บางทีอาจเป็เพราะหวังตันเห็นด้วย หยางจื้อก็เลยอยากให้ฉินซีได้ััการ ‘ถูกละเลย’ สักหน่อย และในวันที่สาม ฉินซีจึงไม่สามารถติดต่อหยางกุ้ยเฟินได้อีก หลังจากนั้นอีกหลายวัน หยางกุ้ยเฟินก็ส่งข้อความหาเขาด้วยความรู้สึกผิด และไม่รู้ทำไมเธอถึงถูกบริษัทส่งไปดูแลนักแสดงคนอื่นนอกสถานที่ ฉินซีบอกให้หยางกุ้ยเฟินไปด้วยความสงบนิ่ง ต้องยอมรับว่า การกระทำแบบนี้ของกวงิฟิล์ม ถ้าเป็นักแสดงหน้าใหม่คนอื่นละก็ นี่อาจทำให้พวกเขาใจนตัวสั่นเป็เ้าเข้าแน่ๆ
แต่น่าเสียดายนะ สู้พวกเขาทิ้งหยางกุ้ยเฟินเอาไว้ยังจะดีกว่า แบบนั้นแม้ฉินซีจะไม่เดือดร้อน แต่อย่างน้อยหยางกุ้ยเฟินก็ต้องร้อนรน ความรู้สึกมักจะแพร่ออกไปจากคนสู่คน เมื่อคนหนึ่งร้อนรน อีกคนก็จะร้อนรนตามมา แต่พอหยางกุ้ยเฟินถูกนำตัวไป อย่างมากฉินซีก็แค่กลับไปใช้ชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายเหมือนเดิม เขาไม่ได้มีตรงไหนที่ต้องร้องขอกวงิฟิล์ม วิธีการของหยางจื้อก็แบบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถทำให้ผู้กำกับและผู้ควบคุมการผลิตของตำนานยุคฉินไล่ฉินซีออกจากกองถ่ายได้ ดังนั้น… ฉินซีจึงไม่ได้รู้สึกอะไรจากการกระทำนี้สักนิด ถึงเวลาก็ต้องกินต้องนอน ไม่เห็นต้องเก็บอะไรมาคิดเลย
รอจนผ่านไป 2 วัน เมื่อหยางจื้อไม่เห็นฉินซีร้องไห้อ้อนวอน ก็ผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็ไปที่ห้องอัดรายการกับจี่อวี้เซวียน ดังนั้นวันนี้จี่อวี้เซวียนจึงโทรศัพท์เข้ามา
“ทำอะไรอยู่?” น้ำเสียงของจี่อวี้เซวียนดังจากมาจากปลายสาย มันเต็มไปด้วยความนุ่มนวล
ฉินซีรู้สึกรำคาญวิธีการนี้ของเขา จึงตะเบ็งเสียงตอบกลับไป “มีอะไรก็รีบพูดครับ”
จี่อวี้เซวียนถูกทำเอาชะงักไป ไม่คิดว่าฉินซีจะไม่ไว้หน้ากันขนาดนี้ “ฉันคือจี่อวี้เซวียน” เขาบอกฐานะของตัวเองไป เพราะเกรงว่าฉินซีอาจจะไม่รู้ว่าเขาเป็ใครก็ได้ ถึงได้มีท่าทางแข็งขืนแบบนี้
“อ้อ” ฉินซีตอบรับไปเรียบๆ ก่อนจะถามกลับ “มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ยินดีจะให้เกียรติไปทานอาหารกันสักมื้อไหม?”
