ห้องที่ไป๋อวิ๋นซีพักอยู่มีค่ายกลธาตุไฟถูกตั้ง บนผนังห้องมียันต์ธาตุไฟติดเต็มไปหมดเช่นกัน
ไป๋อวิ๋นซีนอนอยู่ท่ามกลางค่ายกลธาตุไฟ ใบหน้าของเขาแสดงความเ็ป
แม้อากาศในห้องจะอบอุ่น แต่ไป๋อวิ๋นซียังคงรู้สึกเหมือนกำลังจะแข็งตาย
เย่ฝานเดินเข้ามาในห้อง และดึงร่างของไป๋อวิ๋นซีมาโอบกอด
เมื่อได้ััถึงความอบอุ่นจากร่างของเย่ฝาน จิตใจว้าวุ่นของไป๋อวิ๋นซีก็สงบลงได้ในที่สุด
“หนาวจังเลย” ไป๋อวิ๋นซีอดเขยิบตัวเข้าไปใกล้พร้อมโอบกอดเย่ฝานไม่ได้
เย่ฝานกอดไป๋อวิ๋นซีแน่น เขาเกิดอารมณ์อยากจะทำตามที่หัวใจเรียกร้อง จึงพูดออกไปว่า “อวิ๋นซี พวกเรามาทำรักกันดีไหม จะได้หายหนาว”
ไป๋อวิ๋นซีลืมตา แล้วพยายามฉีกยิ้ม “ทำรัก นายทำเป็เหรอ?”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบด้วยความจริงจังว่า “ฉันทำเป็นะ นายอย่าเห็นฉันเป็คนมุทะลุและไม่เอาไหนสิ ถึงฉันจะยังเป็ชายบริสุทธิ์ แต่ฉันเคยศึกษาตำรา ได้มาหลายท่าเลยล่ะ”
ไป๋อวิ๋นซีอยากหัวเราะ แต่เขาหนาวเหน็บไปทั้งตัว หัวเราะไม่ออกเลยสักนิด
“แค่ดูตำรา นายก็จำได้แล้วเหรอ?”
“ดูตำราแล้ว ฉันก็ต้องจำได้สิ” เย่ฝานวางร่างของไป๋อวิ๋นซีไว้บนพื้น แล้วส่งไออุ่นจากร่างอย่างนุ่มนวลไหลผ่านเข้าไปในร่างของไป๋อวิ๋นซีเป็ระลอกๆ
พลังความหนาวเหน็บในร่างของไป๋อวิ๋นซี แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของเย่ฝาน เย่ฝานเร่งวรยุทธ์เพื่อคลายความเหน็บหนาวนี้ให้เบาบาง ร่างของคนทั้งสองหลอมรวมเป็วัฏจักรหมุนเวียนแห่งพลังปราณ
เย่ฝานได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังปราณ ทำให้พลังของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความหนาวเย็นจากร่างของไป๋อวิ๋นซีถ่ายทอดเข้ามาไม่ขาดสาย เย่ฝานสั่นเทิ้มไปทั้งตัวอย่างไม่อาจต้านทาน
เย่ฝานรู้สึกถึงไอเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายมากขึ้นทุกที จึงต้องนำโอสถที่หลอมมาจากผลอัคคีวิเศษออกมาใช้ เพื่อช่วยบรรเทาความหนาว
ไป๋อวิ๋นซีเห็นใบหน้าที่ขาวซีดจากความหนาวเย็นของเย่ฝาน ความรู้สึกผิดปกติก็ผุดขึ้นในใจ “หนาวมากใช่ไหม?”
“ฉันยังไหว” เย่ฝานจุมพิตที่แก้มของไป๋อวิ๋นซีสองครั้ง
“รสชาติเป็ยังไงบ้าง? ไม่เป็เหมือนที่คิดไว้ใช่ไหม?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“เปล่านี่! มันดีมากเลย! นุ่มเหมือนเจลลี่เลยล่ะ!” เย่ฝานจูบอีกสองครั้ง แล้วบอกว่า “คราวนี้รสชาติเหมือนพุดดิ้งเลย!”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“อวิ๋นซี ฉันชอบนาย ชอบมาก... ชอบมากๆ” เย่ฝานโอบกอดไป๋อวิ๋นซีไว้แน่น
“นายชอบอะไรในตัวฉัน?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน! พอเห็นนายครั้งแรก ฉันก็ชอบนายจนโงหัวไม่ขึ้น!”
