เมื่อเห็นท่าทีเขาเช่นนี้ ผู้เฒ่านึกว่าเขาไม่พอใจกับตัวเลขนี้ จึงรีบอธิบาย “น้ำปราณแม้ว่าจะช่วยฟื้นฟูพลังปราณได้ แต่นักฝึกตนที่พลังยิ่งสูง ความ้าก็ยิ่งมาก อย่างเช่น จอมยุทธ์ระดับชั้นจันทรา น้ำปราณหนึ่งหยดสามารถฟื้นฟูพลังปราณเขากลับมาได้แค่หนึ่งในห้าส่วน ถ้าระดับสูงขึ้นก็ยิ่งต้องใช้มากขึ้น”
แต่ถึงแม้จะเป็แค่หนึ่งในห้าส่วนของพลังปราณ กช่วยให้เอาตัวรอดได้ในสถานการณ์คับขันได้ ดังนั้นตัวเลขหนึ่งแสนนั้นต่ำสุดแล้ว บวกกับเป็การขายประมูล ถึงเวลานั้นยังไม่รู้ว่าจะสูงแค่ไหน
โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้าแกล้งทำเป็รู้เื่ สำหรับเื่นักฝึกตนเขายังไม่ค่อยรู้เื่มากนัก รู้เพียงว่านักฝึกตนนั้นมีลำดับชั้นพลัง แบ่งเป็ ชั้นมนุษย์ ชั้นธรณี ชั้น์ ชั้นตะวัน ชั้นจันทรา ชั้นดวงดารา ชั้นอรุณ ชั้นิญญา ชั้นราชัน ชั้นจักรพรรดิ ชั้นเทพ ชั้นพระเ้า ทั้งหมดสิบสองลำดับชั้น คล้ายกับสิบสองลำดับขั้นของนักหลอมโอสถ
ความหมายโดยรวมก็คือ ราคาต่ำสุดนี้ไม่ถือว่าสูงมาก
ผู้เฒ่าเห็นสีหน้าเขาเรียบนิ่งก็โล่งอก เพราะความเป็จริงของล้ำค่าเช่นน้ำปราณนี้ไม่ค่อยมีคนยอมเอาออกมาขายสักเท่าไร ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ใช้เอง เพราะเหตุผลนี้จึงเป็ที่้าแต่ไม่มีแหล่งขาย
“ราคาประเมินคร่าวๆ ออกมาแล้ว ไม่ทราบว่านายท่าน้าขายน้ำปราณกี่หยด?”
โหยวเสี่ยวโม่ไม่พูดให้มากความ หยิบก้อนน้ำแข็งแกะสลักสูงพอกับคนออกมาสองตัว ความเย็นจากน้ำแข็งแกะสลักนี้แผ่ซ่านจะเพิ่มความชื้นให้ห้องลับนี้อย่างมาก แต่อุณหภูมิไม่ได้เปลี่ยนไปมาก
ผู้เฒ่าเบิกตากว้างขณะที่เขาหยิบพวกมันออกมา ตะลึงงันทันใด เขานึกว่าเ้าหนุ่มนี่อย่างมากก็คงเอาออกได้เพียงห้าหกหยดเท่านั้น ใครจะคิดว่ามีก้อนน้ำแข็งแกะสลักก้อนเบ้อเร่อขนาดนี้ แถมตั้งสองตัว
ผู้เฒ่าตะลึงอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าจะเจอของน่าทึ่งมามากมายก็ตาม ฉงนอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “น้ำแข็งแกะสลักสองก้อนน่าจะหลอมเป็น้ำปราณแท้ได้ราวเก้าสิบหยด แต่ข้าขอแนะนำท่านทั้งสองว่า ให้หลอมน้ำปราณออกมาก่อนแล้วค่อยขายประมูลดีกว่า”
“ทำไมล่ะ?” โหยวเสี่ยวโม่รีบถาม
“เพราะมีแต่นักหลอมโอสถที่หลอมมันได้ หากนักฝึกตนได้น้ำปราณเหลวเช่นนี้ไป เขาก็ต้องไปหานักหลอมโอสถมาช่วยหลอมมันให้เป็น้ำปราณแท้อยู่ดี ดังนั้นมูลค่าที่ควรจะเป็หนึ่งแสนก็จะลดเหลือเก้าหมื่น แต่เื่นี้ต้องทำโดยด่วน เพราะการขายประมูลจัดขึ้นพรุ่งนี้” ผู้เฒ่าเอ่ยพลางลูบเคราด้วยสายตาฉายแสงประกาย
โหยวเสี่ยวโม่ขมวดคิ้ว เพียงแค่หลอมขั้นเดียว ราคาก็ตกไปหนึ่งหมื่น ชักจะเอาเปรียบเกินไปแล้ว สู้เขาเอาไปหลอมเองดีกว่า แต่เวลาเหลืออยู่เพียงครึ่งวัน อีกเดี๋ยวยังต้องไปซื้อของกับหลิงเซียวต่อ เวลาคงไม่ทันกาล ทำเช่นไรดี?
