ฉินซีกัดปีกไก่ไปพร้อมกับนั่งเลื่อนเวยป๋อเลื่อนไปทีละโพสต์ๆ อย่างไม่รีบร้อน จนสุดท้ายก็ต้องดีใจเมื่อไม่เห็นข่าวแย่ๆ เกี่ยวกับตัวเอง อีกทั้งยังมีกระทู้ ‘ฉินซีคือเทพบุตรของฉัน’ ปรากฏขึ้นมาอีก ภายในนั้นมีโพสต์เวยป๋อที่ค่อนข้างใหม่อยู่ 1 โพสต์ และโพสต์นี้ก็มีการแชร์ต่อไปอีกหลายพันครั้ง
ฉินซีกดเปิดเวยป๋อดู ก็ต้องหัวเราะจนเกือบจะล้มลงไป ถ้าพวกหยางจื้อมาเห็นเข้าคงต้องโมโหแทบตายแน่
ที่แท้เด็กผู้หญิงของกองถ่ายที่บอกทางให้ฉินซีในวันนั้นก็เป็คนโพสต์
เทพบุตร คุณ้าผู้ติดตามเพิ่มไหมคะ! สองวันที่ผ่านมานี้ ดวงของฉันดีมาก ไม่เพียงแต่ถูกส่งไปทำงานที่รายการวาไรตี้เท่านั้นนะ แต่ยังโชคดีได้เจอกับดาราอีกหลายคน และที่สำคัญคือ... ฉันได้เจอเทพบุตรของฉันด้วยล่ะ! พระเ้า! เทพบุตรผู้หลงทางของฉัน มาให้ฉันช่วยบอกทางให้ หลังจากบอกทางให้แล้ว เขาก็มีท่าทีอ่อนโยนมากเลยล่ะ บอกขอบคุณกับฉันตั้งหลายครั้ง แถมยังชมว่าฉันเป็คนดีด้วย ฮ่าๆๆ เทพบุตรของฉันจะเป็กันเองเกินไปไม่ได้นะ คิดๆ แล้วก็ดีใจจนอยากจะร้องไห้เลยล่ะ QAQ @ฉินซีอาซี
หลังจากนั้นพวกแอคเวยป๋อที่แชร์ต่อไปก็มักจะมีหัวข้อประมาณว่า ‘พวกขอให้ฉันได้เจอเทพบุตรที่เป็กันเองแบบนี้บ้าง’ ทั้งยังมีที่พูดถึงเื่เก่าๆ อย่างตอนที่เหลียนเหล่ยใส่ความฉินซีก็เห็นแล้วว่าฉินซีนิสัยดีมาก แถมยังดีกับแฟนคลับสุดๆ อีก ตอนนั้นเขากลัวว่าแฟนคลับจะถูกบีบคั้น ก็เลยจงใจบอกว่าไม่ต้องออกตัวแทนเขา มันช่างทำให้แฟนคลับอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน...
ความจริงฉินซีก็แค่ทำเื่เหล่านี้ไปโดยไม่ได้คิดอะไร เขาคิดไม่ถึงว่าแฟนคลับจะจดจำไว้ในใจขนาดนี้ ในตอนนั้นเอง ความโมโหที่ถูกหยางจื้อวางแผนทำร้ายก็ดูเหมือนว่าจะเบาบางลงไปไม่น้อย
เขาปิดหน้าต่างโทรศัพท์มือถือลง นั่งคิดอยู่เงียบๆ ก่อนจะขยับนิ้วมือพิมพ์ส่งข้อความไปหาเฉินเจวี๋ย เขาไม่รู้ว่าเฉินเจวี๋ยจะเห็นหรือเปล่า
ข้อความนั้นมีเพียงคำคำเดียว...