ไป๋อวิ๋นซีแย้มยิ้มบางๆ ร่างกายของเขาอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ
……...................................................................
อยู่ๆ คฤหาสน์ของเย่ฝานก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ในระยะเวลาสามวัน ผู้คนที่วางแผนจะไปหาเย่ฝานกลับหลงทางอย่างน่าประหลาด
“ยังไงก็หาไม่เจอครับ” มู่เหลียนผิงกล่าว
สวีหยวนชิงหรี่ตาลงพลางพูด “ที่แห่งนี้น่าจะถูกตั้งค่ายกลลวงตา พอมีคนเข้าใกล้คฤหาสน์ของเย่ฝาน ก็จะหลงเข้าไปในมิติลวงตา ค่ายกลนี้คงเป็ฝีมือของเย่ฝาน น่าอัศจรรย์จริงๆ”
“ที่เย่ฝานตั้งค่ายกลนี้ คงเป็เพราะเขาไม่อยากให้ใครเข้าไปรบกวน ในเมื่อเป็อย่างนี้ พวกเราก็กลับก่อนเถอะครับ” มู่เหลียนผิงเอ่ย
สวีหยวนชิงพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน”
สามวันให้หลัง คฤหาสน์ของเย่ฝานก็ปรากฏขึ้นดังเดิม
“คุณชายเย่ ในที่สุดฉันก็หาคฤหาสน์ของนายเจอจนได้!” ไช่เจิ้นจวิ้นพูดอย่างดีอกดีใจ
เย่ฝานมองแวบหนึ่ง แล้วถามว่า “นายตามหาคฤหาสน์ของฉันทำไม?”
“ฉันกังวลว่าคฤหาสน์ของนายจะโดนสายฟ้าฟาดจนพังยับเยินไปแล้วน่ะสิ ดูสิทำฉันตกอกใหมดเลย”
เย่ฝานเหลือบตามองบน แล้วพูดว่า “ค่ายกลที่ฉันสร้างขึ้นมา จะทำให้บ้านเสียหายได้ยังไง นายคิดว่าฉันจะโง่เหมือนนายเหรอ! ที่คิดจะจีบผีดิบพันปี หล่อนมีสวามีถึงสิบแปดคนแล้ว นายอยากจะเป็คนที่สิบเก้าหรือไง! รสนิยมของนายน่าสยดสยองเสียจริง”
“คุณชายเย่ นายอย่าพูดถึงเื่นั้นอีกเลย มันน่าอายจะตาย! เห็นกับตาว่าเป็สาวงาม แต่แค่กะพริบตา ก็กลายเป็ผีดิบไปแล้ว?” ไช่เจิ้นจวิ้นโอบไหล่ที่สั่นเทาของตน
เย่ฝานเหลือบตามองบนแล้วกล่าวว่า “ร่างที่แท้จริงของมันคือผีดิบ! เพียงแต่มันใช้มนตร์อำพรางตา ทำให้คนเห็นว่าเป็หญิงงาม”
ไช่เจิ้นจวิ้นพยักหน้า แล้วพูดว่า “อืม”
“คุณชายเย่ สายฟ้าฟาดเมื่อสองวันก่อน นายเป็คนเรียกมาใช่ไหม”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ!”
“คุณชายเย่ นายนี่เยี่ยมยอดจริงๆ!” ไช่เจิ้นจวิ้นกล่าวด้วยความนับถือ
เย่ฝานโบกมือ แล้วพูดว่า “พูดได้ดีๆ!”
…….......................................................................
หลังจากไช่เจิ้นจวิ้นกลับไปไม่นาน ก็มีแขกทยอยเข้ามาเยี่ยมเขาไม่ขาดสาย เย่ฝานได้แต่ทอดถอนใจที่ตัวเองเป็ที่ชื่นชอบของผู้คนเสียเหลือเกิน ใครต่อใครก็อยากจะมาหา
“คุณชายเย่” มู่เหลียนผิงเรียกเขาด้วยความเคารพ
เย่ฝานมองมู่เหลียนผิงั้แ่หัวจรดเท้า “ไม่เลวๆ นายก้าวหน้าไปมากเลยนะ” เย่ฝานคิดในใจ คุณสมบัติของร่างกายมู่เหลียนผิงไม่เลวเลยจริงๆ เมื่อก่อนเป็เพราะใช้เคล็ดวิชาที่ไม่เหมาะสม พลังของเขาจึงถูกจำกัดเอาไว้ ตอนนี้เขาสะสมพลังจนแข็งแกร่ง ระดับวรยุทธ์ก็รุดหน้าไปมาก
มู่เหลียนผิงหัวเราะ แล้วพูดว่า “ทั้งหมดก็เพราะคุณชายเย่ที่ช่วยผมไว้!”
