เฟิ่งสือจาวหันหน้ากลับมา “ข้ารู้เื่นั้นดี”
ซูเหลียนหรูถามต่อ “เ้ามาหาข้าวันนี้ มีเื่อะไรหรือไม่?”
“ได้ยินท่านพ่อบอกว่า ในท้องพระโรง ราชทูตแห่งแคว้นเป่ยหรงขอให้ฝ่าาส่งองค์หญิงไปสมรสเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นและท่านโหวอันกั๋วก็เสนอให้ฝ่าาส่งองค์หญิงเจ็ดไปตอนนี้ราชทูตของแคว้นเป่ยหรงยังอยู่ในเมืองหลวง ข้าจึงอดกังวลใจไม่ได้เมื่อไม่นานมานี้ ยังได้ยินว่าองค์หญิงทะเลาะกับพระสนมเต๋ออีก องค์หญิงไม่เป็ไรใช่หรือไม่?”
ซูเหลียนหรูปรายตามองนาง “เ้ารู้เยอะไม่เบาเลยนี่”
เฟิ่งสือจาวตอบด้วยท่าทางน่าสงสาร “หลายวันมานี้ องค์หญิงไม่ยอมพบหน้าข้าท่านแม่เคยไปเข้าเฝ้าไทเฮาในวัง ข้าจึงรู้เื่เหล่านี้มาจากท่านแม่อีกที”
ซูเหลียนหรูพูด “เ้าบอกว่าท่านโหวอันกั๋วเป็คนเสนอในท้องพระโรงว่าให้ส่งข้าไปสมรสเพื่อสานสัมพันธ์งั้นหรือ?”
เฟิ่งสือจาวพยักหน้าเบาๆ “ถูกแล้ว” เื่นี้ท่านโหวอันกั๋วเป็ผู้เสนอขึ้นมาก็จริง แต่นางไม่ได้บอกซูเหลียนหรูว่าในท้องพระโรงวันนั้น ทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ในเวลานี้ผู้ที่เหมาะสมจะสมรสเพื่อสานสัมพันธ์ก็มีแค่ซูเหลียนหรูเพียงคนเดียวเท่านั้นแม้แต่ท่านโหวหรงกั๋ว พ่อของนางก็คิดเหมือนกัน
ซูเหลียนหรูหรี่ตาลง ใต้แขนเสื้อหรูหราเล็บทั้งสิบกำลังจิกลงบนฝ่ามืออย่างแค้นเคือง นางพูดด้วยความโกรธแค้น “หน็อยแน่ ท่านโหวอันกั๋วกล้าใช้แผนชั่วลับหลังข้างั้นหรือ!”
“ข้าคิดว่าหากท่านโหวอันกั๋วกล่อมให้ฝ่าาส่งองค์หญิงไปสมรสที่แคว้นเป่ยหรงได้ ลูกชายของเขาหลิวอวิ๋นชูก็คงจะวางใจได้เสียที เื่ที่หลิวอวิ๋นชูถูกลักพาตัวในครั้งนี้ท่านโหวอันกั๋วอาจจะไม่รู้ว่าเป็ฝีมือของพวกเราก็จริงแต่เขาคงยังจำเื่ไฟไหม้ที่วิทยาลัยหลวงได้ไม่ลืม ท่านโหวอันกั๋วไม่ใช่คนที่จะกระทำการโดยวู่วามและไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีที่เขาทำเช่นนี้ ต้องเป็เพราะถูกหลิวอวิ๋นชูยุแยงแน่ๆเขาคงอยากให้ท่านโหวอันกั๋วแก้แค้นให้ตนเอง...”
ซูเหลียนหรูทุบหมัดลงบนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ มันเจ็บจนหลังมือของนางชาไปหมดแต่นั่นกลับทำให้นางโกรธยิ่งกว่าเดิม “เื่นี้ต่อให้เ้าไม่บอกข้าก็รู้ว่าท่านโหวอันกั๋วยังแค้นข้าอยู่แน่ๆแต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะเอาคืนข้าด้วยวิธีสกปรกเช่นนี้! หลิวอวิ๋นชูกลับมาได้อย่างปลอดภัย เดิมทีข้าคิดจะจบเื่ทั้งหมดลงเพียงเท่านี้ ไม่ถือสาเอาความเขาอีกต่อไปขอแค่เขาเลิกหาเื่ข้าก็พอ แต่ท่านโหวอันกั๋วทำเช่นนี้ ดูท่าข้ากับหลิวอวิ๋นชูคงอยู่กันอย่างสงบไม่ได้อีกแล้ว! หลิวอวิ๋นชู เ้ากำลังรนหาที่ตายสินะ?”