“ไม่ครับ” ฉินซีพูดพร้อมกับวางสาย การทำเช่นนั้นทำให้เขาสุขใจสุดประมาณ มุมปากโค้งขึ้นเป็รอยยิ้ม ก่อนจะโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้บนโซฟา แล้วเดินเข้าไปทำอาหารง่ายๆ ห้องครัว ทันใดนั้นโทรศัพท์บนก็โซฟาดังขึ้นอีกครั้ง เกรงว่าจี่อวี้เซวียนคงกำลังอดกลั้นความโมโหเอาไว้เต็มอก แต่ถึงอย่างนั้นฉินซีก็ตั้งใจว่าจะทำให้อีกฝ่ายยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิม จึงวางโทรศัพท์ทิ้งไว้ตรงนั้น ทั้งไม่รับและไม่ตัดสาย ปล่อยให้เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือเป็เหมือนเพลงบรรเลงอยู่ในห้องเฉยๆ
เมื่อฉินซีทำอาหารเสร็จและเดินออกมา ก็วางอาหารลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็ค่อยๆ ทานไป
รอจนทานอาหารเสร็จ ล้างจานชามเรียบร้อย โทรศัพท์มือถือก็ไม่ดังขึ้นมาอีก เพียงแต่หยางจื้อยังคงะโโลดเต้น ส่งข้อความมาเตือนให้เขายอมแต่โดยดี ก่อนที่จะต้องใช้วิธีบังคับ
ฉินซีเคลื่อนนิ้วไปลบข้อความ
น่าเสียดายนะ เขานี่ชอบให้คนบังคับที่สุดเลย
เขาเข้าไปในห้องนอน ก็เปิดเลือกหนังดูจากจอคอมพิวเตอร์ แม้จะมีประสบการณ์ที่เก็บสะสมมาจากชาติก่อน แต่ชาตินี้เขาก็ยังต้องตั้งใจเรียนรู้ทักษะการแสดง โดยเฉพาะจากพวกนักแสดงเก่าแก่ บางทีทั้งชีวิต เขาก็อาจจะเรียนรู้ได้ไม่หมด
ฉินซีเลือกดูหนังอาร์ต[1] เก่าๆ ขึ้นมาเื่หนึ่ง แล้วทานมันฝรั่งแผ่นไปด้วย ดูไปสักพักก็รู้สึกง่วง นึกอยากนอนกลางวันขึ้นมาเสียอย่างนั้น เมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว เขาค่อยๆ เดินออกมาจากห้องนอนพร้อมกับหาวออกมา พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ฉินซีก็นิ่งไป เฉินเจวี๋ยโทรหาเขา? แถมเขายังพลาดสายนี้ไปอีก? นิ้วมือของฉินซีลากผ่านไปบนหน้าจอ จากนั้นก็โทรกลับไป อย่างไรวันนั้นเฉินเจวี๋ยก็เป็คนไปส่งเขาถึงโรงพยาบาล แม้ขากลับท่าทางจะไม่งามนักก็เถอะ
“ขอโทษนะครับ คุณเฉิน เมื่อสักครู่ผมอยู่ในห้องนอน ก็เลยไม่...” ได้ยิน ฉินซียังไม่ได้พูดคำพูดที่เหลืออยู่ออกไป เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากปลายสายเสียก่อน “เอ๋? นายจะคุยกับคุณเฉินเหรอ? คุณเฉินกำลังยุ่งอยู่นะ” เมื่อพูดจบ เธอก็วางสายไป
ฉินซีนิ่งไปสักพัก ไม่คิดมาก่อนเลยว่าโทรศัพท์ของเฉินเจวี๋ยจะไปอยู่ในมือของผู้หญิงคนหนึ่ง
หัวใจของเขาราวกับถูกบีบเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันคือความรู้สึกแบบไหน เขาทึ้งเรือนผมของตัวเอง ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือลง อืม... ตอนบ่ายจะทำอะไรดีนะ? อ่า... อยู่ดีๆ ก็ว่างขึ้นมาซะอย่างนั้น ฉินซีคิดไปคิดมา ก่อนจะนำโทรศัพท์มือถือกดโทรหาเ้าอ้วนต้วน ก่อนหน้านี้นัดเจอกันกี่ครั้งๆ ก็ไม่สำเร็จสักที ตอนนี้มีเวลาแล้ว ก็ควรจะชวนอีกฝ่ายออกไปเที่ยวเล่นกัน
พอเ้าอ้วนต้วนรับสาย เขาก็ยังคงพูดออกมาโดยไม่คิดอะไรมาก “เอ๋ นี่ไม่ใช่ดาราดังหรอกเหรอ? ตอนที่เห็นสายโทรศัพท์โทรเข้ามา ฉันนี่ใจนมือสั่นเกือบจะปาโทรศัพท์มือถือตกพื้นไปแล้วนะเนี่ย ทำไมวันนี้ถึงมีเวลาว่างโทรมาหาฉันได้ล่ะ? หรือว่านายอยากจะมอบลายเซ็นให้ฉันจนทนแทบไม่ไหวหรือไง?”
