คนขับรถของเฉินเจวี๋ยรออยู่ด้านนอกสถานที่ถ่ายทำ เฉินเจวี๋ยพาฉินซีขึ้นรถก่อนจะสั่งให้คนขับพาไปส่งที่โรงพยาบาล คนขับรถใจนสะดุ้ง จากนั้นก็รีบถามออกมา “เ้านาย คุณไม่เป็อะไรใช่ไหมครับ?”
“คนที่มีเื่ไม่ใช่ฉัน” เฉินเจวี๋ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งแข็ง
ฉินซีส่งยิ้มให้คนขับรถด้วยความอึดอัดใจ “ผมเองครับ”
เมื่อคนขับรถหันไปดู ก็เพิ่งพบว่าฉินซียังไม่ได้ถอดชุดแสดงออก เมื่อแต่งตัวแบบนี้แล้วฉินซีดูสูงส่งมาก คนขับรถคิดในใจ การที่เ้านายของตัวเองสามารถหาคนรักแบบนี้ได้ก็ถือว่าหาได้ยากมากทีเดียว หลังจากนั้นเขาก็เลี้ยวรถตรงไปยังโรงพยาบาลอย่างว่าง่าย
การเกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการถ่ายทำมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ไม่น้อย ดังนั้นบริเวณใกล้ๆ สถานที่ถ่ายทำจึงมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อรองรับนักแสดงที่เกิดอุบัติเหตุโดยระหว่างการถ่ายทำ และเนื่องจากเหล่านักแสดงต่างก็มีค่าตัวแพงระยับ ดังนั้นโรงพยาบาลแห่งนี้จึงถูกตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ
เฉินเจวี๋ยโอบตัวฉินซีเข้าไปในโรงพยาบาลทั้งแบบนี้ หมอเข้ามาทำแผลให้เขาอย่างรวดเร็ว ตอนที่ทำแผลก็ยังถามไปด้วย “ไอ๊หยา นี่ไปโดนอะไรมา? ทำไมถึงเป็แผลตรงนี้ได้? ถ้าขยับไปด้านหน้าอีกหน่อยก็ไม่ดีแล้ว”
เมื่อได้ยินหมอพูดแบบนี้ สีหน้าของเฉินเจวี๋ยก็เยือกเย็นขึ้นมาราวกับถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ความจริงฉินซีเองก็ไม่ได้อารมณ์ดีนัก ก่อนหน้านี้ที่อดทนถ่ายทำต่อก็เพราะถูกความกระตือรือร้นในตอนนั้นเข้าควบคุม แต่พอพละกำลังในตอนนั้นหายไป และมาได้ยินหมอพูดแบบนี้ที่โรงพยาบาล เขาก็รู้สึกเสียใจแทบตาย นี่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งนะ เขารู้ดีว่าชีวิตน้อยๆ ของตัวเองมีค่าแค่ไหน! เขายังมีเื่ที่ไม่ได้ทำอีกมากมาย ถ้าต้องจบสิ้นเพราะความโง่ในวันนี้ แม้จะลงนรกไปแล้ว เขาก็คงต้องเศร้าใจมากแน่
“ถูกพร็อพบาดเอาโดยไม่ระวังน่ะครับ...” ฉินซีฝืนฉีกยิ้มกลับไป