“ครับ”
หลังจากส่งไปแล้ว ฉินซีก็ถอนหายใจออกมาทันที ในขณะที่เขาจะเก็บโทรศัพท์มือถือลง ใครจะรู้ว่าจู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นขึ้นมาเล็กน้อย ข้อความใหม่ถูกส่งเข้ามา เมื่อฉินซีเปิดดู ก็คิดไม่ถึงเลยว่าเฉินเจวี๋ยจะตอบกลับเร็วขนาดนี้ ข้อความที่เฉินเจวี๋ยตอบกลับมาสั้นเหมือนข้อความของเขาไม่มีผิด มันมีเพียงคำว่า “ดี” เท่านั้น หากเด็กสาวได้เห็นข้อความตอบกลับที่กระชับแบบนี้ เกรงว่าจะต้องโมโหแทบตายแน่
แต่ฉินซีกลับรู้สึกขำขันขึ้นเล็กน้อย เขายกมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะนึกถึงวันที่เขาอยู่ที่บ้าน เฉินเจวี๋ยนั่งอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น และบอกว่าไม่ได้ชอบเพศเดียวกัน และไม่ได้ชอบเพศตรงข้ามด้วยขึ้นมา ฉินซีรู้ว่าเฉินเจวี๋ยเพียงมีภายนอกที่ดูเป็คนมีมารยาทเรียบร้อย แต่ความจริงในใจของเฉินเจวี๋ยนั้นทั้งเ็าและเด็ดเดี่ยว แม้จะมีคนตายลงต่อหน้า ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่แม้แต่กระดิกปลายนิ้ว แต่คนที่เืเย็นแบบนี้ กลับทำให้ฉินซีรู้สึกว่าในคำพูดของอีกฝ่ายแฝงไปด้วยความอบอุ่นเบาบาง
คิดมาถึงตรงนี้ ฉินซีก็ยิ่งอดยิ้มไม่ได้ บางทีสมองของเขาอาจจะมีปัญหาไปแล้ว ตัวเองก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่น เห็นความอบอุ่นอะไรล่ะ? คนอย่างเฉินเจวี๋ยจะหาความอบอุ่นได้เหรอ?
ในระหว่างที่ฉินซีกำลังหัวเราะเยาะตัวเองอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น เมื่อเขามองดูก็พบว่าเฉินเจวี๋ยก็โทรเข้ามา ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย ไม่ได้ส่งข้อความมาแล้วเหรอ? ทำไมยังโทรเข้ามาอีกล่ะ?
ฉินซีกดรับสายด้วยความลังเล แต่โชคดีที่ฉินซีหน้าหนา จึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร
“ฮัลโหล คุณเฉิน” ฉินซีเปิดปากพูด
เสียงหายใจของเฉินเจวี๋ยดังเข้ามาในหูของฉินซีจากปลายสายอย่างชัดเจน ในวินาทีนั้น มันทำให้ฉินซีรู้สึกราวกับเฉินเจวี๋ยอยู่ข้างกายเขาเช่นนั้น
“เมื่อกี้ประชุมอยู่” เฉินเจวี๋ยอธิบายก่อน จากนั้นก็นิ่งไป ก่อนจะรีบถามฉินซี “ยังเรียกฉันว่าคุณเฉินอีกเหรอ?” ในน้ำเสียงของเขาเหมือนจะแฝงไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
แล้วจะไม่ให้เรียกว่าคุณเฉินหรือยังไง? ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย สมองของเขาคิดย้อนไปว่าพวกศิลปินนักแสดงที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ร่วมกับนายทุนอย่างไร ไม่ใช่แบบนี้เหรอ? ไม่มีใครคิดว่าตัวเองสำคัญมากจนสามารถเรียกชื่อของนายทุนออกมาตรงๆ ได้หรอก อ้อ หรือบางทีก็อาจมีที่เรียกว่า ‘ที่รัก’ ‘ฮันนี่…’ แต่พอฉินซีนึกถึงใบหน้าเรียบนิ่งของเฉินเจวี๋ย ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถพูดออกมาได้ มันน่าสะอิดสะเอียนเกินไป...
“ฉันมีชื่อแทนตัวอยู่” เฉินเจวี๋ยพูดออกมา
ชื่อแทนตัว? ฉินซียังคิดไม่ทัน “คืออะไรเหรอครับ?”
