เฟิ่งสือจิ่นตอบตามความจริง“หลิวอวิ๋นชูดื่มจนเมาไม่ได้สติ และประกาศว่าจะแทงองค์หญิงเจ็ดให้ตาย”จวินเชียนจี้ไม่ได้ถามอะไร เฟิ่งสือจิ่นจึงเล่าต่อไป“เหมือนว่าซูเหลียนหรูจะทำร้ายเจี่ยนซืออิน คุณหนูแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีจนนางสาหัสไม่น้อย”
ทว่าคำตอบที่นางได้รับจากจวินเชียนจี้กลับเป็เหมือนคำตอบที่ได้รับจากซูกู้เหยียนไม่มีผิดเขาบอก “เื่นี้ เ้าห้ามยื่นมือเข้าไปแทรกเด็ดขาดทำเื่ของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว”
วันต่อมา หลิวอวิ๋นชูเดินทางมาที่วิทยาลัยหลวงในสภาพมึนงงเขาลืมเื่เมื่อคืนไปจนหมดสิ้น ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนเช่นนั้นเจี่ยนซืออินเองก็ไม่ได้เกิดเื่อะไรอีก เขาจึงมาเรียนอย่างมีความสุขกับเฟิ่งสือจิ่นต่อไป
เขาจำไม่ได้แล้วว่าตนเรียก่เวลาที่อยู่ในวิทยาลัยหลวงว่า ‘่เวลาแห่งความสุข’ ั้แ่เมื่อใดแต่เขารู้ดีว่ายิ่งเวลาผ่านไป ่เวลาเช่นนี้ก็จะลดน้อยลงไปทุกที ดังนั้นตอนนี้เขาจะถนอมเวลา่นี้ จะใช้ชีวิตในวิทยาลัยหลวงอย่างมีความสุขเหมือนดังแต่ก่อน
เขามักจะหันไปมองเฟิ่งสือจิ่นอย่างลับๆ ทุกครั้งที่มีโอกาสสายตาของเขาลึกซึ้ง แถมยังแฝงไปด้วยความรู้สึกที่มากจนแทบจะเอ่อล้นออกมามันทำให้เฟิ่งสือจิ่นรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยนางเองก็เคยพูดต่อรองกับหลิวอวิ๋นชูหลายครั้ง “หยกแขวนที่เ้ามอบให้ข้า...”
แต่เพิ่งพูดไปได้เพียงครึ่งประโยค หลิวอวิ๋นชูก็มักจะพูดขัดขึ้นเสมอ“ข้าไม่มีวันรับหยกชิ้นนั้นคืนแน่ นอกเสียจากว่าเ้าจะไม่เห็นข้าเป็เพื่อนแล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมา “หนักหนาขนาดนั้นเลยหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูหรี่ตาลง เขามองไปยังที่ไกลๆ พลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น“ก็ใช่น่ะสิ นั่นเป็ครั้งแรกในชีวิตที่ข้ามอบของขวัญให้ผู้หญิง ถ้าถูกส่งคืนมาข้าก็อับอายแย่สิ”
“แต่นั่นเป็ของที่เ้าต้องมอบให้ภรรยาในอนาคตนะ”
หลิวอวิ๋นชูเงียบลงชั่วขณะ “หยกนั้นเป็ของข้า ข้าจะมอบให้ใครก็ได้ใครกำหนดว่าต้องมอบมันให้ภรรยาในอนาคตเท่านั้น”
“อย่างไรเสียนั่นก็เป็ถึงสมบัติประจำตระกูลเชียวนะ ทำไมพอมาอยู่ในมือเ้าเ้ากลับมอบให้คนนอกเสียได้” เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยเสียงราบเรียบ“ในเมื่อตอนนี้เ้าไม่ยอมรับคืน งั้นข้าก็จะขอพูดคำเดิมข้าจะเก็บรักษาหยกชิ้นนี้แทนเ้าเป็การชั่วคราวก็แล้วกันถ้าเ้าอยากเอากลับไปเมื่อใดก็มาเอาได้เลย ของชิ้นนั้นล้ำค่าเกินไปข้ารับไว้ไม่ได้จริงๆ”
หลิวอวิ๋นชูลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน ดวงตาสุกใสที่แฝงไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งจ้องตรงมาที่เฟิ่งสือจิ่น“ในเวลาแบบนี้ เ้ายังจะทะเลาะกับข้าอีกหรือ?”