หมอใมากขึ้นไปอีก “นี่ถือว่ารอดตายครั้งใหญ่เลยนะ พระเ้า ที่แท้ก็ถูกมีด… เฮ้อ กลับไปจะต้องระวังหน่อยนะ าแห้ามโดนน้ำ เลี่ยงของเผ็ด ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ่นี้จะหันคอก็ต้องระวังหน่อย...” หมอพูดถึงข้อควรระวังกรอกหูฉินซีออกมาไม่หยุด จากที่ตอนแรกเขาคิดว่านี่เป็เพียงเื่เล็ก จึงต้องจดจำลงไปให้ดีอย่างช่วยไม่ได้ การาเ็ที่คอนั้นจะว่าเป็เื่ใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก แต่ถ้าเป็อะไรไปจริงๆ ก็ถึงชีวิตได้เลยทีเดียว
และเมื่อถูกหมอพูดบอกแบบนี้ ฉินซีก็คิดได้ว่าเมื่อสักครู่ตอนที่ถ่ายทำ เขาก็ขยับคอไปมากอยู่ พอตอนนี้ทำแผลแล้ว ความรู้สึกปวดตึงๆ ราวกับถูกมีดเล็กๆ ตัดผ่านจากด้านใน ทำให้เขารู้สึกเจ็บมาก ฉินซีไม่กล้าคิดต่อไปแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ เขาหันหน้าไปทางเฉินเจวี๋ย “พวกเรากลับโรงแรมกันเถอะครับ ผมอยากหาอะไรทานสักหน่อย”
“ได้” ความเยือกเย็นบนใบหน้าของเฉินเจวี๋ยค่อยลดลงไป จากนั้นเขาก็พาฉินซีกลับโรงแรม
ฉินซีสวมชุดแสดงวุ่นวายไปถึงโรงพยาบาล และวุ่นวายจากโรงพยาบาลกลับมายังโรงแรม โชคดีที่บริเวณใกล้เคียงสถานที่ถ่ายทำเต็มไปด้วยผู้คนมากมายแต่งกายทุกรูปแบบ ฉินซีจึงไม่ได้นับว่าแปลกอะไรและไม่ได้ดึงดูดสายตาผู้คนนัก
หลังจากเข้ามาในห้องของโรงแรมแล้ว ก็มีพนักงานนำอาหารเข้ามาส่ง
ฉินซีรู้สึกเหนื่อยล้ามาก ทั้งยังหิวแทบตาย จึงรีบทานอาหารเข้าไปอย่างรวดเร็ว หลังจากกลืนลงไปแล้ว ก็กระดกน้ำร้อนดื่มตามลงไปหลายอึก ทว่าหลังจากดื่มน้ำเสร็จกลับสั่นขึ้นมาน้อยๆ แล้วอาการมึนหัวก็เกิดขึ้นตามมา
เฉินเจวี๋ยยื่นมือมาััหน้าผากของอีกฝ่าย “เป็หวัดเหรอ?”
“ไม่รู้ครับ...” ใบหน้าของฉินซีเต็มไปด้วยความงุนงง เขายื่นมือไปแตะหน้าผากของตัวเอง ก่อนจะรู้สึกว่าอุณหภูมิร่างกายก็ปกติดี และไม่ได้รู้สึกคัดจมูก รวมทั้งไม่มีอาการจามหรือไอด้วย นี่นับว่าเป็หวัดเหรอ?
“มานี่” เฉินเจวี๋ยยกตัวเขาขึ้นมาถอดชุดแสดงบนตัวเขาออก แล้วนำผ้าขนหนูมาห่อตัวอีกฝ่ายไว้ ในขณะเดียวกันก็เปิดเครื่องปรับอากาศภายในห้อง ฉินซีหดคอลง เมื่อเห็นเฉินเจวี๋ยพาตัวเองไปวางบนเตียง เขาก็นิ่งค้างไปเล็กน้อย “ไม่ได้ๆ! ผมยังไม่ได้ล้างเครื่องสำอางเลยนะครับ! ผมยังไม่ได้อาบน้ำ วันนี้ถ่ายละครมา ตัวสกปรกจะตาย...”