“ชื่อแทนตัวของฉันคือ เหวินซิ่น”
ฉินซีพูดไม่ออก เขาเพิ่งจะเข้าใจขึ้นมา ชื่อแทนตัว นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกบัณฑิตในสมัยโบราณใช้กันหรอกเหรอ? คิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะมีชื่อแทนตัวด้วย ที่แท้พวกตระกูลใหญ่ก็แตกต่างออกไปจริงๆ
“นายอยู่เมืองหนิงชื่อเหรอ?” เฉินเจวี๋ยถามต่อ
“แน่นอนว่าต้องอยู่ที่บ้านครับ ่นี้ผมไม่มีออกงานอะไร” ฉินซีตอบกลับไปอย่างซื่อสัตย์
“ไม่มีงานอะไร?” เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้วฉับ ดูเหมือนว่าฉินซีจะถูกกวงิฟิล์มละเลยหนักกว่าที่เขาคิดเอาไว้เสียอีก “รอฉันอยู่ที่บ้าน”
เมื่อพูดจบเฉินเจวี๋ยก็ตัดสายไปตามแบบที่ทำเสมอมา
ฉินซีเหม่อลอยไปกับเสียง “ตู๊ดๆ” จากโทรศัพท์มือถือสักพัก ก่อนจะนึกไปถึงตอนที่ไปสวนสนุกก่อนหน้านี้ เฉินเจวี๋ยโทรมาถามว่าเขาอยู่ที่ไหน จากนั้นไม่นาน เฉินเจวี๋ยก็มาปรากฏตัวที่ทางเข้าสวนสนุกแล้ว ฉินซีรู้สึกว่าบางทีเฉินเจวี๋ยอาจจะแวบไปมาเหมือนิญญา ถึงขนาดที่พอเขาออกไปเปิดประตู อีกฝ่ายก็คงจะยืนอยู่ที่ด้านนอกแล้วก็ได้
ฉินซีส่ายหน้าไปมา ไม่หรอก... เฉินเจวี๋ยไม่มีทางโรแมนติกถึงขนาดมาเซอร์ไพรส์อะไรแบบนั้นแน่!
วันนั้นเป็เพราะเฉินเจวี๋ยเข้ามาแทรกกลางระหว่างเขาและเพื่อน ฉินซีก็เลยไม่ได้ไปทานข้าวกับเ้าอ้วนต้วน ฉินซีอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านสักพัก เ้าอ้วนต้วนก็โทรมาชวนเขาลงไปทานอาหารด้านล่างแล้ว สถานที่คือร้านอาหารใกล้ๆ นี่ ฉินซีจึงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกจากบ้านไป และครั้งนี้เขาก็เตรียมรูปภาพพร้อมลายเซ็นไปให้เ้าอ้วนต้วนจริงๆ
“หลังจากนี้นายก็เอาไปอวดได้แล้ว” ฉินซีใช้รูปภาพตบเข้าที่หัวของเ้าอ้วนต้วน
“อ้อ ขอบคุณในความกรุณาของท่านมากครับ” เ้าอ้วนต้วนหยิบรูปมา แล้วเอาใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์จริงๆ
ฉินซีไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ไม่สิ เดี๋ยวก่อน ถ้ามีคนมาเปิดกระเป๋านายแล้วเห็นรูปนี้ เลยคิดว่าฉันเป็แฟนของนายจะทำยังไง?”
“ตอนอยู่มหาวิทยาลัย นายไม่ได้ให้สัญญาลับๆ ว่าจะอยู่กับฉันตลอดไปหรอกเหรอ?” เ้าอ้วนต้วนหัวเราะคิกคัก พร้อมรับเครื่องดื่มจากมือของพนักงาน ทำเอาพนักงานมองพวกเขาสองคนด้วยความหวาดกลัว
ฉินซี “...เดี๋ยวพนักงานก็ไม่กล้าเข้ามาเสิร์ฟอาหารหรอก เขากลัวนายจะไปสนใจก้นเขาเข้าน่ะ”
เ้าอ้วนต้วนส่ายหน้า “ชายแท้อย่างนั้นไม่สนใจก้นใครหรอกนะ แต่จะว่าไปแล้ว ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ามีคนสนใจก้นนายเข้ากันล่ะ?”