ยังไม่ทันที่เฟิ่งสือจิ่นจะได้ตอบอะไร หลิวอวิ๋นชูก็เดินหนีไปเสียแล้ว
หลังเลิกเรียน หลิวอวิ๋นชูมักจะกลับบ้านตรงเวลาทุกวัน แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านกลับกลายเป็คนพูดน้อยเสียอย่างนั้นมีแค่เวลา่มื้อเย็นเท่านั้นที่เขาจะออกมาพบเจอคนในครอบครัว ทว่าเวลาที่เหลือเขามักจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง และ่ที่ผ่านมานี้สุราในห้องเก็บสุราของจวนท่านโหวอันกั๋วก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ห้องของหลิวอวิ๋นชูอบอวลไปด้วยกลิ่นสุรา เขาชอบดื่มสุราคนเดียวเสมอแถมยังดื่มจนเมาไม่รู้เื่ทุกครั้ง ไม่นานเวลาก็ล่วงมาจนถึงเดือนเจ็ดแล้วราตรีมีอากาศร้อนอบอ้าว จักจั่นบนต้นไม้ส่งเสียงร้องตลอดทั้งคืนหลิวอวิ๋นชูนอนหงายอยู่บนบันไดหินหน้าห้อง กำลังหอบหายใจ และพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นสุราออกมาซ้ำๆพลางฟังเสียงร้องของจักจั่นไปด้วย
แม้ท่านโหวอันกั๋วกับภรรยาจะไม่ได้พูดอะไร แต่พวกเขาก็เป็กังวลกับหลิวอวิ๋นชูมากทีเดียวฮูหยินแห่งท่านโหวอันกั๋วหลั่งน้ำตาต่อหน้าท่านโหวอันกั๋วและพูดตัดพ้ออย่างเศร้าใจอยู่บ่อยครั้ง “แม้อวิ๋นชูของข้าจะมีนิสัยดื้อรั้นเกเรไปหน่อยแต่ใจจริง เขาเป็เด็กที่ใจดีและมีเมตตาคนหนึ่งทำไมถึงต้องมาเจอกับเื่แบบนี้ด้วย เขาไม่มีความสุข ข้าที่เป็แม่เสียใจยิ่งกว่า...ถ้ารู้ว่าจะเป็แบบนี้มาั้แ่แรก ในอดีต... ในอดีตสู้ยอมให้เขาแต่งงานกับคุณหนูแห่งตระกูลเฟิ่งจะดีกว่า...เป็เวรเป็กรรมอะไรกันหนอ...”
ท่านโหวอันกั๋วพูดอย่างกลุ้มใจ “ต่อให้เขาอยากแต่งกับคุณหนูตระกูลเฟิ่งทางนั้นก็ไม่ยอมแต่งด้วยอยู่ดี ไม่เช่นนั้นเ้าคิดว่าคนแก่อย่างพวกเราสองคนจะรั้งเขาได้หรือไง ข้าละกลุ้มใจกับเขาจริงๆ”เขาหันไปมองภรรยาแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดปลอบใจ “ไหนๆ เื่ก็มาถึงขั้นนี้แล้วอย่าเสียใจไปเลย นี่เป็การตัดสินใจของเขาเอง ลูกผู้ชายต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง เขากับนังหนูซืออินรู้จักกันมาั้แ่เด็กอย่างไรเสียเขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะเติบโต เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบในสักวัน”
ฮูหยินร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม นางร้องไห้พลางกระทืบเท้าไปด้วย“เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ทำไมต้องให้เขาไปรับผิดชอบด้วย! จริงอยู่ที่ข้าดูซืออินเติบโตมาั้แ่เด็กแต่ตอนนี้นางก็เป็เช่นนี้แล้ว ยังจะแต่งเข้ามาเป็สะใภ้ได้อีกหรือ?”
“ไม่เช่นนั้นจะทำอย่างไร จะทนเห็นซืออินตายไปต่อหน้าต่อตาหรือ?”
“แล้วทำไมต้องเป็ลูกชายของข้าด้วย...”
ท่านโหวอันกั๋วถอนหายใจออกมา “เื่นี้ เขาเป็คนตัดสินใจเองให้เขาเลือกเส้นทางของตัวเองเถอะ”
ฮูหยินยังคงร้องไห้ไม่หยุด “ถ้าอนาคตซืออินท้องขึ้นมา เช่นนี้เด็กคนนั้นเป็ลูกของลูกชายเราหรือลูกของใครกันแน่...”
ใบหน้าของท่านโหวอันกั๋วชะงักลงชั่วขณะ “ยังไม่ทันได้แต่งเลยเ้าก็คิดเื่พวกนี้เสียแล้วหรือ? อีกอย่าง ในอนาคตอวิ๋นชูก็ไม่ได้มีซืออินเป็ภรรยาแค่คนเดียวเสียหน่อย เขายังแต่งอนุได้อีกนี่...เลิกร้องไห้ได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าตาก็บวมกันพอดี”
“ทำไมชีวิตของลูกชายข้าถึงได้ลำบากเช่นนี้...”