“ตัวนายร้อนแบบนี้ยังจะอาบน้ำอีกเหรอ?” เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้วเข้าหากัน
“ไม่ได้ครับ!” ฉินซีผลักตัวเฉินเจวี๋ยออก จากนั้นก็ห่อผ้าขนหนูเข้าไปในห้องน้ำ
เฉินเจวี๋ยนวดกลางหน้าผากของตัวเอง รู้สึกปวดหัวกับความรั้นของฉินซีในตอนนี้เล็กน้อย แต่ตัวเขาเองก็มีอาการของโรคกลัวความสกปรก จึงพอเข้าใจการกระทำของฉินซี เขาเรียกพนักงานมานำอาหารที่ทานเหลือออกไป จากนั้นก็เปิดเข้าไปในห้องน้ำ
ฉินซีเพิ่งจะแก้ผ้าเข้ามาเปิดฝักบัว เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้น ก็ใจนสะดุ้ง เขาหันกลับไปมอง ก็เห็นเฉินเจวี๋ยยืนอยู่ตรงนั้น เขารู้สึกว่าตัวเองไร้หนทางหลบหนีขึ้นมา ขนตามเรือนร่างก็เริ่มลุกชันขึ้นมาบางๆ แล้ว
“คุณ คุณเข้ามาทำอะไรครับ?” ฉินซีกล่าวถามด้วยน้ำเสียงติดๆ ขัดๆ
เฉินเจวี๋ยเลิกคิ้ว “เข้ามาบังแผลให้ไง”
“ผมบังเองได้ครับ!” ฉินซีตอบกลับไปอย่างไม่ต้องคิด
แต่เห็นได้ชัดว่าเฉินเจวี๋ยไม่ได้เข้ามาเพื่อตกลงกับเขา แต่ตั้งใจเข้ามาบังคับตรงๆ ต่างหาก ดังนั้นเฉินเจวี๋ยจึงถอดเสื้อตัวนอกออก ก่อนจะสลัดมันออกไปนอกประตู จากนั้นก็เดินเข้ามาข้างกายฉินซีโดยไม่สนใจท่าทางไม่พอใจของเขา รวมทั้งหยาดน้ำที่กระเด็นมาโดนตัวเอง เขายื่นแขนยาวออกมาราวกับจะล้อมฉินซีเอาไว้ในอ้อมแขน แต่เขาก็กำลังบังแผลให้ฉินซีจริงๆ “นายควรจะพันแผลนะ”
“อยู่ที่คอแบบนี้จะให้พันยังไงล่ะครับ? หรือจะให้พันผ้ารอบคอล่ะ? นั่นไม่ได้ต่างอะไรจากการใส่ที่ล็อกคอเลยนะครับ ดูโง่เง่าจะตาย...” ฉินซีอารมณ์ไม่ดี ก็เลยเถียงเฉินเจวี๋ยไปโดยไม่มีความเคารพ
เดิมทีเฉินเจวี๋ยก็ไม่ได้ใส่ใจน้ำเสียงของอีกฝ่าย ตอนนี้สายตาของเขามองตรงผ่านหัวฉินซีไปยังแผ่นหลังที่เปลือยเปล่า เขาอดยื่นมืออีกข้างเข้าไปโอบล้อมตัวฉินซีเอาไว้ทั้งหมดไม่ได้ ฉินซีหดตัวลงโดยอัตโนมัติ “คุณจะทำอะไรครับ?”
เฉินเจวี๋ยไม่ได้รู้ตัวเลยว่า คำพูดที่ออกจากปากตอนนี้ ฟังดูราวกับบทพูดไร้สาระที่มักจะปรากฏขึ้นในนิยายหรือภาพยนตร์ออกมา
“ทำกับนายไง”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะมีไข้หรือเปล่า สีหน้าของฉินซีจึงแดงก่ำขึ้นมาทันที ตอนนี้ใบหน้าที่เพิ่งล้างเครื่องสำอางออกไปของเขา มองดูแล้วน่าอร่อยเหลือเกิน
เฉินเจวี๋ยกอดตัวของฉินซีเอาไว้ ก่อนจะกดจูบลงที่ศีรษะของเขา หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ลากจูบลงไป
ฉินซีรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองระรัว นึกอยากจะดิ้นรนอยู่เล็กๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไร และเพียงอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้เฉินเจวี๋ยทำตามที่้า หลังจากเื่นี้จบลง ฉินซีก็คิดว่าตอนนั้นตัวเองจะต้องถูกพิษไข้เผาสมองไปแล้วแน่ๆ
เฉินเจวี๋ยปล่อยมือที่จับาแของฉินซีออก จากนั้นก็จูบลงที่าแอย่างไม่ให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ทั้งยังแลบลิ้นเลียจนฉินซีสั่นสะท้านไปทั้งร่าง คนตัวเล็กพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “...หมอบอกว่า ห้าม ห้ามโดนน้ำนะ”
“…ไม่มีน้ำลาย” เฉินเจวี๋ยรู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองเบาลงกว่าปกติอยู่บ้าง
ฉินซีเคลื่อนตัวช้าๆ ไม่รู้จะพูดอะไรออกมาอีก
เฉินเจวี๋ยกอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่น ทั้งสองแนบกายชิดกันจนเกือบจะไร้ช่องว่างอยู่ใต้ฝักบัว ฉินซีรู้สึกว่าความตื่นเต้นอย่างตอนถ่ายละครเกิดขึ้นมาอีกแล้ว เขาเป็ฝ่ายกอดเอวของอีกฝ่ายไว้แน่น และพันรัดอยู่กับตัวของเฉินเจวี๋ยด้วยตัวเอง
ส่วนเื่อาบน้ำนั้น...