โหยวเสี่ยวโม่จ้องหลิงเซียวออดอ้อนขอความช่วยเหลือ
หลิงเซียวที่ได้รับสาส์นขอความช่วยเหลือ อดไม่ไหว เผยรอยยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นกับผู้เฒ่า “มีเงื่อนไขอะไรว่ามาเถอะ”
ผู้เฒ่ากระแอมทีหนึ่งแก้เขิน มิอาจปิดบังสายตาของหนุ่มนี่ได้เลย หากไม่มีชายหนุ่มคนนี้ เขาคงมีวิธีหลอกล่อเด็กหนุ่มนี่ เพราะเขาดูไม่ค่อยรู้เื่เกี่ยวกับการขายประมูลเลย
แต่ชายหนุ่มนี่ต่างกัน เขาให้ความรู้สึกที่ว่าไม่มีเื่อะไรปิดบังเขาได้ จากนั้นจึงเอ่ย “ข้าสามารถช่วยหาคนหลอมน้ำปราณพวกนี้ให้ท่านได้ แต่หลังจบเื่ข้าขอน้ำปราณแท้สามหยดเป็การตอบแทน”
โหยวเสี่ยวโม่รีบคำนวณ น้ำปราณสามหยดเท่ากับสามแสน แม้ว่าจะเป็ราคาต่ำสุด หากเอาไปขายประมูลโดยตรง เขาต้องเสียตั้งเก้าแสน แบบนี้ให้ผู้เฒ่าช่วยหาคนหลอมดีกว่า
“ศิษย์พี่หลิง แบบนี้พอได้…” โหยวเสี่ยวโม่ดึงแขนเสื้อหลิงเซียวเบาๆ
หลิงเซียวอดมะเหงกใส่เขาไม่ได้ ดูท่าทีก็รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ นึกว่าตัวเองได้เปรียบ ความเป็จริงคืออีกฝ่ายแทบไม่เสียอะไรเลย มีบางคนแม้มีเงินแสนตำลึงก็ใช่ว่าจะหาซื้อน้ำปราณได้ง่ายๆ
“สองหยด” หลิงเซียวเอ่ย น้ำเสียงไม่ผ่อนปรนใดๆ
ผู้เฒ่าเดาได้ว่าคำตอบจะเป็เช่นนี้ จึงตอบอย่างไม่ลังเล “ตกลง แต่น้ำปราณแปดสิบแปดหยดนี่ไม่ถือว่าน้อย ท่านทั้งสอง้าแบ่งขายเป็สองครั้ง สามครั้งหรือไม่?”