หลังทั้งกล่อมทั้งหลอกล่ออยู่นานในที่สุดท่านโหวอันกั๋วก็กล่อมให้ภรรยาหยุดร้องไห้ และเตรียมจะเข้านอนเสียทีแต่โชคร้ายมักเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัวเสมอ จวนอัครมหาเสนาบดีส่งคนมาหาหลิวอวิ๋นชูบอกว่าเจี่ยนซืออินทั้งอาเจียนและท้องเสียไม่หยุด แต่นางก็ไม่ยอมดื่มยาจวนอัครมหาเสนาบดีร้อนใจเป็อย่างมาก เพราะจนปัญญาจึงส่งคนมาตามหลิวอวิ๋นชูไปที่จวน
ทว่าในขณะนั้น หลิวอวิ๋นชูเมาจนไม่ได้สติแล้ว
สาวใช้จากจวนอัครมหาเสนาบดีร้อนใจเป็อย่างมาก นางพูดระคนร้องไห้ “ท่านเขยได้โปรดไปดูอาการของคุณหนูเสียหน่อยเถิด คุณหนูอาการหนักเจียนจะไม่ไหวแล้ว!”
ฮูหยินแห่งท่านโหวอันกั๋วไม่พอใจเป็อย่างมากที่สาวใช้เรียกหลิวอวิ๋นชูว่า ‘ท่านเขย’ ยังไม่ทันแต่งงานก็เรียกว่าท่านเขยเสียแล้วหรือทำราวกับว่าหลิวอวิ๋นชูเป็ฝ่ายตามตื้อว่าอยากจะแต่งงานกับเจี่ยนซืออินเช่นนั้น
ฮูหยินสั่งให้คนแบกหลิวอวิ๋นชูเข้าไปนอนบนเตียงภายในห้อง นางเช็ดตัวให้หลิวอวิ๋นชูด้วยผ้าขนหนูเปียกหมาดพลางพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสารลูกชาย“พวกเ้าไม่เห็นหรือไงว่าลูกชายข้ามีสภาพเป็เช่นไร เขาดื่มจนเมามาย แค่ยืนตรงๆยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ จะไปกับพวกเ้าได้อย่างไร? พวกเ้ากลับไปดูแลคุณหนูแห่งจวนอัครมหาเสนาบดีให้ดีเถิดรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้า ให้เขาตื่นก่อนแล้วค่อยตามไปเยี่ยมก็ได้”
สาวใช้สองคนมองหน้ากันอย่างหนักใจ “แต่ว่า... แต่คุณหนูไม่ยอมดื่มยาหากท่านเขยไม่ไปเกลี้ยกล่อม คุณหนูต้องสิ้นหวังจนไม่อยากมีชีวิตอยู่แน่!”
“พอได้แล้ว!” ฮูหยินพูดขัดด้วยท่าทีโมโหเล็กน้อย“อวิ๋นชูยังไม่ทันได้แต่งงานกับคุณหนูของพวกเ้าเลย พวกเ้าก็เรียกเขาว่าท่านเขยเสียแล้วหรือหากเื่นี้ถูกแพร่งพรายออกไป คนเขาจะหาว่าคุณหนูของพวกเ้ารีบร้อนอยากแต่งเข้ามาเป็สะใภ้ของจวนท่านโหวจนตัวสั่นก็ได้ เป็สาวใช้ที่ไร้มารยาทสิ้นดี!”
สาวใช้ทั้งสองคนได้ยินดังนั้นก็รีบก้มหน้าลงต่ำ “บ่าวเสียมารยาทขอฮูหยินโปรดอภัย”
“คืนนี้พวกเ้ากลับไปก่อนเถอะ ท่านชายหลิวยังไม่สร่างจากอาการเมาคงไปกับพวกเ้าไม่ได้”
“แต่ว่า...”
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียงอ่อนเยาว์ของใครบางคนก็ดังขึ้นข้างกายฮูหยินท่านโหว“ท่านแม่ ไยต้องกลัดกลุ้มกับเื่เช่นนี้ด้วย แค่ทำให้พี่ชายตื่นแค่นี้ก็ไปได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
ฮูหยินท่านโหวก้มลงมอง พบว่าลูกสาว หลิวอินเข้ามาในห้องั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบเด็กสาวเดินไปฟุบอยู่ข้างเตียง ใช้มือเล็กๆ ที่แสนขาวเนียนยันคางเล็กๆที่สวยได้รูปเอาไว้ และมองหลิวอวิ๋นชูอย่างใสซื่อ
ฮูหยินท่านโหวตำหนิ “ทำไมไม่หลับไม่นอน มาที่นี่ทำไม?”