“โชคยังดีที่ฝ่าายืนยันว่าจะรอให้การสอบจอหงวนจบสิ้นลงก่อนถึงจะตัดสินว่าผู้ใดจะเป็ผู้ที่เข้าสมรสเพื่อสานสัมพันธ์ในครั้งนี้ทุกอย่างยังพอมีทางแก้ไข ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อยากให้องค์หญิงต้องกลายเป็เครื่องสังเวยทางการเมืองเช่นนี้”
“เ้าคิดเหมือนข้าไม่มีผิด ข้าไม่มีทางยอมสมรสอย่างแน่นอน”ซูเหลียนหรูหันไปมองเฟิ่งสือจาว “เ้ามีวิธีอะไรที่จะเล่นงานหลิวอวิ๋นชูได้บ้าง?”ไม่ทันที่เฟิ่งสือจาวจะได้พูดอะไร ซูเหลียนหรูก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน“ถ้าเ้าไม่มีวิธี คงไม่มาเจอข้าที่นี่หรอกจริงไหม? เ้าคงจะเตรียมแผนเอาไว้ั้แ่แรกแล้วสินะ”
เฟิ่งสือจาวบอก “องค์หญิง โปรดประทานอภัยด้วยสือจาวคงต้องคิดให้ดีก่อนจะทำอะไร ไม่เช่นนั้น หากวางแผนไม่ดีอีกองค์หญิงอาจจะเข้าใจความประสงค์ของสือจาวผิดอีกก็ได้ เมื่อถึงตอนนั้น สือจาวพูดให้ตายก็คงไม่มีใครเชื่อใจอีกแล้วข้าแค่อยากมาบอกความจริงแก่องค์หญิง เพราะไม่อยากให้องค์หญิงถูกหลอกเท่านั้นส่วนเื่ที่ว่า ควรจะทำเช่นไรต่อไป องค์หญิงไปขอให้คนอื่นช่วยคิดเถิด”
ซูเหลียนหรูบอก “สือจาว พวกเราเป็เพื่อนกันมาหลายปี ข้าจะสงสัยในตัวเ้าอย่างไม่มีเหตุผลได้อย่างไรเมื่อครู่ ข้าแค่หยอกเ้าเล่นเท่านั้น เ้ามีแผนอะไรก็บอกมาเถอะข้าไม่มีทางปล่อยหลิวอวิ๋นชูไปแน่”
เฟิ่งสือจาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูซูเหลียนหรู “ตอนนี้สิ่งที่องค์หญิงสมควรทำไม่ใช่การสร้างเื่ให้ใหญ่โต แต่ควรเบี่ยงเบนความสนใจของทุกคนไปทางอื่นต่างหากตอนที่เกิดไฟไหม้ในวิทยาลัยหลวงคราวก่อน บุตรสาวของท่านอัครมหาเสนาบดี เจี่ยนซืออินเป็คนนำความลับไปบอกให้องค์ชายสี่รู้ไม่ใช่หรือองค์หญิงยังจำได้หรือไม่?”
ซูเหลียนหรูตอบ “ต้องจำได้อยู่แล้ว นางบังอาจหักหลังข้าข้ายังคิดไม่ออกเลยว่าจะลงโทษนางอย่างไรดี”
“เช่นนั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว”เฟิ่งสือจาวกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของซูเหลียนหรู เมื่อได้ฟังจนจบสีหน้าของซูเหลียนหรูก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ท้ายที่สุดเฟิ่งสือจาวจึงพูดตบท้าย“เมื่อเป็เช่นนี้ นอกจากจะสั่งสอนเจี่ยนซืออินได้แล้วยังทำให้หลิวอวิ๋นชูเ็ปทรมานไปตลอดชีวิตได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเรายังเบี่ยงเบนความสนใจของท่านโหวอันกั๋วได้อีก ถือว่าเป็การยิงทีเดียวได้นกสามตัวเลยทีเดียว”
ซูเหลียนหรูมองไปยังเฟิ่งสือจาวด้วยสีหน้าอมยิ้ม“แผนที่ชั่วร้ายเช่นนี้เ้าก็คิดออกมาได้ด้วยหรือนี่”
เฟิ่งสือจาวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ขอบพระทัยองค์หญิงที่ชื่นชมขอแค่ได้ทำเพื่อองค์หญิง ไม่ว่าอะไรสือจาวก็ทำได้ทั้งนั้น”
เจี่ยนซืออินมีหน้าตาสะสวย แลดูอ่อนหวานและน่ารักเป็อย่างมากมักจะทำให้ผู้อื่นคิดว่านางเป็คนใสซื่อบริสุทธิ์เสมอ ในวิทยาลัยหลวงแม้จะไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่านางแอบชอบหลิวอวิ๋นชู