ใบหน้าของฉินซีมืดมน “ไร้สาระน่ะ”
“เป็ดาราแล้วนี่ อย่าพูดอะไรไม่ดีน่า! เอ้อ ฉันพูดความจริงนะ ผู้ชายที่เจอในสวนสนุกวันนั้นเป็ใครเหรอ? ขับรถมาหานาย แถมพอนายบอกว่าอยากเล่นเครื่องเล่น เขาก็ยังเล่นเป็เพื่อนนายตลอด ไม่ใช่ว่าฉันชอบสอดรู้สอดเห็นหรอกนะ แต่พวกนายมีความสัมพันธ์กันแบบไหน? นี่มันน่าแปลกใจเกินไปแล้ว”
ฉินซีร้อนตัวขึ้นมา “เขา… เขาเป็ เพื่อนคนหนึ่งน่ะ”
“นายอย่ามาปิดบังฉันเลย คนอย่างเขาดูไม่เหมือนคนรวยธรรมดาๆ เลยนะ ท่าทางดูมีอำนาจขนาดนั้น นายไปมีเพื่อนแบบนี้ั้แ่เมื่อไร ทำไมฉันถึงไม่รู้เื่เลย”
“ถ้าแบบนั้นนายคิดว่าจะเป็อะไรได้ล่ะ?” ฉินซีอดกลอกตาใส่อีกฝ่ายไม่ได้ เขาคงไม่สามารถบอกได้ว่า อ้อ วันนี้ฉันกับเขาเพิ่งจะตกลงมีความสัมพันธ์แบบรับเลี้ยงดูกันไปเอง… ถ้าพูดแบบนั้นจริง เขาคงบ้าไปแล้ว
“คนที่ตามจีบนาย?” ดวงตาของเ้าอ้วนต้วนเป็ประกายขึ้นมา “ฉันพูดไม่ผิดใช่ไหม?” ไม่รอให้ฉินซีพูดจบก็เริ่มพูดต่อไปเองแล้ว “เฮ้อ นึกไปถึงตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยนะ ฉันคิดมาตลอดเลยว่าไม่ช้าก็เร็ว นายก็จะต้องแต่งงานออกเรือนไปกับคนอื่น...”
“อย่าให้ฉันต้องชกนายนะ!” ฉินซีเกือบจะใช้ตะเกียบแทงเข้าไปในปากของอีกฝ่ายแล้ว
พนักงานที่บังเอิญเข้ามาเสิร์ฟอาหารอีกครั้งพอดี ใช้สายตาประหลาดมองมาที่พวกเขาทั้งสอง ดูเหมือนว่าในใจจะคิดว่าพวกเขาเป็บ้าอยู่
แม้เ้าอ้วนต้วนจะปากเสียไปหน่อย แต่ก็เป็นักพูดที่ไม่เคยทำให้บรรยากาศเงียบเหงา เมื่ออาหารถูกนำมาเสิร์ฟ ฉินซีก็ก้มหน้าก้มตาทาน ส่วนเขาก็ทานไปพร้อมกับหัวเราะเฮฮา เดี๋ยวก็พูดไปถึงเื่เหตุการณ์ทางการเมือง เดี๋ยวก็พูดไปถึงข่าวซุบซิบในวงการบันเทิง เดี๋ยวก็พูดไปถึงเื่ความสัมพันธ์ของฉินซี หรือแม้แต่เื่ราวของลุงยามเฝ้าหน้าประตูมหาวิทยาลัย พวกเขาก็หยิบยกขึ้นมาพูดคุยอย่างละนิดอย่างละหน่อย ฉินซีทานอาหารจนเสร็จท่ามกลางเสียงแบบนี้ โดยที่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนไป
“ไปจ่ายเงินเถอะครับ คุณท่าน” ฉินซีวางตะเกียบลง จากนั้นก็ดื่มซุปอึกสุดท้าย