ในใจของมู่เหลียนผิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ เขาคิดว่าขอเพียงเขาฝึกวรยุทธ์ตามเคล็ดวิชาที่เย่ฝานให้ไว้ ไม่เกินสองปี วิทยายุทธ์ของเขาก็จะทัดเทียมกับนังปีศาจตระกูลหยางนั่น อีกเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ก็จะถึงวันล้างแค้น
เย่ฝานโบกมือปฏิเสธ “เื่เล็กน้อย อย่าพูดถึงให้มากความเลย”
มู่เหลียนผิงมองเย่ฝานแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “คุณชายเย่ ผมมาพบคุณในวันนี้ ทำไมถึงรู้สึกว่าความสามารถของคุณยิ่งสูงขึ้นกว่าเดิมอีก”
เดิมทีมู่เหลียนผิงรู้สึกว่าเย่ฝานเป็คนที่ล้ำลึกและยากจะหยั่งถึงอยู่แล้ว แต่วันนี้ได้มาพบเขาอีกครั้ง มู่เหลียนผิงรู้สึกว่าเย่ฝานกลายเป็บุคคลที่สูงส่งและไกลจนเอื้อมไม่ถึง
เย่ฝานหัวเราะ “นายนี่ตาแหลมจริงๆ”
มู่เหลียนผิงหัวเราะ แล้วกล่าวชื่นชม “คุณชายเย่ ยอดเยี่ยมไปเลยครับ”
เย่ฝานยิ้มอย่างลึกลับ “เื่นี้ยังต้องพูดอีกเหรอ?”
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว ร่างกายของไป๋อวิ๋นซีเปรียบเหมือนยาบำรุงชั้นดี เย่ฝานและไป๋อวิ๋นซีฝึกตนร่วมกันเพียงหนึ่งครั้ง ระดับพลังปราณก็พุ่งทะลวงถึงจุดสุดยอดของขั้นหก นี่เป็ครั้งแรกที่พลังของเขาพุ่งสูงขึ้นเร็วขนาดนี้
“คุณชายเย่ สำนักของพวกคุณจะเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์โบราณไหมครับ?”
“การประชุมแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์โบราณ มันคืองานอะไรน่ะ?” เย่ฝานถามด้วยความสงสัย
“การประชุมแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์โบราณ คือการรวมตัวกันของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณ คุณชายเย่ คุณก็รู้ว่าการฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณในสมัยนี้ยากลำบากมาก ทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนก็มีจำกัด มีคนมากมายที่มีของดีในมือ แต่กลับใช้ประโยชน์จากของเ่าั้ไม่ได้ จึงใช้โอกาสนี้ในการนำของในมือไปแลกกับของของผู้อื่นซึ่งมีประโยชน์ต่อการฝึกของตนเอง” มู่เหลียนผิงเล่า
เย่ฝานกะพริบตาปริบๆ “มีงานแบบนี้ด้วยเหรอ! ถึงวันงานจะมีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณไปปรากฏตัวที่นั่นงั้นเหรอ?”
มู่เหลียนผิงพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่แล้วครับ!”
เย่ฝานพยักหน้า เขาเองก็สนใจในแวดวงผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณไม่น้อย เพียงแต่ ปกติไม่ค่อยได้เห็นคนเ่าั้มากนัก
“คุณชายเย่ สำนักปี้อวิ๋นของคุณไม่ได้เข้าร่วมงานนี้หรือครับ?” มู่เหลียนผิงถาม
เย่ฝานกะพริบตาแล้วนึกในใจ สำนักปี้อวิ๋นไม่ได้อยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ จะเข้าร่วมได้ยังไงกัน “พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมประชุมหรอก!”
