ฉินซีไม่เคยเจอเด็กสาวที่หน้าหนาและดื้อดึงขนาดนี้มาก่อน ก่อนหน้านี้คิดว่าถ้าเด็กสาวไม่อบอุ่น นุ่มนวล จิตใจดีอย่างแม่ ก็จะต้องเ้าเล่ห์ เ้าแผนการอย่างแม่เลี้ยง หรือไม่ก็ทะนงตนอย่างซย่าชิงหลี แต่เขาไม่เคยเจอเด็กสาวที่เกาะติดเป็ตังเมอย่างคนที่ตามอยู่ด้านหลังเขามาตลอด ั้แ่ออกจากโรงแรมคนนี้มาก่อน
เมื่อฉินซีขึ้นรถ เด็กสาวก็จะตามขึ้นมาด้วย เขาไม่สามารถทำอะไรได้นัก เนื่องจากอีกฝ่ายเป็เด็กสาว ในขณะที่กำลังลังเลอยู่ เด็กสาวก็แทรกตัวขึ้นมาบนรถ คนขับอึ้งไป ก่อนจะถามฉินซีเบาๆ “คุณชายฉิน คุณคนนี้คือใครครับ?
เด็กสาวเบิกบานใจมาก เธอยื่นหน้าออกไปทักทายคนขับ “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อหานเมิ่งเมิ่ง”
คนขับรถแสดงสีหน้าอึดอัดใจ “อ้อ… สวัสดีครับ คุณหนูหาน” คนขับรถและสาวใช้ในคฤหาสน์ต่างก็รู้ในความสัมพันธ์ของเฉินเจวี๋ยและฉินซี เมื่อตอนนี้ข้างกายของฉินซีมีเด็กสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น คนขับรถก็ใจนแข้งขาอ่อน กลัวว่าตัวเองจะไปรู้เื่ที่ไม่ควรรู้เข้า
“คุณหนูหาน ผมไม่รู้จักคุณ คุณไม่คิดว่าการที่คุณร้องขอผมแบบนี้ มันเกินไปหน่อยเหรอครับ?” เมื่อเห็นสีหน้าของคนขับรถแปลกไป ฉินซีก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคิดไปถึงไหน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็ดำครึ้ม ถามเด็กสาวที่ชื่อว่าหานเมิ่งเมิ่งด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
เขาไม่ได้จำเป็ต้องเป็สุภาพบุรุษกับเด็กสาวทุกคน
หานเมิ่งเมิ่งเบิกตากว้างจ้องฉินซีน้ำตาคลอเบ้า “แต่ว่า แต่ว่าฉันชอบการแสดงของคุณมากเลยนะคะ ฉันอยากจะแสดงละครกับคุณนี่… คุณไม่ได้นั่งอยู่กับพวกผู้กำกับเหรอคะ? ถ้าเกิดว่าคุณไปบอกผู้กำกับ...”
ฉินซีพูดขัดเธอด้วยความรำคาญใจ “คุณหนูหาน ผมไม่ใช่ผู้กำกับ ผมเป็เพียงนักแสดงที่เพิ่งจะกำหนดมาไม่นาน เื่พวกนี้ผมตัดสินใจไม่ได้ และยิ่งทักษะการแสดงของคุณหนูหานมีปัญหาอยู่แล้วด้วย”
หานเมิ่งเมิ่งไม่คิดว่าฉินซีจะไม่ไว้หน้ากันขนาดนี้ เธอมองฉินซีด้วยความเสียใจ จากนั้นก็เปิดประตูวิ่งลงมาจากรถโดยไม่ได้สนใจว่ารถกำลังเคลื่อนตัวอยู่บนถนน แม้จะล้มลงไป ก็เพียงปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าออก ก่อนจะวิ่งจากไป
ฉินซีขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความคิดของเด็กสาวสมัยนี้จริงๆ
รอจนกลับถึงคฤหาสน์ แน่นอนว่าเฉินเจวี๋ยก็ต้องรู้เื่เด็กสาวที่ชื่อหานเมิ่งเมิ่งชื่นชอบฉินซีไปแล้วเรียบร้อย
“หลังจากนี้ถ้าเกิดมีคนที่ไม่รู้ตัวตนแน่ชัด ไม่ว่าจะหญิงหรือชายเข้ามาใกล้ฉินซี ก็ไล่ไปซะ” เฉินเจวี๋ยออกคำสั่งกับคนขับรถโดยตรง คนขับรถรีบพยักหน้าโค้งตัวตอบรับ
ฉินซีอึ้งไปเล็กน้อย เฉินเจวี๋ยขี้หึงขนาดนี้เลยเหรอ?