เ้าอ้วนต้วนจัดการฟาดอาหารที่ฉินซีทานเหลือด้วยความรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ค่อยลุกไปจ่ายเงิน ฉินซีก้มหน้าลงตั้งใจจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเลื่อนดูเวยป๋อ แต่ใครจะรู้ว่าพอล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง กลับไม่พบโทรศัพท์มือถือ คงจะลืมเอาออกมา… ฉินซีคิดไปด้วยความไม่มั่นใจ ขอเพียงไม่ได้ทำหายก็พอแล้ว
“เรียบร้อยแล้ว” เมื่อเ้าอ้วนต้วนจ่ายเงินเสร็จและเดินเข้ามา ฉินซีก็ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกด้วยกัน
“ฉันไม่กลับไปแล้วนะ วันนี้จะค้างที่นี่กับนายสักคืน”
“ได้ ฉันมีห้องนอนอีกห้อง” ฉินซีพาเขาเดินไปยังอพาร์ตเมนต์
รอจนเดินออกมาจากลิฟต์ ฉินซีก็กระแอมเสียงดังให้ไฟเปิดขึ้นมา จากนั้นเมื่อเขามองออกไปอีกครั้ง ก็ได้เห็นเฉินเจวี๋ยยืนอยู่ที่โถงทางเดินตรงหน้าประตูห้องของเขา ด้านหลังของเฉินเจวี๋ยมีผู้ช่วยที่มีสีหน้าอมทุกข์ยืนอยู่ด้านหลัง
เ้าอ้วนต้วนส่งเสียงเบาๆ จากทางด้านหลัง “ซวยแล้ว” เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่อยากจะพุ่งมาฆ่าให้ตายไปเสียเร็วๆ ที่ทอดมายังตัวเขา
“ทำไมไม่รับโทรศัพท์?” เฉินเจวี๋ยกดเสียงถาม
ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย “ไม่ได้เอาโทรศัพท์มือถือไปน่ะครับ”
เ้าอ้วนต้วนพูดเสียงดัง “เอ๋ ไหนๆ ก็มาถึงประตูบ้านนายแล้ว ฉันขอกลับก่อนนะ”
“เอ๋?” ฉินซีตั้งใจจะพูดว่า นายไม่ได้บอกว่าจะไม่กลับไปหรอกเหรอ? แต่เมื่อคิดขึ้นได้ว่าเฉินเจวี๋ยยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ฉินซีก็พอจะเข้าใจความหมายของเ้าอ้วนต้วนแล้ว ช่างเป็… เพื่อน! ที่! ใส่! ใจ! กัน! มาก! เหลือ! เกิน!
เ้าอ้วนต้วนเผ่นไปอย่างว่องไว ฉินซีไม่รู้จะพูดอะไร จึงเดินเข้าไปหยิบกุญแจออกมาเปิดประตู ทว่าอยู่ดีๆ เขาก็คิดขึ้นมาได้ “ทำไมคุณไม่เปิดประตูเข้าไปเองล่ะครับ?”
เฉินเจวี๋ยนวดขมับโดยไม่พูดอะไร
ผู้ช่วยที่อยู่ข้างๆ ก้มหน้าลงพิจารณาความผิดของตัวเองเงียบๆ อ้อ ผมผิดไปแล้ว ผมไม่ควรเสนอความคิดแล้วบอกกับเ้านายไปว่า การมาปรากฏตัวหน้าประตูบ้านของฉินซีกะทันหันจะสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ให้อีกฝ่ายได้
ฉินซีเปิดประตู ก่อนจะเข้าไปเปิดไฟ แล้วหันกลับไปถามผู้ช่วย “คืนนี้คุณจะพักที่นี่ด้วยไหมครับ?”