“อ่อ” เดิมที่มู่เหลียนผิงยังคิดอยากจะเจอกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ของสำนักปี้อวิ๋น เมื่อได้ยินเย่ฝานพูดอย่างนั้น เขาจึงอดเสียดายไม่ได้
เย่ฝานมองมู่เหลียนผิง แล้วถามว่า “การประชุมแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์โบราณจะจัดขึ้นที่ไหน! นายพาฉันเข้าไปด้วยได้ไหม!”
มู่เหลียนผิงครุ่นคิดสักครู่ แล้วตอบว่า “การประชุมแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์โบราณมีการจัดการเข้มงวด มีแต่คนที่ถูกเชิญเท่านั้นถึงจะเข้าไปในงานได้ บ้านตระกูลมู่ได้โควตาเพียงสี่คนเท่านั้น ถึงวันงานผมจะติดตามผู้าุโในตระกูลเข้าไป ส่วนคุณตาของผมได้โควตามาสองคน หากคุณชายเย่สนใจอยากเข้าร่วมงาน ไปกับคุณตาผมก็ได้นะครับ”
“คุณตาของนายก็ถูกเชิญเหรอ เขาไม่ได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณนี่!” เย่ฝานกล่าวด้วยความสงสัย
มู่เหลียนผิงตอบด้วยความภาคภูมิใจ “จริงอยู่ที่คุณตาของผมไม่ได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณ แต่เขาเป็ถึงหมอเทวดา ถึงผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณจะมีความสามารถเหนือกว่าคนทั่วไป แต่ร่างกายของพวกเขามักจะได้รับอุบัติเหตุระหว่างการฝึก ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณไม่น้อยที่เกิดอาการข้างเคียงจากการฝึกวรยุทธ์ คุณตาของผมจึงช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยให้กับฝึกวิทยายุทธ์โบราณมานักต่อนักแล้ว”
เย่ฝานเบิกตากว้าง “คุณตาของนายเก่งขนาดนั้นเชียว!”
มู่เหลียนผิงพยักหน้าพลางพูด “แน่นอนสิครับ!”
เย่ฝานกะพริบตา “ดูท่าทางแล้ว ที่ผ่านมาฉันมองคุณตาของนายผิดไปจริงๆ! การประชุมแลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์โบราณนั่นจะมีขึ้นเมื่อไร?”
“ประมาณอีกครึ่งเดือนครับ”
เย่ฝานกะพริบตา แล้วเอ่ยว่า “ยังมีเวลาอีกนานนี่!”
มู่เหลียนผิงพยักหน้าตอบ “ใช่แล้ว คุณชายเย่ คุณก็ใช้เวลาที่ยังเหลือนี้ทำของวิเศษและยันต์ไว้ไปแลกกับของในงานก็ได้นี่ครับ งานประชุมนี้สองปีถึงจะจัดหนึ่งครั้ง ในงานมักจะปรากฏสมุนไพรคุณภาพดีด้วยนะครับ”
เย่ฝานเอานิ้วเคาะศีรษะของตนพลางพูด “ฟังดูไม่เลวนี่!”
…….................................................................
โทรศัพท์ของเย่ฝานดังขึ้น “ฮัลโหล คุณพี่ภรรยาหรือครับ มีเื่อะไรหรือเปล่าครับ?”
“ได้ครับ แล้วผมจะรีบไป”
มู่เหลียนผิงมองเย่ฝาน แล้วถามว่า “คุณชายเย่ มีเื่อะไรหรือครับ?”
“ไม่มีอะไร พี่ภรรยาของฉันมีเื่จะคุยด้วยน่ะ”
มู่เหลียนผิงพยักหน้า “อ่อ งั้น คุณชายเย่ไปทำธุระเถอะครับ ผมไม่รบกวนแล้ว”
“โอเค”
เย่ฝานเดินออกมานอกคฤหาสน์ แล้วขึ้นไปบนรถของไป๋อวิ๋นจิ่น “พี่ใหญ่ พี่บอกว่าหินก้อนนั้นมีปัญหาหรือครับ?”
“หินก้อนนั้นถูกนำออกมาจากสุสาน ฉันไปสืบมาแล้วได้ความว่าคณะที่ลงไปขุดสุสานแล้วนำหินนั้นขึ้นมา มีสองคนในนั้นเสียชีวิตจากโรคปอดบวม อีกไม่กี่คนที่เหลือก็อาการไม่ค่อยสู้ดีนัก”
เย่ฝานมองไป๋อวิ๋นจิ่น แล้วถามด้วยความแปลกใจ “โรคปอดบวม?”
