดูให้เฟิ่งสือจิ่นได้อย่างไร อีกอย่างเขาเองก็ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลยสักนิด จะให้เขาสอนนางอย่างไร?
ต้องหาสตรีที่มีประสบการณ์ด้านนี้มาสอนนาง...
โชคยังดีที่ไม่ไกลจากจวนราชครู มีเขตชุมชนอยู่แห่งหนึ่ง สตรีจำนวนไม่น้อยกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างครึกครื้น ที่นี่มีสตรีจากทุกอาชีพและทุก่วัย หนึ่งในนั้นบอกเขาว่า หากจะว่ากันด้วยเื่ของประสบการณ์ด้านสตรี คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าหมอตำแยอย่างแน่นอน หมอตำแยมีอาชีพทำคลอดแก่สตรี จึงรู้เื่เกี่ยวกับสตรีอย่างลึกซึ้งในทุกๆ ด้าน
จวินเชียนจี้ได้ฟังดังนั้นก็เดินมุ่งหน้าเข้าไปในร้านที่ดูครื้นเครงและเป็มงคลแห่งหนึ่ง สตรีคนหนึ่งในร้านแต่งหน้าจัดจ้าน บนหัวทัดดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่เอาไว้ แถมยังใช้ปากกาเขียนคิ้วแต้มไฝไว้ที่แก้มข้างหนึ่งอย่างโดดเด่นอีกด้วย เมื่อเห็นจวินเชียนจี้เดินเข้ามาในร้าน สตรีคนนี้ก็มีท่าทีดีอกดีใจคล้ายได้รับสมบัติล้ำค่าก็ไม่ปาน นางแกว่งผ้าเช็ดหน้าที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปมา พลางเดินเข้ามาใกล้จวินเชียนจี้อย่างรวดเร็ว หลังเดินวนรอบตัวจวินเชียนจี้หนึ่งรอบจึงกล่าวชื่นชมอย่างไม่คิดปิดบัง “คุณชายท่านนี้ช่างมีรูปโฉมงดงามเสียจริง ร้านเรายังไม่เคยมีลูกค้าที่ดูดีเท่าท่านมาก่อนเลย ไหนลองบอกมาซิว่าท่านอยากได้สตรีแบบใด ข้าหาสตรีให้ได้ทุกรูปแบบเลย จิ๊ๆๆๆ... ผู้ที่มีรูปโฉมงามเลิศเช่นคุณชาย แค่ได้เห็นหน้าท่าน ไม่ว่าสตรีคนไหนก็ต้องพึงพอใจในตัวท่านทั้งนั้น!”