ผู้ช่วยรีบยกมือปฏิเสธ “ไม่ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมจะมารับเ้านายเหมือนเดิม”
ฉินซีตอบรับ “อ้อ” กลับไป ในใจของเขายังคงสับสนปนเปอย่างรุนแรง นี่ต้องขอโทษเฉินเจวี๋ยที่มายืนรอตัวเองอยู่นานไหม เขากวาดสายตามองโซฟา ก่อนจะเห็นโทรศัพท์มือถือของตัวเองตกอยู่ที่ช่องระหว่างเบาะโซฟา ไฟแจ้งเตือนยังกะพริบอยู่ ฉินซีรีบเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พอเปิดหน้าจอออกดูก็พบว่า… มีสายที่ไม่ได้รับทั้งหมด 11 สาย หยาดเหงื่อของฉินซีไหลริน หากเขาโทรเข้าไปหาใครสักคนมากขนาดนี้ แล้วอีกฝ่ายยังคงไม่รับ เขาก็คงจะเป็บ้าไปแล้ว
“ขอโทษจริงๆ นะครับ ที่ไม่ได้รับสายคุณ” ฉินซีพูดขอโทษเสียงเบา
เฉินเจวี๋ยกวาดสายตาไปทางผู้ช่วย ผู้ช่วยวางกระเป๋าเดินทางในมือลงให้เรียบร้อย จากนั้นก็ออกไปอย่างรู้ดี แถมยังปิดประตูด้วยความใส่ใจอีกด้วย
เฉินเจวี๋ยนั่งลงบนโซฟา ฉินซีอดถามขึ้นไม่ได้ “คุณทานข้าวมาหรือยังครับ?”
“ยัง” เฉินเจวี๋ยเพิ่งจะนั่งเครื่องบินมา แม้จะทานอาหารบนเครื่องมาแล้ว แต่รสชาติก็ไม่ได้ดีนัก
“ถ้าแบบนั้นให้ผมลงไปซื้ออะไรมาให้ทานสักหน่อยไหมครับ?” ฉินซียื่นมือออกไปหยิบกระเป๋าสตางค์ที่เพิ่งวางลง
“สั่งให้เข้ามาส่ง แล้วทานเป็เพื่อนฉัน” เฉินเจวี๋ยพิงตัวเข้ากับโซฟา จากนั้นก็ยกมือขึ้นนวดขมับ ฉินซีมองท่าทางเหนื่อยล้าของอีกฝ่าย ก่อนจะอดเบิกตากว้างไม่ได้ ดูเหมือนว่า… จะมีอะไรต่างไปจากก่อนหน้า ท่าทางที่เฉินเจวี๋ยมีต่อเขาดูสนิทสนมขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว...
ฉินซีนำโทรศัพท์มือถือขึ้นโทรสั่งอาหารจีน เขาเดินเข้าไปหาเฉินเจวี๋ยด้วยความลังเล “ให้ผมนวดให้ไหมครับ?”
เฉินเจวี๋ยเต็มไปด้วยท่าทีสบายๆ “เอาสิ”
เมื่อมือของฉินซีวางลงบนขมับของเฉินเจวี๋ย ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเฉินเจวี๋ยนิ่งแข็งขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับอยู่ๆ ก็เข้าสู่สถานะเตรียมต่อสู้ ฉินซีเริ่มรู้สึกเสียใจที่เสนอไปแบบนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองคิดน้อยเกินไป คนอย่างเฉินเจวี๋ยคงจะไม่ค่อยชอบให้ชีวิตของตัวเองไปตกอยู่ในมือของคนอื่นสินะ?
ในขณะที่ฉินซีกำลังคิดฟุ้งซ่าน เฉินเจวี๋ยก็ผ่อนคลายลง และเปิดปากพูด “เดี๋ยวนวดคอให้ฉันด้วยเลยนะ”
ฉินซีใขึ้นมาเล็กน้อย อย่างแรกคือใที่เฉินเจวี๋ยไว้ใจตัวเองมากขนาดนี้ และสอง เขาใที่… เดี๋ยวนะ นี่คิดว่าเขาเป็หมอนวดไปแล้วหรือยังไง?