หลิงเซียวยิ้มร้ายลึกแล้วเอ่ย “ไม่ต้อง ขายครั้งเดียวก็พอ”
ผู้เฒ่าชะงักพลันส่ายหัวยิ้ม เขาคาดเดาได้เลยว่าการขายประมูลพรุ่งนี้จะคึกคักเช่นไร น้ำปราณแปดสิบแปดหยดจำนวนมากมายเช่นนี้ หากประมูลไปได้ วันข้างหน้าหากเกิดศึกการต่อสู้ก็มีสิ่งรับประกันชีวิตแล้ว พวกมีพลังอำนาจแข็งแกร่งไม่มีทางปล่อยโอกาสงามเช่นนี้ไปแน่
ถัดมาผู้เฒ่าก็หยิบแผ่นป้ายสีดำทองที่หลอมมาจากหยกให้หลิงเซียว “นี่คือป้ายสมาชิกที่โรงประมูลเจ็ดดาวทำขึ้นเป็พิเศษ เนื่องจากการซื้อขายของท่านทั้งสองมากกว่าห้าล้าน ซึ่งเป็ลูกค้าพิเศษของทางเรา นี่คือหมายเลขที่นั่ง ถึงตอนนั้นท่านทั้งสองเพียงนั่งตามหมายเลขนี้ นอกจากนี้ ป้ายนี้ยังสามารถใช้ได้กับทุกแผงร้านค้าและโรงประมูลด้านล่างของโรงประมูลเจ็ดดาวแห่งนี้ด้วย”
ไม่ทันรอหลิงเซียวยื่นมือรับ โหยวเสี่ยวโม่ก็รีบคว้ามาก่อนทันที
ป้ายสีดำทองดูแล้วพิเศษ ้าแกะสลักตราของโรงประมูลเจ็ดดาว ทำให้เขานึกถึงบัตรสมาชิกของห้างสรรพสินค้า แผ่นป้ายนี้ก็คงคล้ายกับการได้ส่วนลดอะไรประมาณนั้น อีกเดี๋ยวลองใช้เลยดีกว่า
ผู้เฒ่าชำเลืองมองหลิงเซียว อีกฝ่ายนั้นใบหน้ายิ้มแย้มสง่า
ในความรู้สึกเขานั้น เด็กหนุ่มคนนี้เป็เพียงนักหลอมโอสถระดับล่าง อาจจะแค่ขั้นหนึ่งหรือขั้นสอง แต่ชายหนุ่มที่เขามาด้วยนั้นแทบจะรับรู้พลังเขาไม่ได้เลย นักหลอมโอสถขั้นสี่อย่างเขายังััถึงพลังนั้นไม่ได้ คนผู้นี้คงมีพลังไม่ต่ำกว่าชั้นจันทราแน่
จอมยุทธ์เช่นเขากลับกล้าให้นักหลอมโอสถชั้นล่างมาแหย็มเขา ความสัมพันธ์พวกเขาคงไม่ธรรมดา
เมื่อทั้งสองจากไป ผู้เฒ่ารีบเรียกสาวรับใช้เข้ามา แล้วกำชับนาง เวลาไม่กี่ชั่วยามให้หลังห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนเขาเด็ดขาด จากนั้นก็กลับเข้าห้องลับไปและปิดประตูลงกลอนแน่น
น้ำปราณนั้นเป็ของดี แม้จะได้แค่สองหยด แต่ผู้เฒ่าก็ไม่คิดจะยกโอกาสแบบนี้ให้ใคร
เพราะว่าน้ำปราณนอกจากจะช่วยนักฝึกตนฟื้นฟูพลังปราณได้แล้ว ยังช่วยให้นักหลอมโอสถหลอมยาได้สำเร็จและมีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะนักหลอมโอสถขั้นสูง ความผิดพลาดนั้นมีเยอะจนแทบแบกรับไม่ไหว แต่หากมีน้ำปราณนั้นผลลัพธ์ไม่เหมือนเดิมแน่ หากหลอมยาแล้วผสมน้ำปราณเข้าไปหยดเดียว ก็จะสามารถเพิ่มความสำเร็จได้เต็มร้อย
ความสำเร็จสูงเพียงนี้ คงไม่มีนักหลอมโอสถคนไหนไม่ใจเต้นเพราะมันแน่
……
หลังออกจากโรงประมูล โหยวเสี่ยวโม่ยืนรอตรงริมถนน แต่ไม่เห็นแม้เงาของม้าเพลิงอัคคี
หลิงเซียวไม่ได้เรียกมันมา แต่ตรงไปยังทิศที่ผู้คนพลุกพล่าน
โหยวเสี่ยวโม่นิ่งชั่วครู่ แล้ววิ่งตามเขาไป เขาเดาออกแล้วว่า ต่อจากนี้พวกเขาคงต้องเดินกันแทน แต่ของที่เขาจะซื้อนั้นเยอะพอสมควร หากนั่งรถม้าคงไม่สะดวกจริงๆ นั่นแหละ
พวกเขากำลังอยู่ในย่านที่ครึกครื้นที่สุดในเมืองฮุยจี๋ คนสัญจรไปมานั้นเยอะกว่าย่านได้สองเท่าได้ แม้ว่าถนนย่านนี้จะกว้างมากก็ตาม กว้างกว่าถนนเมืองเหอผิงสองสามเท่า แต่ก็แลดูเบียดเสียด หากไม่ระวังอาจโดนเหยียบเอาได้
โหยวเสี่ยวโม่ดึงแขนเสื้อหลิงเซียวไว้ เดินตามประชิดไม่ห่าง คงกลัวว่าจะเดินหลงทางไปกับผู้คนที่เบียดแน่นสวนไปมา สายตาคู่นั้นพลันมองไปมาอย่างใคร่รู้
หลิงเซียวแม้ไม่ได้หันมามอง แต่ก็เดาท่าทางเขาออก มุมปากยิ้มโค้งขึ้นอย่างอารมณ์ดี จากนั้นหยุดเดิน คนด้านหลังก็ชนเข้าเต็มแรง หันกลับมามองเขาที่กำลังถูจมูก กำลังจะพูด ด้านหน้าก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้น
“ถอยไป หากไม่อยากตายถอยไปให้หมด!”