ฉินซีถูกคำพูดของเขาทำเอารู้สึกขำขัน “ใช่ ฉันจะอยากจะมอบลายเซ็นให้นายสุดๆ ไปเลย วันนี้ตอนบ่ายว่างไหม? พอดีตอนนี้ฉันอยู่ที่เมืองหนิงชื่อ ออกมาเที่ยวกันหน่อยเถอะ”
“ได้สิ จะไปเที่ยวไหนบ้างล่ะ?”
“ไปสวนสนุก ตอนกลางคืนไปดูหนัง”
เ้าอ้วนต้วนสบถ ‘แม่เ้า’ ออกมา ก่อนจะดึงเสียงให้สูงขึ้น “ทำไมนายยังแก้ความชอบเหมือนเด็กสาวแบบนี้ไม่ได้อีกเนี่ย?”
ฉินซีวางโทรศัพท์ไป เขากดซื้อตั๋วชมภาพยนตร์กับตั๋วสวนสนุกผ่านเว็บ หลังจากนั้นก็เก็บของเตรียมออกไปข้างนอก เมื่อก่อนตอนที่เขาออกไปเที่ยวกับพวกรูมเมต ก็มักจะชอบชวนไปสวนสนุกกัน นั่งรถไฟเหาะ เข้าบ้านผีสิง เสร็จแล้วก็ค่อยไปโรงภาพยนตร์เพื่อดูหนังตลกหรือสยองขวัญสักเื่ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการทานอาหารเย็นมื้อใหญ่ แล้ววันนั้นก็จบลงโดยสมบูรณ์ แต่เพราะเป็สถานที่ดังกล่าว และไปเที่ยวกันแค่สองคน ทำให้เขาถูกหัวเราะเยาะว่ามีความชอบเหมือนเด็กสาว สวนสนุกกับโรงภาพยนตร์ไม่ใช่สถานที่ที่เด็กสาวที่กำลังมีความรักชอบไปกันหรอกเหรอ?
หลังจากไปถึงสวนสนุกแล้ว เ้าอ้วนต้วนก็หัวเราะใส่ฉินซีไปรอบหนึ่ง ก่อนที่ทั้งสองจะเดินเข้าไป
“สาวน้อย อยากให้พี่ซื้อสายไหมมาให้ถือสักไม้ไหมจ๊ะ?” เ้าอ้วนต้วนหัวเราะคิกคักพร้อมกับยื่นมือไปขยี้หัวของฉินซี ฉินซีขยับหลบไปอย่างว่องไว “คนรอบข้างจะมองว่าพวกเราเป็พวกโรคจิตกันแล้วนะ”
“อ้อ ใช่ ตอนนี้นายเป็ดาราแล้วนี่...” เ้าอ้วนต้วนเพิ่งจะพูดจบ
เด็กสาวคนหนึ่งที่เดินมาจากอีกฝั่งก็เงยหน้าขึ้น พร้อมพยายามอดกลั้นเสียงกรีดร้องไว้ “ไอ๊หยาๆๆๆ นะ นะ นะ… นั่น ฉินซี!”
เ้าอ้วนต้วนเหลือบตามองเด็กสาวเล็กน้อย “นี่ใช่ที่เขาหมายถึงว่า เจอเื่ตื่นเต้นถึงขนาดพูดติดอ่างไปหรือเปล่านะ?”
ฉินซีปล่อยเขาไว้แบบนั้น ก่อนจะรีบเดินไปทางบ้านผีสิง เ้าอ้วนต้วนก็รีบเดินตามมาติดๆ
“เอ๋ ที่รัก! นายยังไม่อ้อนวอนขอให้ฉันรับลายเซ็นเลยนะ” น้ำเสียงของเ้าอ้วนต้วนทั้งดังและชัดเจน จนดึงดูดสายตาแปลกๆ จากผู้คนนับไม่ถ้วนเข้ามาทันที
ฉินซีสบถคำหยาบด่าออกมาในใจ หลังจากให้พนักงานตรวจตั๋วแล้ว ก็รีบจ้ำเข้าไปในบ้านผีสิงอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เ้าอ้วนต้วนะโเสียงดังอยู่ด้านหลัง “เอ๋ รอด้วยสิ! รอฉันก่อน!”
