ในชาติที่แล้วตอนที่ต้วนชิงิต้องไปพูดคุยเื่งานแต่งนางเห็นหลังเจิ้งจี๋อยู่ห่างๆ พูดได้ว่าแม้จะอยู่ในกลุ่มคนหมู่มากแต่เขากลับโดดเด่น ทำให้ผู้คนที่มองอยู่ห่างไกลก็ยังหลงใหลเขา
เจิ้งจี๋ในตอนนั้นกับสภาพชีวิตที่ยากลำบากวัยเยาว์ในวันนี้ ช่างแตกกันมากเหลือเกิน
เจิ้งจี๋ไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียง
นางได้ยินคำร่ำลือมาว่าเจิ้งจี๋ผู้นี้ บ้านยากจนและแม่ก็ป่วยหนักไม่มีปัญญาไปหาหมอหรือแม้แต่หายามารักษาจนเขาอายุได้สิบสี่ปี แม่ของเขาก็จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
หลังจากเหตุการณ์นั้นชายหนุ่มผู้อ่อนโยนก็กลับกลายเป็คนจิตใจโเี้และดุร้าย
ต้วนชิงิได้เห็นสภาพเจิ้งจี๋ตอนอายุสิบสามสิบสี่ มีใบหน้าซูบผอมและเต็มไปด้วยความทุกข์ สาเหตุคงเป็เพราะการป่วยหนักของแม่เขาเป็แน่
เด็กสาวคิดอยู่ในใจว่าในชาตินี้ถ้าให้คนทั้งสองได้รู้จักกันเร็ว ก็คงไม่มีเื่ถกเถียงแย่งชิงกันนางหยุดเว้นจังหวะนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเรียกแม่นมหนิงให้เข้ามาใกล้ และพูดบางอย่างเสียงแ่เบา
หลังจากแม่นมหนิงได้ฟังแล้วก็เดินไปตรงหน้าเจิ้งจี๋ ยิ้มขึ้นและถามว่า “ คุณชายเจิ้งรีบร้อนเช่นนี้จะไปไหนหรือ?”
ใบหน้าของเขาปรากฏความโศกเศร้าอาดูรฝืนยิ้มขึ้นว่า “ท่านแม่ป่วยหนักกระผมจึงจะไปตามหาคุณหมอให้มารักษา...”
แม่นมหนิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจพลางเอ่ยปากถามด้วยความห่วงใย “คุณหมอไม่มีเวลามาเลยหรือ?”
หน้าตาขาวซีดของเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธ “คุณหมอเห็นว่าข้าไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพวกเขาจึงไม่ยอมมา!”
นางได้ยินที่เจิ้งจี๋พูดก็ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ ด้วยความหดหู่ใจที่คนต่างพูดกันว่า เจอความโหดร้ายจนชาชิน ก็เพิ่งจะได้เห็นกับตาก็วันนี้เอง!
คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหยิบเศษเงินที่อยู่ในกระเป๋าออกมายื่นใส่มือเขาแล้วพูดว่า “คุณชายเจิ้งถือว่าเงินนี้ช่วยรักษาคุณแม่ที่ป่วยก็แล้วกัน!”
เจิ้งจี๋ได้ยินที่แม่นมพูด หน้าตาที่หล่อเหล่าก็กลายเป็สีแดงระเรื่อในฉับพลันเขามองเงินที่อยู่ในมือ ทว่าไม่อยากรับเงินนั้น “ข้ายังมิได้ทำอันใดเลยจะรับเอาเงินมาเปล่าๆ มิได้!”
มาถึงตรงนี้เสียงสดใสกังวานก็ดังออกมาจากในรถม้า “แม่นมหนิง ในเมื่อคุณชายเจิ้งไม่รับ แม่นมก็อย่าเสียแรงคิดเผื่อเขาเลย…ดูท่าแล้ว ในสายตาคุณชายเจิ้งชีวิตแม่ เทียบไม่ได้กับศักดิ์ศรีที่เขายึดถือไว้!”
เสียงจากในรถม้าเหมือนเป็การเยาะเย้ยระคนผิดหวังอย่างมากทำให้อีกฝ่ายรู้สึกโกรธขึ้นมาในทันที “เ้าเป็ใครกล้าสงสัยในความกตัญญูของข้า ชีวิตของแม่ข้าไม่มีอะไรมาเทียบได้!”