เหอ เหอ... อย่างไรขอแค่สุดท้ายอาบน้ำก็พอแล้ว
…...
เช้าของวันต่อมา ถงเซ่าิเคาะประตูอยู่นาน รอจนเ้านายของตัวเองคลุมชุดนอน เปลือยเรือนอกที่มีร่องรอยการจูบอย่างรุนแรงอยู่้าเดินออกมาเปิด ในใจของถงเซ่าิก็สั่นไหวขึ้นมา อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการมาเคาะประตูนั้นเป็การตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก แต่เขาก็ยังคงดึงดันรายงานออกไป “....ทางฝั่งช่างทำพร็อพมีข่าวมาครับ เมื่อสักครู่ผู้กำกับกงก็เพิ่งมาถามผมด้วยว่าทำไมคุณชายฉินถึงยังไม่ไป”
“ฉินซีมีไข้ ไปบอกหลินซงที” เฉินเจวี๋ยพูดพร้อมกับปิดประตู
“รับทราบครับ” ถงเซ่าิพยักหน้า แต่กลับอดเผยแววตาเป็นัยว่า ‘เ้านาย คุณคือเสือร้ายตัวจริง!’ ออกมาไม่ได้
เฉินเจวี๋ยเสริมขึ้นอีกประโยคอย่างอดไม่ได้ “ฉินซีมีไข้ั้แ่ตอนที่กลับมาเมื่อวานแล้ว ไปซื้อยากลับมาให้หน่อย… ไม่ ช่างเถอะ ไปเรียกหมอมา”
ถงเซ่าิแสดงสีหน้าเข้าใจออกมา แต่สายตาที่มองเฉินเจวี๋ยกลับแสดงชัดว่า ถ้าแบบนั้นเ้านายก็ยิ่งเหมือนเสือร้ายเข้าไปใหญ่ คนเขาเป็ไข้ แต่คุณก็ยัง...
“รีบไป” เฉินเจวี๋ยเร่งอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ถงเซ่าิรีบจากไปทันที
เฉินเจวี๋ยปิดประตูลง ก่อนจะหมุนตัวกลับมาพบกับฉินซีที่ใช้ผ้าห่มห่อตัวลุกขึ้นมานั่ง ใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงเหม่อลอยไม่ต่างจากตอนที่เพิ่งตื่นนอนตอนอยู่บ้านนัก เพียงแต่วันนี้เฉินเจวี๋ยรู้สึกว่าเขามึนงงเหม่อลอยเสียจนหาทิศหาทางไม่เจอแล้ว
เฉินเจวี๋ยนั่งลงข้างกายฉินซี จากนั้นก็ยกมือขึ้นมาโบกไปมาตรงหน้าอีกฝ่าย “ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
สายตาของฉินซีค่อยๆ กระจ่างขึ้นมา ในที่สุดก็รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และตอนนี้เป็เวลาเท่าไร เขาหันหน้าไปมองเฉินเจวี๋ยเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งหันหน้ากลับมาด้วยความสงบนิ่ง ความจริงเฉินเจวี๋ยเป็คนรักที่ไม่เลวเลย ฉินซีพบว่าในการหลับนอนกันครั้งนี้ แม้เฉินเจวี๋ยจะออกอาการดึงดันอยากเป็ผู้คุมเกมมากไปสักหน่อย แต่ด้านอื่นก็ใส่ใจมาก ฉินซีที่มีประสบการณ์บนเตียงเป็ครั้งแรกในชาตินี้ ก็ไม่ได้รับเ็ปตรงไหน เพียงแต่ตอนนี้รู้สึกอายมากก็เท่านั้น
“นอนลงเถอะ นายมีไข้” เฉินเจวี๋ยพูด
“เหรอครับ?” ความจริงฉินซีคิดว่าเมื่อคืนเหงื่อออกไปเยอะ ตอนนี้ก็เลยสบายตัวขึ้นมาก แต่พอได้ยินเฉินเจวี๋ยพูดแบบนี้ เขาก็ล้มตัวนอนลงไป