คนกลุ่มท่าทางโเี้มีมีดปังตอคาดเอว จู่ๆ ก็เดินแหวกกลุ่มคนมา
คนเดินนำกลุ่มนั้นเป็ชายกลางคนรูปร่างท้วม จากกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ให้ความรับรู้ได้ว่าเขาน่าจะเป็ผู้มีพลังชั้นจันทรา
ตอนนี้เอง คนกลุ่มนั้นเดินตรงรี่มายังทิศทางของพวกเขาอย่างกำแหง
โหยวเสี่ยวโม่โผล่มาจากหลังหลิงเซียว มองไปแวบเดียวก็ต้องเบิกตาโต เขารู้จักคนที่เดินอยู่ด้านหลังชายอวบอ้วนคนนั้น เพราะไม่นานมานี้ พวกเขาพึ่งเจอกันหน้าประตูเมือง จึงรีบหดหัวกลับไปเหมือนเดิม กลัวว่าพวกเขาจะจำได้
แต่เขาลืมไปว่า คนพวกนั้นจำลักษณะท่าทางหลิงเซียวได้ดีกว่ารูปลักษณ์เขามากนัก รวมถึงราศีของหลิงเซียวนั้นโดดเด่นกว่าผู้คน ยืนอยู่ท่ามกลางคนจึงเห็นได้ง่าย คนพวกนั้นเห็นเขาั้แ่อยู่ห่างไปสิบกว่าเมตรแล้ว
“ลูกพี่ มันนั่นเอง!”
“ใช่แล้ว มันนั่นแหละที่ทำร้ายรองประมุขพรรค”
คนพวกนั้นท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ชี้มายังหลิงเซียว ท่าทางไม่ได้ผวาแต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็กำเริบเสิบสานได้ใจ สายตาที่มองหลิงเซียวนั้นอำมหิตกว่าเดิม กล้าแตะต้องคนของแก๊งเขี้ยวหมาป่า วันนี้ต้องเอาคืนเขาเป็ร้อยเท่า
เวลาอันรวดเร็ว คนกว่ายี่สิบคนก็พุ่งมาหน้าหลิงเซียว ชายกลางคนหยุดห่างไปราวสองสามเมตร บนบ่านั้นแบกขวานอันใหญ่ไว้เดินนำหน้ามาไม่กี่ก้าว กระตุกกล้ามเนื้อบนใบหน้า เอ่ยอย่างโเี้ “พวกแกคือคนที่ทำร้ายน้องรองข้างั้นรึ?”
น้องรองที่ว่ายื่นหัวออกมาดูอีกรอบ สายตาจดจ้องชายกลางคนหลายรอบ จากนั้นบ่นอุบอิบ “ไม่เห็นเหมือนกันเลย”
หลิงเซียวได้ยินเสียงเขาอุบอิบ ก้มหน้ายิ้มบางๆ มองเขา จากนั้นเลื่อนสายตาไปยังชายกลางคน ยิ้มแล้วเอ่ย “ขออภัย ข้าไม่รู้จักน้องรองของเ้า แต่ไม่นานนี้ข้าได้เจอหมูโง่อยู่ตัวนึง หรือว่าเขาเป็น้องเ้าเองหรอกหรือ?”
“คิก…” โหยวเสี่ยวโม่กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