เด็กสาวหัวเราะเสียงเบา “ถ้าอาการป่วยของแม่เ้าสำคัญจริงเช่นนั้นเ้าก็ควรรับเงินไปเพื่อรักษาให้แม่หายดีจากนั้นค่อยเขียนหลักฐานการยืมเงิน และมีเมื่อไรค่อยเอามาคืนแต่เมื่อครู่ที่เ้าพูดว่า ‘ไม่กล้ารับ’ มันทำให้แม่เ้าทรมานกับโรคมากขึ้นไปอีก นี่หรือเรียกว่าความกตัญญู?”
เจิ้งจี๋ฟังแล้วหน้าก็แดงก่ำขึ้นไปอีก เขาฟังออกว่าผู้หญิงในรถม้าน้ำเสียงยังไม่แก่มีความสดใสชัดเจนราวกับอายุของนางยังไม่มากนัก อย่างมากน่าจะอายุประมาณสิบปี
พูดได้ว่าถูกผู้หญิงคนหนึ่งสงสัยเขาสำหรับเจิ้งจี๋แล้วเป็อะไรที่น่าเศร้าใจสุดประมาณ
เขานิ่งไตร่ตรองเพียงครู่จึงพูดขึ้น “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง?”
ทุกคนรู้กันว่าเจิ้งจี๋มีฉายาว่า ‘เด็กมีพร์’ จนคนจำนวนมากอยากจะรับเลี้ยงเขาแต่เขากลับเชื่อฟังคำพูดของแม่ที่ว่าไม่กลัวความยากลำบาก เขาจึงปฏิเสธทุกคนไป
ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่รู้ว่าเป็ใครและ้าอะไรจากเขา?
เจิ้งจี๋พูดจนทำให้ต้วนชิงิหัวเราะออกมา “ข้าก็ยังไม่รู้ว่า ้าอะไรในตัวคุณชาย?”
เขาได้ยินเช่นนั้นถึงกับพูดไม่ออก!
เมื่อดูแม่นมหนิงแต่งตัวเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่บ่าวธรรมดาส่วนชายหนุ่มที่ขับรถม้าเสื้อผ้าก็ดูดีกว่าคนทั่วไป แต่เมื่อมองที่รถม้าแม้ภายนอกจะดูเก่า ทว่าคุณภาพของล้อเกวียนนั้นดูแล้วมีความคงทนแข็งแรงจึงรู้ว่าเป็ของชั้นดี!
ส่วนผู้หญิงที่อยู่ในรถม้าคำพูดแหลมคมและน้ำเสียงสุขุมนุ่มลึก ถามแต่ละอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมทำให้เห็นว่ามีความรู้และได้รับการอบรมสั่งสอน ซึ่งไม่ใช่คุณหนูจากบ้านนอกอย่างแน่นอน
ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าฐานะของคนในรถม้าจะต้องสูงศักดิ์และไม่ใช่คนพื้นที่อย่างแน่นอน!
เป็ไปตามที่ต้วนชิงิพูดไว้เขาเกิดในบ้านที่ยากจน นอกจากได้เรียนหนังสือไม่กี่ปี ก็ไม่มีอะไรที่นางจะเอาไปได้!
มองเห็นเจิ้งจี๋เงียบลงต้วนชิงิรู้ว่าพูดแทงใจดำเขาแล้ว จึงหายใจแ่เบาพูดขึ้นว่า “คุณชายเจิ้ง ที่จริงแล้วข้าอิจฉาเ้า… เพราะอย่างน้อยเ้ารักศักดิ์ศรีและยังมีโอกาสหาหมอและยามารักษาแม่ แต่ว่าข้านั้น...”
หลังจากถอนหายใจเบาๆนางก็เอ่ยขึ้น “แต่ว่าแม่ของข้านั้นได้จากไปั้แ่ข้ายังเล็กดังนั้นเมื่อได้ยินที่คุณชายบอกว่าอยากหายารักษาแม่ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือช่วยเหลือท่านสักหน่อย หรือพูดได้ว่าข้าไม่ได้ช่วยเ้าแค่อยากให้แม่ลูกได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็เท่านั้น!”
ได้ยินที่นางพูดอย่างเศร้าใจและทุกข์ใจชั่วพริบตาเดียวเจิ้งจี๋ก็เกิดใจอ่อน ก้มหน้ามองพื้น พูดอึกอัก “ข้าเข้าใจคุณหนูผิดไปแล้ว!”