เ้าบ้านี่ชอบสร้างเื่ตลอด วันนี้ฉันไม่ควรพาเขามาเลย… ฉินซีรู้สึกเสียใจที่เลือกทำแบบนี้จนลำไส้แทบจะบิดช้ำ
ไม่รู้ว่าเป็เพราะบ้านผีสิงมีระบบใหม่หรือเปล่า หลังจากฉินซีเข้าไปแล้ว เขาก็มักจะรู้สึกว่ามันดูน่ากลัวขึ้นอีกระดับ แม้จะยังคงใช้พนักงานแต่งตัวเป็ผีปีศาจเหมือนเดิมก็ตาม เมื่อเขาเดินผ่านห้องเก็บโลงศพมาแล้ว จู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดัง คนที่มาเล่นบ้านผีสิงในสวนสนุกนี้มีไม่มากนัก อีกทั้งเ้าอ้วนต้วนยังเอื่อยเฉื่อยไม่ตามมาสักที ในตอนนั้นเขาจึงได้ยินเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังสะท้อนท่ามกลางสถานที่ที่วังเวงนี้
ฉินซีคิดขึ้นได้ เขานำโทรศัพท์มือถือออกมา เมื่ออยู่ในที่มืดแบบนี้แสงจากหน้าจอก็ดูแสบตามากกว่าปกติ ฉินซีหรี่ตาลงโดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะเห็นว่าคนที่โทรเข้ามาคือเฉินเจวี๋ย
ฉินซีได้ยินเ้าอ้วนต้วนะโเสียงว่า “นี่มันบ้าอะไรเนี่ย” ตามมาจากด้านหลัง ก็หัวเราะขึ้นมาด้วยความสะใจ ก่อนจะกดรับสาย “คุณเฉิน”
“นายอยู่ไหน?” ปกติเวลาถามอะไรก็มักจะตรงไปตรงมาแบบนี้เสมอ เฮ้อ ช่างไม่เหมือนกับจี่อวี้เซวียนเอาเสียเลย สำหรับเฉินเจวี๋ยแล้ว ถ้าจะให้เขาทำอะไรที่ดูนุ่มนวล มันก็คงเป็ไปไม่ได้
“สวนสนุกครับ...” ฉินซีนิ่งไป ก่อนจะพูดเสริมอีก “สวนสนุกของเมืองหนิงชื่อ ที่เปิดใหม่ออกจากในตัวเมืองมาหน่อยน่ะครับ”
“รู้แล้ว” ไม่นานโทรศัพท์มือถือก็เงียบเสียงลง
ฉินซีเม้มปาก ในตอนที่กำลังเก็บโทรศัพท์ลง ก็มีบางอย่างะโออกมาจากโลงศพข้างๆ มาอยู่ตรงหน้าฉินซี นี่ทำให้เขาใสะดุ้ง และส่งเสียงร้องเบาๆ ออกมาจากลำคอ เสียงของเฉินเจวี๋ยดังขึ้นจากโทรศัพท์ทันที “ฉินซี! ฉินซี นายกำลังทำอะไรอยู่?”
เฉินเจวี๋ยยังไม่วางสายอีกเหรอ?
“ไม่มีอะไรครับ” ฉินซีถอนลมหายใจออกมา ก่อนจะตบลงบนตัวของเ้าของเล่นนั่นอย่างสงบนิ่ง จากนั้นเ้านั่นก็หดกลับไปทันที ไม่รู้ว่าเป็เครื่องยนต์หรือพนักงาน ฉินซีนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหูอีกครั้ง “ผมอยู่ในบ้านผีสิงน่ะ”
เฉินเจวี๋ย “...”