ดูเหมือนว่าเฉินเจวี๋ยจะล่วงรู้ความคิดของฉินซี เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ จากนั้นก็นั่งตัวตรง ก่อนจะพูดออกมาอย่างจริงจัง “เื่ที่นายอยู่กับฉันเผยออกไปั้แ่ในงานเลี้ยงวันเกิดท่านทังแล้ว ไม่แน่หลังจากนี้อาจมีคนใช้นายเป็ทางผ่านเข้ามาใกล้ฉันก็ได้”
ในใจของฉินซีเต้นระรัวขึ้นมา “อ่า… ครับ ผมเข้าใจแล้ว”
เฉินเจวี๋ยยื่นมือออกมาแตะที่พวงแก้มของอีกฝ่ายเบาๆ “ฉันจะพาไปกินข้าว”
เหล่าสาวใช้ในคฤหาสน์ต่างก็ก้มหน้าลงแสร้งทำเป็ไม่เห็นกิริยาสนิทสนมระหว่างพวกเขา ความเขินอายที่ฉินซีเคยมีมลายไปด้วยการกระทำที่ชัดเจนไม่ปกปิดของเฉินเจวี๋ยไปตั้งนานแล้ว
หลังจากนั้นหลายวัน ฉินซีก็ไปร่วมการออดิชั่นที่โรงแรมตลอด เพียงแต่ในวันต่อมา เขาก็ไม่ได้พบคุณเผิงหงกั๋วอีก ในใจของเขารู้สึกเสียดายขึ้นมา เสียดายที่ในตอนนั้นตัวเองไม่กล้าเข้าไปพูดคุยกับคุณเผิงหงกั๋ว
หลังจากการออดิชั่นจบลง หลี่ซิ่วก็ทำได้เพียงกำหนดตัวละครที่ใกล้เคียงกับตัวประกอบผ่านฉากเท่านั้น แต่ตัวละครที่ใกล้ชิดกับตัวละครหลักกลับยังไม่ได้ถูกกำหนดแม้แต่ตัวเดียว ฉินซีอดประหลาดใจไม่ได้ ชาตินี้ตัวละครที่หลี่ซิ่วเลือกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า? อย่างไรคนที่แสดงเป็โจวกู่เมื่อชาติก่อนก็ไม่ใช่เขา
หลี่ซิ่วเองก็ไม่ได้บอกว่าจะจัดการออดิชั่นครั้งต่อไปหรือไม่ เธอเพียงส่งข้อความส่วนตัวมาในเวยป๋อของฉินซีใน่กลางคืนของวันสุดสัปดาห์ เพื่อถามความเห็นของฉินซีเกี่ยวกับนักแสดงที่กำลังดังอยู่ในตอนนี้ ฉินซีเองก็บอกออกไปโดยไม่ได้ปกปิด จากนั้นเมื่อผ่านไปอีกหลายวัน ฉินซีก็เห็นนักแสดงที่กำลังดัง 2 คน กำลังเย้ยหยันที่หลี่ซิ่วเข้าไปเชิญพวกเธอไปแสดงในภาพยนตร์บนเวยป๋อ ตอนที่ฉินซีได้เห็นเวยป๋อนั้น เขาก็อดส่ายหน้าไม่ได้
แบบนี้ในโบราณเขาว่าอย่างไรแล้วนะ? เส้นทางของวัยรุ่นไร้ขีดจำกัด อย่าได้ดูถูกคนที่ยังไม่มีอะไร
แม้หลี่ซิ่วจะยังไม่มีชื่อเสียงนัก แต่เธอก็มีพร์และมีเส้นสายที่หนาแน่น อีกทั้งเพื่อนที่เธอคบหาก็ยังเป็คนในสังคมระดับสูง ผู้กำกับที่ไม่ขาดความสามารถ ไม่ขาดเส้นสาย และไม่ขาดกำลังทรัพย์ หากไม่สามารถถ่ายทำภาพยนตร์ดีๆ ออกมาได้ หรือไม่อาจประสบความสำเร็จ ฟ้า์ก็คงทำเกินไปแล้ว! ตอนนี้นักแสดงทั้งสองคนเย้ยหยันหลี่ซิ่วว่าทำอะไรไม่ดูตัวเองด้วยความทะนงตน ทำอะไรไม่ไว้หน้า หลังจากนี้หากหลี่ซิ่วมีชื่อเสียงขึ้นมา เกรงว่าก็คงไม่ไว้หน้าทั้งสองคนนี้เช่นกัน
หลังจากนั้น แฟนคลับของนักแสดงทั้งสองจะเปิดศึกอย่างไรในอินเทอร์เน็ต ฉินซีก็ไม่รู้ชัดแล้ว เขาเข้าไปรายงานตัวที่กวงิฟิล์มอีกครั้ง