ไป๋อวิ๋นจิ่นพยักหน้า “ใช่แล้ว ฉันไปที่โรงพยาบาลเพื่อหาข้อมูล อาการเริ่มต้นของคนทั้งสองเริ่มจากเป็ไข้ กินยาไปตั้งเยอะอาการก็ยังไม่ดีขึ้น ต่อมาพวกเขาก็ตายอย่างปริศนาที่โรงพยาบาล ทำให้ญาติของผู้ตายทะเลาะกับโรงพยาบาลเื่การตายของพวกเขา”
“ผู้คนเล่ากันว่า สองคนนั้นติดไวรัสที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนจากสุสาน อาการที่ไวรัสตัวนี้แสดงออกมาคล้ายกับเป็โรคปอดบวม แต่วิธีรักษาโรคปอดบวมกลับใช้ไม่ได้ผล สองคนนั้นจึงต้องจบชีวิตลง”
“บางคนก็บอกว่า พวกเขาอาจจะโดนมนตร์ดําบางอย่าง”
“นอกจากนี้ ยังมีเ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์สองคนที่ป่วยเป็ไข้หวัดเรื้อรัง จึงตัดสินใจลาออกจากงาน แต่ว่าอาการไม่ร้ายแรงเท่าไรนัก พอออกจากงาน พวกเขาทั้งสองก็หายเป็ปกติ”
เย่ฝานลูบคางแล้วเอ่ยว่า “เท่าที่ฟังมาทั้งหมด ผมว่าหินก้อนนั้นน่าจะไม่ปกติ”
เย่ฝานและไป๋อวิ๋นจิ่นเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ก้อนหินที่ไป๋อวิ๋นจิ่นพูดถึงถูกวางไว้ในกล่องที่ทำด้วยกระจก ข้างๆ มีป้ายที่เขียนว่า อุกกาบาตไร้ชื่อ! คาดว่ามาจากนอกโลก
ไป๋อวิ๋นจิ่นสังเกตเห็นสายตาของเย่ฝาน จึงถามว่า “เย่ฝาน นายมีความคิดเห็นยังไงบ้าง?”
เย่ฝานเอามือไขว้หลัง แล้วดูอุกกาบาตในกล่องกระจกก่อนจะหัวเราะ “อุกกาบาตอะไรกันเล่า! มันคือไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ต่างหาก! ของดีนะเนี่ย!”
เย่ฝานคิดในใจว่า มิน่าล่ะอาการของไป๋อวิ๋นซีถึงกำเริบก่อนกำหนด ที่แท้ก็เป็เพราะเจอกับของชิ้นนี้เอง
รูปร่างภายนอกของไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ดูคล้ายก้อนหิน แต่แท้จริงแล้วมันเป็สมุนไพรล้ำค่าชนิดหนึ่ง มันมีประโยชน์มหาศาลกับผู้ฝึกตนที่มีรากิญญาธาตุน้ำ และธาตุน้ำแข็ง ไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์ยังมีการแบ่งระดับคุณภาพ ชิ้นที่อยู่ในกล่องกระจกยังถือเป็ของคุณภาพต่ำ แต่ถึงแม้จะมีคุณภาพต่ำ แต่ก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง ในโลกของผู้ฝึกตน ไขกระดูกเย็นบริสุทธิ์คุณภาพสูง แม้แต่ผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิงยังปรารถนาที่จะ
“พี่ใหญ่ครับ ของที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์สามารถขายได้ไหมครับ?” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นจิ่นส่ายพลางตอบว่า “พิพิธภัณฑ์นี้เป็พิพิธภัณฑ์ของรัฐ ถือเป็สมบัติของชาติ! สิ่งของในพิพิธภัณฑ์จึงไม่สามารถซื้อขายได้”
เย่ฝานพยักหน้าด้วยความผิดหวัง แล้วเอ่ยว่า “อย่างงั้นเหรอครับ!”
ไป๋อวิ๋นจิ่นมองเห็นดวงตาใสๆ ที่กลอกกลิ้งไปมาของเย่ฝาน จึงถามว่า “เย่ฝานนายกำลังคิดแผนอะไรอยู่?”
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วตอบว่า “เปล่านี่ครับ!”
ไป๋อวิ๋นจิ่น “…”