นิ้วมือของฉินซีเคลื่อนไป ลังเลว่าจะวางสายดีหรือไม่ จู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็พูดออกมาอีก “รสนิยมนายนี่มีเอกลักษณ์เหมือนกันนะ”
“ขอบคุณครับ” ในใจของฉินซีอยากจะพูดว่า การที่คุณถูกใจผม รสนิยมของคุณเองก็ประหลาดมากเหมือนกัน
ในตอนนั้นเฉินเจวี๋ยวางสายไปจริงๆ แล้ว ฉินซีเก็บโทรศัพท์ลง แล้วลากขาเดินออกไปด้านนอก เ้าอ้วนต้วนยังคงร้องะโตามหลังมา บ้างก็ถีบอุปกรณ์หรือต่อยพนักงาน เมื่อเวลาผ่านไป ภายในบ้านผีสิงก็เต็มไปด้วยเสียงร้องระงมของพนักงาน เ้านี่ลงมือหนักหน่วงเกินไปแล้ว!
ฉินซีกลั้นขำแทบตาย เขารีบเร่งฝีเท้าขึ้นมาทันที ไม่นานนักก็เดินออกมาได้ในที่สุด
ผ่านไปอีกสักพัก เ้าอ้วนต้วนถึงได้เดินโมโหตึงตังออกมา หลังจากออกมาแล้ว ก็ทิ้งตัวลงบนบ่าของฉินซี “เฮ้อ ก็มีแต่แบบฉันนี่แหละ ที่จะอุทิศชีวิตอยู่ข้างนาย พวกเพื่อนๆ ของเรานั่น ถ้ามาเล่นกับนายบ่อยๆ คงต้องตายแบบไม่ต้องสืบเลย”
ฉินซีหัวเราะ เหอๆ ออกมา “นายไม่ได้บอกว่าเป็ความชอบของเด็กสาวหรือไง? ทำไมนายถึงสู้เด็กสาวไม่ได้ล่ะ?”
“นี่มันความชอบของเด็กสาวโรคจิตนี่” เ้าอ้วนต้วนทิ้งทั้งตัวลงบนร่างของฉินซี รูปลักษณ์ภายนอกของทั้งสองค่อนข้างโดดเด่นดึงดูดสายตาของผู้คนไม่น้อย อีกทั้งเ้าอ้วนต้วนยังจงใจบิดไปบิดมาข้างตัวฉินซี แสร้งทำเป็สะดีดสะดิ้ง “อืม เค้ารู้สึกแย่มากเลยอ่า รีบพาเค้าไปกินฮาเก้นดาสนะ… ฮา! เก้น! ดาส! อ่า!”
ฉินซีเกือบจะอ้วกออกมาให้ได้ เขายกมือขึ้นตบหัวของเ้าอ้วนต้วน “นายลงไปเดี๋ยวนี้เลย นี่ตั้งใจจะทับฉันให้ตายหรือยังไง? ฉันไม่เซ็นให้นายแล้ว”
“ฮ่าๆ น่ากลัวชะมัดเลย...” เ้าอ้วนต้วนพูดพร้อมยกมือทาบอก เห็นชัดว่าตัวใหญ่ตัวโตแต่ก็ยังทำท่าสะดีดสะดิ้งราวกับถูกกระทำ ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างก็แขยงจนต้องรีบเดินออกไป
“ไปเถอะ พวกเราไปขึ้นรถไฟ...”
“เหาะ” เ้าอ้วนต้วนพูดต่อ
ฉินซีนิ่งไปแล้ว เขามองไปยังรถหรูสีดำที่จอดอยู่ตรงหน้า กระจกรถค่อยๆ ถูกลดลงปรากฏให้เห็นใบหน้าของเฉินเจวี๋ยและผู้ช่วยที่นั่งยิ้มอยู่ที่เบาะข้างคนขับ
สายตาของเฉินเจวี๋ยจ้องมายังบริเวณที่เ้าอ้วนต้วนััอยู่บนร่างของฉินซี
ฉินซีรู้สึกราวกับถูกไฟช็อต เขารีบสลัดตัวเ้าอ้วนต้วนลงไป ใบหน้าของเ้าอ้วนต้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เอ๋? นายรู้จักเหรอ?”