เนื่องจากก่อนหน้านี้เฉินเจวี๋ยพาเขาไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิด ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้ฐานะของฉินซีชัดเจนแล้ว แม้แต่คนของกวงิฟิล์มก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดแบบนี้ จี่อวี้เซวียนตำหนิหยางจื้อไปอีกครั้ง รวมทั้งสั่งไม่ให้เขาทำอะไรโดยไม่คิดให้ดีใน่นี้ หยางจื้อที่เดิมทีตั้งใจจะสั่งสอนฉินซีอึ้งไป ในใจของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจทันที
หลังจากนั้นเขาก็ได้รู้จากปากของหวังตันว่า ผู้ชายที่มารับฉินซีไปในวันนั้นเป็ใคร แต่แล้วอย่างไรล่ะ? สำหรับหยางจื้อแล้ว นั่นเทียบกับจี่อวี้เซวียนไม่ได้เลย ดังนั้นเขาต้องเอาใจใคร ไม่ใช่ว่ามองดูก็รู้หรอกเหรอ? หยางจื้อขบฟันคิดขึ้นในใจ เขาต้องบังคับส่งตัวฉินซีไปถึงอ้อมอกของจี่อวี้เซวียนให้ได้! ไม่เพียงแต่เพื่อประโยชน์ที่มากขึ้น แต่หยางจื้อรู้ดีว่า ความจริงตัวเองเกลียดคนหน้าใหม่ที่ยากจะควบคุมแบบฉินซีมากแค่ไหน
เมื่อฉินซีมาถึงตึกใหญ่ของบริษัทกวงิฟิล์ม หวังตันได้ยินเข้า ก็ออกมาพบฉินซีด้วยตัวเองเพื่ออธิบายให้รู้ว่า ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้มีความตั้งใจจะส่งตัวฉินซีไปขึ้นเตียงของจี่อวี้เซวียนแต่อย่างใด แม้หวังตันจะอธิบายแบบนี้ แต่ความประทับใจที่ฉินซีมีต่อเธอก็พังทลายลงไปแล้ว หวังตันเป็สาวแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นเป็สิ่งที่ควรค่าแก่ความเคารพมาก แต่เธอกลับสามารถสังเวยคนแก่คนอื่นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้ คนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ตรงหน้าแบบนี้ ไม่ว่าจะปกปิดอย่างไรก็ไม่ใช่คนที่สามารถคบหาด้วยได้
สุดท้ายหวังตันก็ต้องจากไปด้วยใบหน้าซีดเซียว เธอเองก็รู้ดีว่าไม่สามารถนำภาพลักษณ์ของตัวเองต่อหน้าฉินซีกลับมาได้แล้ว ขอเพียงฉินซีไม่สร้างเื่เดือดร้อนให้เธอก็เพียงพอ แม้หยางจื้อจะไม่รับรู้ถึงอำนาจของเฉินเจวี๋ย แต่หวังตันเป็คนที่เห็นโลกมามาก จึงทราบดีว่าหากทำให้เฉินเจวี๋ยไม่พอใจจะมีจุดจบอย่างไร บางทีประธานของกวงิฟิล์มก็อาจปกป้องพวกเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ!
เมื่อหวังตันจากไป หยางจื้อก็เข้ามา สีหน้าของเขาย่ำแย่อย่างปิดไม่มิด “ฉันจะเรียกผู้ช่วยของนายกลับมา และให้เธอคอยติดตามนายเหมือนเดิม” หยางจื้อพูดไปแบบนั้น แต่ในใจกลับกำลังคิดว่าต้องทำอย่างไร ฉินซีที่ฉลาดหลักแหลมจึงจะตกหลุมพราง
เมื่อหยางจื้อพูดจบ ฉินซีก็ดื่มกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จอย่างไม่รีบไม่ร้อน หยางจื้อจึงยิ่งโมโหอย่างอดไม่ได้ นี่ฉินซีมองข้ามเขาอยู่?