เสียงต้วนชิงิกลับมาเรียบนิ่งดังเดิมนางพูดผ่านผ้าม่านพร้อมกับหัวเราะว่า “รับเงินไปเถอะเอาเงินไปหาหมอและซื้อยาให้แม่… ถ้าแม่เ้าหายดี ข้าก็จะพลอยดีใจแทนไปด้วย!”
เขามองใบหน้าที่เปื้อนยิ้มและอ่อนโยนของแม่นมหนิงจากนั้นรับเงินในมือนางด้วยความรู้สึกละอายใจ และพูดเสียงต่ำเบา “ ขอบคุณคุณหนู ขอบคุณแม่นม… เงินจำนวนนี้ข้าจะหาวิธีคืนให้แน่นอนขอรับ!”
แม่นมหนิงตบเบาๆที่ฝ่ามือของเขา “เป็เด็กดีเสียเหลือเกินแม่ของเ้ามีลูกที่ดีเช่นนี้ จะต้องภูมิใจเป็แน่…”
พูดจบก็เดินขึ้นรถจากไปส่วนเจิ้งจี๋กลับยืนอยู่กลางถนนมองตามรถม้าจากไปจบลับสายตาด้วยความดีใจจนพูดอะไรไม่ออก
ขึ้นรถมาแล้วแม่นมหนิงก็ยังส่ายหัวและถอนหายใจไม่หยุด “เฮ้อ! ลำบากเ้าเด็กคนนี้เลย!” ไปหาหมอมารักษาแม่แต่กลับถูกปฏิเสธ เื่นี้สำหรับเด็กที่มีความกตัญญู ช่างเป็เื่ที่น่าอัปยศอดสูอะไรเช่นนี้!
ต้วนชิงิพิงพนักมองยิ้มๆ ไปยังแม่นมหนิง “แม่นมชอบเจิ้งจี๋หรือไม่?”
อีกฝ่ายผินหน้าไปด้านข้างคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะตอบอย่างไรดี ผ่านไปประเดี๋ยวจึงตอบกลับไป “เด็กที่ดีเช่นนี้ บ่าวได้เห็นก็รู้สึกถูกชะตาอย่างมาก แต่ก็สงสารจับใจเช่นกัน!
นางมองหน้าแม่นมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานยามได้รับน้ำฝน จึงหัวเราะอย่างมีเลศนัยขึ้นมา “แม่นมวางใจเถอะ อีกไม่นาน พวกเราจะต้องได้เจอกันอีกแน่นอน!”
นางได้ฟังก็ใตบไปที่น่องตัวเองทันที “อุ้ย!บ่าวลืมบอกที่อยู่ของพวกเราให้คุณชายเจิ้งเ้าค่ะ!”
เมืองหลวงใหญ่ขนาดนั้น เจิ้งจี๋ ก็ไม่รู้จักว่าพวกเราอยู่ที่ไหนและจะหาพวกเราเจอได้อย่างไร… ดูท่าทางแม่นมหนิงจะถูกใจเจิ้งจี๋ไม่น้อยพบหน้าเพียงครั้งเดียว ก็คิดเื่การเจอกันในครั้งหน้าเสียแล้ว!
เด็กสาวไม่ตอบอะไรเพียงแต่ขำออกมาเบาๆ “ถ้าแม่นมเชื่อข้าเพียงรออยู่ที่จวนก็พอแล้ว!”
เจิ้งจี๋ผู้นี้แม้อายุยังน้อยแต่จะเป็แรงสำคัญในราชสำนักอีกทั้งเป็ที่ไว้วางใจของฮ่องเต้และเป็คู่ครองขององค์หญิงซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็เื่ของโชคชะตา แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ตามความคิดของนางความสามารถและความคิดของเขาก็มีส่วนช่วยเป็อย่างมาก!
ดังนั้นนางจึงตั้งใจไม่บอกที่อยู่ เพื่อสร้างความบังเอิญให้เจอกันในครั้งต่อไปอย่างไรเสียสิ่งที่ช่วยได้ นางก็ได้ช่วยแล้ว ที่เหลือก็ต้องพึ่งตัวของเขาเอง!
นางเชื่อมั่นว่าความสามารถของเจิ้งจี๋ไม่นานก็จะหาพวกนางเจอ
เจิ้งจี๋เป็คนฉลาดเฉลียวเื่นี้ต้วนชิงิคาดการณ์ไม่ผิดแน่ เพียงแต่นางลืมไปคนหนึ่งคนนั้นจะทำให้เจิ้งจี๋กับนางได้พบเจอกันหลังจากนี้อีก
คำพูดนี้อีกหน่อยค่อยพูดก็แล้วกัน!