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยค่อยๆ มืดมัวลง สายตาที่มองไปยังเ้าอ้วนต้วนแฝงไปด้วยความเยือกเย็น ฉินซีรู้สึกได้ถึงสถานการณ์ไม่สู้ดีโดยสัญชาตญาณ เขาขยับเดินเข้าไป ก่อนจะพูดว่า “คุณเฉิน นี่เพื่อนของผม เอ่อ...” จู่ๆ ฉินซีก็นิ่งไป แย่แล้ว ปกติก็เอาแต่เรียกอีกฝ่ายว่าเ้าอ้วน จนตอนนี้แม้แต่ชื่อจริงๆ ก็ยังลืมไป หยาดเหงื่อของฉินซีเริ่มไหลริน
เฉินเจวี๋ยไม่ได้สนใจชื่อของอีกฝ่ายั้แ่แรก เขาละสายตาออกมา ก่อนจะถามขึ้น “จะอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน?”
สำหรับเื่อาการผีเข้าผีออกของเฉินเจวี๋ยนั้น ฉินซีรู้สึกทำอะไรไม่ได้จริงๆ เขามองไปยังนาฬิกาข้อมือ “ผม… ตอนแรกตั้งใจว่าจะเล่นสัก 2 ชั่วโมงครับ”
“ถ้าแบบนั้นนายก็ไปเถอะ ฉันจะรอ” เฉินเจวี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งราวกับกำลังทานอาหารอยู่เช่นนั้น
“ผม...” ฉินซีลังเลขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองเ้าอ้วนต้วน อีกฝ่ายหรี่ตาลง ก่อนจะพุ่งเข้ามากะทันหัน “ไอ๊หยา พาเค้าไปกินฮาเด้นดาสก่อนสิ...”
ตัวของฉินซีแข็งค้างไปแล้ว ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าสีหน้าของเฉินเจวี๋ยคงต้องย่ำแย่มากแน่ๆ ตอนนี้ลำไส้ของเขาบิดเบี้ยวจนเขียวช้ำไปหมด… เขาไม่ควรพาเ้าอ้วนต้วนมาเลยจริงๆ เ้านี่มีแต่จะสร้างเื่ เขาสร้างเื่เก่งเกินไปแล้ว!
ผู้ช่วยที่นั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับถอนหายใจเงียบๆ เฮ้อ แม้ก่อนหน้านี้จะมีผู้หญิงโง่คนหนึ่งมาแตะต้องโทรศัพท์ของเ้านายโดยไม่ได้ตั้งใจ คุณชายฉินก็ไม่น่าแก้แค้นเ้านายแบบนี้เลย… เมื่อนึกไปถึงเด็กสาวที่มือหนึ่งถูกตัดทิ้งไปแล้ว ผู้ช่วยก็ต้องเหลือบมองชายวัยรุ่นที่เกาะอยู่บนตัวของฉินซีราวกับโคอาล่าด้วยความเห็นใจ
สถานการณ์กลับกลายเป็อึดอัด ฉินซีไอกระแอมในคอ ก่อนจะถามขึ้นเบาๆ “ถ้าไม่อย่างนั้น… คุณเฉินมาด้วยกันไหมครับ?”
สีหน้าของผู้ช่วยดูราวกับถูกฟ้าผ่า
เ้านายที่ทุกนาทีมีค่ามากมายคนนั้น คนที่มักจะไม่แสดงรอยยิ้มออกมา เ้านายที่ไม่มีแม้แต่งานอดิเรกหรือความชอบ เวลาอยู่ที่ยุโรป เขาก็ถือเป็บุคคลอันตราย เมื่อกลับไปยังฮ่องกงก็เป็นายใหญ่ แต่ตอนนี้กลับถูกชวนให้ไปเที่ยวเล่นในสวนสนุกเนี่ยนะ?!
……
[1] หนังอาร์ต หรือภาพยนตร์แนวอาร์ต เป็ภาพยนตร์ที่เน้นศิลปะในการสื่อสาร หรือมีการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ เน้นให้ตีความแต่ไม่ตีกรอบความคิดผู้ชม ซึ่งต่างจากภาพยนตร์ตามกระแส ที่เข้าถึงความรู้สึกคนดูตรงๆ เข้าใจง่ายไม่ต้องตีความล้ำลึก