เจี่ยนซืออินกับหลิวอวิ๋นชูโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก แถมยังมีคนคาดเดาว่าเมื่อจบการศึกษาจากวิทยาลัยหลวงแล้ว ทั้งสองอาจแต่งงานกลายเป็คู่รักที่น่าอิจฉาคู่หนึ่งก็ได้แต่หลิวอวิ๋นชูกลับไม่แสดงท่าทีรักใคร่หรือเสน่หาแบบคนรักกับเจี่ยนซืออินเลยแม้แต่ครั้งเดียวทั้งคู่ต่างก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว หากเขามีใจให้เจี่ยนซืออิน ทั้งสองคงแต่งงานกันตั้งนานแล้วไยต้องรอจนจบการศึกษาจากวิทยาลัยหลวงด้วย
มีเพียงเจี่ยนซืออินเท่านั้นที่รู้ว่า แม้นางจะชอบหลิวอวิ๋นชูมากแค่ไหนแต่หลิวอวิ๋นชูก็เคยบอกกับนางอย่างชัดเจนเป็การส่วนตัวว่าเขาไม่ได้ชอบนางเลยสักนิด
เหตุนี้ เจี่ยนซืออินจึงจงใจเข้าไปร่วมพรรคกับซูเหลียนหรูและแสร้งทำเหมือน้าจะตั้งตัวเป็อริกับหลิวอวิ๋นชูนั่นเอง
ในอาคารร้างครั้งก่อน นางเห็นซูเหลียนหรูทำร้ายหลิวอวิ๋นชูต่อหน้าต่อตาสุดท้ายก็ทนไม่ไหว จึงแอบนำข่าวไปบอกกับซูกู้เหยียนเช่นนี้ และเพราะการบอกข่าวของนางเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูถึงรอดพ้นจากอันตรายมาได้อย่างเฉียดฉิว
เพราะเื่นี้ เจี่ยนซืออินจึงตื่นตระหนกและหวาดระแวงมาหลายวันนางไม่รู้ว่าซูเหลียนหรูรู้เื่ที่ตนนำข่าวไปบอกหรือยังจากที่นางรู้จักซูเหลียนหรู หากซูเหลียนหรูรู้ว่านางนำความลับไปบอกคนอื่นละก็นางต้องแย่แน่ๆ
แต่หลังจากนั้นซูเหลียนหรูก็ถูกจับไปโบยและพักรักษาตัวอยู่นานกว่าจะกลับมาศึกษาในวิทยาลัยหลวงตามปกติต่อมาก็ไม่ได้ทำร้ายหรือกลั่นแกล้งนางแต่อย่างใดความหวาดกลัวของเจี่ยนซืออินจึงค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆนางคิดว่าซูเหลียนหรูอาจยังไม่รู้เื่นี้ก็ได้
แต่เจี่ยนซืออินก็ยังระแวง จนค่อยๆตีตัวออกห่างจากซูเหลียนหรูมากขึ้นทุกที ในบางวัน พวกนางไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำนางอยากปลีกตัวออกมาจากซูเหลียนหรูอย่างช้าๆ และซูเหลียนหรูเองก็แสร้งทำเหมือนมองไม่เห็นความผิดปกติของนางเช่นกัน
โชคยังดีที่นอกจากซูเหลียนหรูแล้วเจี่ยนซืออินกับกงเยี่ยนชิวยังสนิทสนมกันเหมือนเดิมแม้กงเยี่ยนชิวจะดูเ็าไปบ้าง แถมยังชอบพูดจี้ใจดำคนอื่นไปหน่อยแต่อย่างน้อยกงเยี่ยนชิวก็ทำดีกับนาง เป็สตรีที่ปากร้ายใจดีอย่างแท้จริงเจี่ยนซืออินเห็นกงเยี่ยนชิวเป็พี่สาวคนหนึ่ง เวลาที่อยู่ในวิทยาลัยหลวงทั้งสองก็ตัวติดกันตลอด แม้จะตีตัวออกห่างจากซูเหลียนหรูแล้วแต่เจี่ยนซืออินยังสนิทสนมกับกงเยี่ยนชิวไม่ต่างไปจากเดิม
วันนี้เป็วันหยุด กงเยี่ยนชิวเชิญเจี่ยนซืออินไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาด้วยกันงานเลี้ยงน้ำชาสนุกครึกครื้น แถมยังมีเื่ซุบซิบให้ฟังมากมายงานเลี้ยงน้ำชาจึงกลายเป็หนึ่งในกิจกรรมที่เจี่ยนซืออินชื่นชอบมากที่สุดไม่ทันไรฟ้าก็เริ่มมืดลงเสียแล้ว เมื่องานเลี้ยงน้ำชาสิ้นสุดลงท้องฟ้าก็มืดสนิทลงอย่างสิ้นเชิง
กงเยี่ยนชิวเสนอว่าจะพานางไปกินอาหารค่ำที่ร้านอาหารเสียก่อนแล้วค่อยแยกย้ายกันกลับบ้าน เจี่ยนซืออินเองก็ตอบตกลงทันที บนโต๊ะอาหารเจี่ยนซืออินกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าของนางแดงระเรื่อน่ามองนางมองมายังกงเยี่ยนชิวพลางพูดอย่างชื่นชมและซาบซึ้ง “พี่กง ยังดีที่มีพี่อยู่ไม่เช่นนั้น ข้าคงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป”