ฉินซีมองหยางจื้อด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม ความโมโหในใจของหยางจื้อจึงเพิ่มขึ้น สายตาของฉินซีทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็เหมือนตัวเพลี้ยะโ
“หรือว่าพี่ยังอยากจะให้ผมพูดอะไรด้วยเหรอครับ? บอกขอบคุณเหรอ? หรือบอกว่าไม่เป็ไรล่ะ? พี่หยาง พี่อย่าลืมเชียว พวกเรายังไม่ได้คิดบัญชีก่อนหน้านี้กันเลยนะครับ” ฉินซียิ้มออกมา เพียงแต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้ดูเป็มิตรเลยแม้แต่น้อย
หยางจื้อหวั่นใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขามองฉินซีด้วยสายตาเยือกเย็น “คิดบัญชีอะไร?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินซียิ่งเจิดจรัสขึ้นไปอีก ราวกับกำลังเย้ยหยันความไร้เดียงสาและความโง่เขลาของหยางจื้อ “พี่หยาง ตอนนี้มาแสร้งทำเป็ไม่รู้อะไร มันก็ไม่ตลกแล้วนะครับ” ฉินซีพูดพร้อมกับดึงสีหน้าลงกะทันหัน ทำให้สีหน้าของเขามืดมนลงเล็กน้อย “พี่หยางคิดว่ารังแกผมได้ง่ายๆ จริงเหรอครับ? คิดว่าเอาตัวหยางกุ้ยเฟินกลับมาให้ผม แล้วจะทำเป็เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นได้เหรอ? ก่อนหน้านี้พี่หยางพยายามล่อให้ผมไปรายการบันเทิงชั้นนำ ผมยังจำได้ขึ้นใจ จนไม่กล้าลืมเลยนะครับ"
จำได้ไม่เคยลืม...
หัวใจของหยางจื้อสั่นสะท้าน เขากลืนน้ำลายลงไปอย่างยากลำบาก “นาย...”
ฉินซีลุกขึ้นเดินไปอยู่ข้างกายของหยางจื้อ “ผมรู้ว่าพี่หยางไม่อยากเป็ผู้จัดการของผม แต่ว่าน่าเสียดายนะครับ ก่อนที่เราจะคิดบัญชีกันให้เรียบร้อย คงต้องรบกวนให้พี่หยางรับตำแหน่งนี้ต่อไปก่อน”
หยางจื้อไม่รู้เลย ว่าตอนนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของตัวเองน่าเกลียดแค่ไหน “...ไม่ ฉันยินดี”
“อ้อ ยินดีจะร่วมมือกับจี่อวี้เซวียนเหรอครับ?” ฉินซีไม่ไว้หน้าหยางจื้อแม้แต่น้อย เขาใช้คำพูดเย้ยหยันข่มขู่ให้อีกฝ่ายกลัว เขาจะทำให้หยางจื้อกังวลใจอยู่ตลอดเวลา จะต้องให้เขาตื่นใไปก่อน จากนั้นก็ค่อยลงมือลงโทษ ฉินซีไม่ใช่แม่พระนิสัยดีมาแต่ไหนแต่ไร คนอื่นทำกับเขาอย่างไร เขาก็จะสนองคืนไปแบบนั้น
หากดีกับเขา แน่นอนว่าเขาก็จะดีขึ้นไปอีกหลายเท่า แต่คนอย่างหยางจื้อ เขาก็มีแต่จะร้ายกลับไปอีกหลายเท่า
หยางจื้อให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด ก็แค่ทำให้เขาสูญเสียสิ่งนั้นไปก็พอ
ฉินซียับยั้งแผนการในใจไว้ จากนั้นก็เดินผ่านตัวหยางจื้อมาด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเขามีท่าทางไม่สนใจมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้หยางจื้อทรมานใจมากเท่านั้น หลังจากฉินซีเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ได้ยินเสียงแก้วถูกปาแตกดังขึ้น ฉินซีเหยียดยิ้มร้าย ดูเหมือนว่าที่ผู้จัดการคนนี้ไม่เคยมีชื่อขึ้นมาใน่หลายปีมาน่าจะมีเหตุผลอยู่ แค่ความอดทนยังไม่มี ไม่แปลกเลยว่าทำไมถึงได้แต่หยุดอยู่ที่ตำแหน่งนี้...