ผ่านไปสักพัก ถงเซ่าิก็เข้ามา ไม่เพียงแต่พาหมอเข้ามาเท่านั้น แต่ยังนำอาหารเช้ามากมายมาให้ด้วย เมื่อฉินซีได้กลิ่นอาหารเช้า ก็รู้สึกว่าท้องของตัวเองกำลังร้องประท้วง ความรู้สึกนั้นย่ำแย่เกินไป เขาอยากจะลุกขึ้นไปกินข้าวก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง แต่เฉินเจวี๋ยใช้มือหนึ่งกดตัวเขาลงบนเตียงจนขยับไปไหนไม่ได้ “ตรวจไข้ก่อน”
ฉินซีจึงทำได้เพียงอดทนให้ตรวจวัดอุณหภูมิก่อน
หลังจากนั้นหลายนาที เขาก็นำปรอทวัดไข้ออกมาจากรักแร้ พอหมอดูแล้วก็พูดทั้งรอยยิ้ม “ไม่เป็ไรครับ ไม่มีไข้แล้ว น่าจะลดลงแล้วล่ะ ทานยาปรับสภาพอีกสักหน่อยก็ดีแล้ว”
เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้ว “ทำไมฉันยังรู้สึกว่าหัวนายร้อนมากอยู่เลย?”
หมอสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย เขาหันหน้าไปมองเฉินเจวี๋ย ก่อนจะตบลงบนขาของตัวเอง “คุณลองวัดไข้ดูหน่อยดีไหมครับ?”
“ฉันเหรอ?” นี่เป็อีกครั้งที่ฉินซีได้เห็นสีหน้าอึ้งไปของเฉินเจวี๋ย
เฉินเจวี๋ยรับปรอทวัดไข้มาลองวัดดู หลังจากผ่านไปหลายนาทีก็นำออกมา พอหมอเอาไปดูก็พูดขึ้นอย่างหน่ายใจ “คุณครับ อุณหภูมิในร่างกายของคุณสูงถึง 39 องศาแล้วนะ มือคุณร้อนขนาดนั้น ไปแตะหน้าผากเขาก็ต้องรู้สึกร้อนสิครับ...”
เมื่อถงเซ่าิได้ยินเข้า ก็เกือบจะล้มตึงลงไปที่พื้นห้อง พระเ้า... นี่เ้านายของเขาเป็ไข้! หรือว่าเมื่อคืนจะเกิดเื่อะไรแปลกๆ ขึ้น? แม้แต่เ้านายยังเป็ไข้ขึ้นมาได้?
ฉินซีกุมหน้าผากอย่างไร้เรี่ยวแรง คิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะทำอะไรเปิ่นๆ แบบนี้ได้
ตามหลักการแล้ว หากวันต่อมาฝ่ายรับจะมีไข้ถือเป็เื่ปกติ แต่ถ้าระมัดระวังหน่อยก็จะไม่เป็อะไร ก่อนหน้านี้ฉินซีเป็ไข้ไปแล้ว แต่พอวุ่นวายไป ไข้ก็ลดลง แต่เฉินเจวี๋ยกลับเป็ไข้ขึ้นมาแทน
ถ้าไม่ตามหมอมา… เกรงว่าวันนี้พวกเขาก็จะยังทานยาผิดๆ และเฉินเจวี๋ยก็จะเป็ไข้แบบนี้ต่อไป
อุณหภูมิในร่างกายของเฉินเจวี๋ยสูงเกินไป คนขับรถพาทั้งสองไปส่งที่โรงพยาบาล จากนั้นทั้งคู่ก็พักอยู่ในห้องพักผู้ป่วยด้วยกัน เฉินเจวี๋ยฉีดยาลดไข้ไป ส่วนฉินซีก็ดื่มยาไปก่อน แล้วค่อยไปตรวจดูอีกที ในขณะเดียวกันก็ทายาแผลที่คอใหม่ด้วย
ตอนที่ฉินซีนั่งอยู่ในห้องพักผู้ป่วย เขาก็อดถอนหายใจไม่ได้ หลังจากครั้งแรกของชาตินี้ผ่านไป เขาก็ต้องมาอยู่โรงพยาบาลกับอีกฝ่าย ประสบการณ์นี้ช่าง… แปลกประหลาดมากจริงๆ!