ฉินซีเกิดความคิดที่ดีเยี่ยมขึ้นมาทันที
เขาไม่มีทางแย่งชามข้าวของใคร อย่างไรการแย่งชามข้าวคนอื่นก็เปรียบเสมือนการฆ่าพ่อฆ่าแม่ เขาจะให้หยางจื้ออยู่กวงิฟิล์มไปเรื่อยๆ แต่จะทำให้ได้รับเพียงเงินเดือนระดับต่ำ ทำให้เขาได้ััถึงความรู้สึกในการมองดูนักแสดงในการดูแลจะโด่งดัง แต่ผลสุดท้ายก็ต้องผิดหวัง ทุกครั้งจะต้องมอบความหวังเล็กๆ ให้กับเขา จากนั้นก็ดับความหวังนั้นลง นี่ถือเป็การลงโทษที่ดีที่สุดสำหรับหยางจื้อแล้ว
ฉินซีเดินออกมาด้วยความสุขใจ รอจนเดินมาถึงโถงใหญ่ของตึกกวงิฟิล์ม อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโต้แย้งดุเดือดดังขึ้นไม่ไกล ละครฉากนี้เด่นชัดอยู่ที่โถงใหญ่ ดังนั้นจึงดึงดูดสายตาของผู้คนไม่น้อย
ฉินซีเหลือบมองเล็กน้อย เห็นเพียงเด็กสาวที่สวมเสื้อยืดกางเกงขายาวธรรมดาๆ มัดผมหางม้าคนหนึ่ง ปากล่องในมือไปยังชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้าด้วยความโมโห “ไสหัวไปซะ! ไป! ไปคว้าสิ่งที่นายอยากได้สิ ฉันจะถือว่าที่ทำไปเป็การให้ข้าวหมาเท่านั้น! เวรเอ๊ย!”
ฉินซีเบิกตากว้าง ด้วยคิดไม่ถึงว่าเด็กสาวจะก้าวร้าวขนาดนี้ ทั้งยังพูดคำหยาบออกมาได้ไหลลื่น
ชายหนุ่มโมโหขึ้นมาแล้ว เขาเอากล่องกระดาษออกไป จากนั้นก็จับเข้าที่แขนของเด็กสาวและด่าออกมาเสียงดัง “ฉันเคยบอกเธอไปแล้วไง ที่ฉันทำไปทั้งหมดก็เพื่อเธอ ดูเอาสิ ตอนนี้เธอมีสภาพเหมือนอะไร?”
“ทำเพื่อฉันกับผีน่ะสิ! ตัวเองอยากมีชื่อเสียง อยากมีอิทธิพล อยากได้เงินทองและคนสวย อย่ามาใช้ฉันเป็เหตุผลไปหน่อยเลย ฉันไม่อยากรับไว้! จะไปไหนก็ไป ไสหัวไป! ไสหัวไปจากสายตาฉันเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเด็กสาวด่าจบก็มีคนรีบร้อนออกมาจากลิฟต์ และจับตัวเด็กสาวไว้ “พอแล้วๆ อย่ามาทะเลาะกันที่นี่ เธอยังอยากให้เขาอยู่ในวงการบันเทิงต่อไปดีๆ หรือเปล่า? ถ้ามีนักข่าวถ่ายไว้จะทำยังไง? เธอจะถูกด่าทอนะ!”
เด็กสาวขยี้เรือนผม ก่อนจะพูดขึ้นอย่างถอดใจ “เขาถูกถ่ายได้แล้วเกี่ยวอะไรกับฉันเล่า”
ไม่นานเด็กสาวก็ถูกจับตัวไว้ ในขณะนั้นประตูลิฟต์เปิดออก ฉินซีเห็นหวังตันเดินออกมา ใบหน้าของเธอนิ่งแข็ง ก่อนจะตบลงที่ใบหน้าของเด็กสาวอย่างไร้เยื่อใย “เธอคิดว่ากวงิฟิล์มคือที่ไหน? บ้านของเธอหรือยังไง?”
ฉินซีไม่ได้ดูฉากต่อไปแล้ว เขารีบเดินออกมาจากตึกใหญ่ของกวงิฟิล์มไปขึ้นรถ และบอกให้คนขับออกรถไป
